บทที่ 2 เคลียร์กันแบบใด?

2462 Words
ติ๊งต่อง~ ติ๊งต่อง~ แม้เสียงออดหน้าบ้านจะดังระรัวขนาดไหน แต่ศิตากลับก้าวเดินไปตามทางเดินอย่างใจเย็น มือเรียวเอื้อมไปเปิดประตูบ้านของเพื่อนรักที่มาค้างไม่รู้กี่ครั้งแล้วประหนึ่งว่าเป็นบ้านของตัวเอง ก่อนจะพบว่าตรงหน้าเธอมีชายหนุ่มหน้ามนคนเนิร์ดอย่าง ‘มิกกี้’ ยืนหอบหายใจอยู่ด้วยสีหน้าไม่สู้ดีนัก ยิ่งเห็นว่าอีกฝ่ายมีสีหน้าแบบนี้ เธอก็ยิ่งมั่นใจว่าเพื่อนของตัวเองจะต้องเข้าใจอะไรผิดสักอย่างแน่ ๆ เลยละนะ เพราะถ้ามิกกี้มันนอกใจไปมีผู้หญิงคนอื่นจริง เจ้าตัวคงไม่ทำหน้าเหมือนจะร้องไห้เหมือนอย่างตอนนี้... “โทษทีนะศิ แต่ตอนนี้มินอยู่ที่ไหนเหรอ? เราขอคุยกับมินหน่อยได้ไหม?” มิกกี้ที่รีบร้อนขับรถมาถึงชานเมืองถามขึ้นทันทีตั้งแต่ตอนที่ตัวเองยังไม่ทันได้เหยียบเข้าไปในตัวบ้าน ศิตาที่เห็นดังนั้นจึงพยักเพยิดหน้าส่งสัญญาณว่าให้คู่สนทนาเดินเข้ามาข้างในก่อนเพราะเธอจะปิดประตูบ้าน กระทั่งจัดการทุกอย่างจนเรียบร้อยดีแล้ว ศิตาค่อยหันกลับไปเผชิญหน้ากับเพื่อนร่วมรุ่นของตัวเองอย่างจริงจังอีกครั้ง “ยายมินมันหนีขึ้นห้องนอนไปแล้วน่ะสิ ถ้าจะคุยก็คงต้องไปแงะมันออกมาจากห้องก่อนนั่นแหละนะ” พูดไปก็ถอนหายใจไปพลาง เพราะไม่รู้ว่ามินนี่มันกลัวอะไรนักหนา กะอีแค่เคลียร์กับแฟนให้มันจบ ๆ ทำอย่างกับเป็นเรื่องใหญ่อย่างไรอย่างนั้น ทว่าพอเธอพูดออกไปแบบนั้น มิกกี้กลับยิ่งดูร้อนรนขึ้นอย่างเห็นได้ชัด จนศิตาอดไม่ได้ที่จะถามสิ่งที่สงสัยออกไป “สรุปแล้วมิกนอกใจมินจริง ๆ เหรอ? เห็นมินบอกเราว่ามันเจอผู้หญิงอยู่ในห้องมิกน่ะ” “ไม่ใช่! ไม่ใช่เลยนะศิ! ...อย่างเราเนี่ยนะจะไปกล้านอกใจมินน่ะ!?” เออ ไอ้ที่พูดมาก็ถูกของมันนั่นแหละ... แต่พอเจ้าตัวเป็นคนพูดประโยคแบบนี้เอง มันฟังดูรันทดแปลก ๆ รึเปล่านะ? “จะไปรู้ด้วยเหรอ? ก็มินบอกเรามาแบบนั้น เราก็แค่พูดตามน่ะ... แต่ถ้าไม่ใช่กิ๊ก งั้นผู้หญิงที่อยู่ในห้องมิกคนนั้นเป็นใครกันล่ะ?” มันอาจจะเป็นคำถามที่ฟังดูเผือกเรื่องชาวบ้านอยู่บ้าง แต่เพราะพอจะเดาได้ว่าตัวเองต้องทำหน้าที่เป็นกาวใจให้สองคนนี้ ศิตาเลยอยากถามให้แน่ใจว่ามันไม่ได้มีอะไรในกอไผ่จริง ๆ ใช่ไหม ซึ่งพอเธอถามออกไปแบบนั้น อีกฝ่ายก็รีบโบกไม้โบกมือปฏิเสธกลับมาในทันที “นั่นน้องสาวเราต่างหาก! พอดียายนั่นเพิ่งกลับมาจากบ้านที่ต่างจังหวัดเมื่อวาน เลยแวะเอาของฝากที่แม่ฝากมามาส่งให้เราที่ห้องน่ะสิ” “แล้ว...ทำไมน้องสาวนายถึงอยู่ในห้องในสภาพนุ่งผ้าขนหนูได้ล่ะ?” “ก็น้องสาวเราบอกว่ารถติดขี้เกียจขับรถเลยนั่งแกร้บวินมา แต่เมื่อตอนเย็นจู่ ๆ ฝนก็เทโครมลงมา กว่าจะถึงก็เลยเปียกโชกไปทั้งตัวเลยน่ะสิ เราเลยบอกให้น้องอาบน้ำที่ห้องแล้วออกไปหาซื้อชุดเปลี่ยนมาให้น่ะ” ไม่ว่าเปล่า เพราะเจ้าตัวเล่าพร้อมกับเปิดข้อความที่คุยแชทกับน้องสาวกับแม่ให้ดูเป็นหลักฐาน แถมยังโชว์ภาพครอบครัวที่ถ่ายกันสี่คนเปิดเทียบกับโปรไฟล์เจ้าของแชทให้ดูด้วยอีกต่างหาก ถึงศิตาจะไม่รู้ว่าผู้หญิงคนที่อยู่ในภาพนี้ใช่คนที่ยายมินเจอมาไหม แต่ถ้ามิกกี้มีหลักฐานแน่นขนาดนี้ก็คงพอจะวางใจได้ประมาณหนึ่งแล้วละนะ เธอจึงยอมช่วยนำทางให้โดยไม่ซักไซ้อะไรให้มากไปกว่านี้ ร่างบางเดินนำมิกกี้ขึ้นไปบนชั้นสอง ก่อนจะเคาะประตูหน้าห้อง ๆ หนึ่งเป็นการเรียกคนด้านใน ทว่าแม้เวลาจะผ่านไปพักหนึ่งแล้วแต่ยายมินก็ไม่ยอมเปิดประตูให้ จนผู้ชายที่ยืนอยู่ข้าง ๆ กันเริ่มจะหน้าเสียขึ้นมา ศิตาที่รู้ว่าเพื่อนต้องได้ยินเสียงของตัวเองแน่ ๆ จึงตัดสินใจที่จะตะโกนขึ้นมา “อีมิน กูรู้นะว่ามึงได้ยินเสียงกูอ่ะ เลิกขังตัวเองในห้องแล้วออกมาแล้วเคลียร์กับมิกให้รู้เรื่องเถอะน่า~” เธอพยายามช่วยพูดเกลี้ยกล่อมอีกแรง เพราะถ้าทุกอย่างเป็นแบบที่มิกกี้พูดจริง ๆ เรื่องทั้งหมดมันก็เป็นแค่ความเข้าใจผิดเท่านั้น ซึ่งหากเป็นเช่นนั้น การให้ทั้งคู่รีบคุยกันมันน่าจะดีกว่า มิกกี้ที่เห็นแบบนั้นจึงขยับเข้าไปเคาะประตูห้องบ้าง ก่อนจะพูดกับคนรักของตัวเองผ่านประตูบานใหญ่ “มินครับ มิกมีเรื่องจะคุยด้วย มินออกมาคุยกับมิกก่อนได้ไหม? ตอนนี้มินกำลังเข้าใจมิกผิดอยู่นะครับ” ทว่าแม้มิกกี้จะพูดออกไปแบบนั้น แต่กลับไม่มีเสียงตอบรับจากคนด้านในเลยแม้แต่นิดเดียว ศิตาซึ่งเป็นคนใจร้อนเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว พอเห็นทั้งสองคนเอาแต่ทำตัวยักแย่ยักยันจึงเผลอกลอกตามองบนไปทีหนึ่งอย่างนึกรำคาญใจ คนหนึ่งก็ไม่รู้จักถาม เอาแต่คิดไปเองแล้วเอามาดรามาเป็นเรื่องเป็นราว ส่วนอีกคนก็มัวแต่อ้อมค้อมบอกว่ามีเรื่องจะคุยด้วยอยู่นั่น แทนที่จะบอกธุระของตัวเองออกไปให้มันชัด ๆ ก็ไม่ทำ ไม่รู้ว่าสองคนนี้มันจะลีลากันทำไม “มึงฟังกูนะอีมิน ผู้หญิงที่มึงเจอเมื่อกี้คือน้องสาวของมิก มิกเขามีรูปครอบครัวเป็นหลักฐานอยู่นะ ถ้ามึงอยากดูก็รีบ ๆ เปิดประตูออกมาได้แล้ว” ศิตาพูดโพลงออกไปเช่นนั้นเพราะอยากจบเรื่องให้เร็วที่สุด ด้วยความที่พวกเราคบกันมานานประมาณหนึ่ง เธอจึงพอจะรู้วิธีที่จะหลอกล่อคนในห้องให้หันมาสนใจ ซึ่งก็เป็นไปตามคาด เพราะหลังจากที่ศิตาพูดประโยคนั้นออกไป เพียงไม่นานที่ด้านหลังของประตูก็มีเสียงตอบกลับมาให้ได้ยิน “...จะ จริงเหรอ?” แม้ว่าเสียงนั้นจะแผ่วเบา แต่มันก็ทำให้มิกกี้ที่เริ่มห่อเหี่ยวกลับมามีความหวังในใจอีกครั้ง ก่อนที่เขาจะรีบตอบกลับคนรักไปอย่างกระตือรือร้น “จริงสิครับ! มินช่วยเปิดประตูให้มิกหน่อยได้ไหม? แล้วทุกเรื่องที่มินเข้าใจผิดไป เดี๋ยวมิกจะอธิบายให้ฟังทุกอย่างเลยนะครับ พวกเราออกมาคุยกันดี ๆ เถอะนะ” แอ๊ด~ หลังจากเงียบไปอึดใจหนึ่ง ในที่สุดประตูบานหรูก็ค่อย ๆ เปิดแง้มออกมาอย่างเชื่องช้า พร้อมกับใบหน้าเสี้ยวหนึ่งของมินนี่ที่ชะโงกมองออกมาอย่างไม่ค่อยไว้วางใจเท่าไหร่ มิกกี้ที่เห็นดังนั้นจึงเริ่มยิ้มออกมาได้ด้วยความโล่งใจ ก่อนจะรีบคว้ามือของแฟนสาวและกุมมันเอาไว้ ขณะที่ก้าวเข้าไปในห้องเพื่อประชิดอีกฝ่ายในทันที ศิตาที่เห็นดังนั้น ก็รู้สึกได้ว่าตัวเองไม่ควรเป็น ก.ข.ค. อยู่ตรงนี้อีก จึงหมุนตัวกลับหลังหัน เพื่อลงไปนั่งรอสองคนนี้เคลียร์กันที่ห้องรับแขกด้านล่าง “มึงอย่าเพิ่งไป อยู่เป็นเพื่อนกูก่อน...” เสียงเรียกของเพื่อนสนิทที่ดังขึ้นจากด้านหลัง ทำเอาคนที่กำลังจะเดินออกไปถึงกับชะงักฝีเท้า ก่อนที่ศิตาจะต้องหันไปเท้าเอวถามเพื่อนรักด้วยความไม่เข้าใจ “ในเมื่อมึงจะเคลียร์กับผัว แล้วจะให้กูอยู่เป็น ก.ข.ค. เพื่ออะไร?” มินนี่ที่เห็นเพื่อนทำหน้าดุจึงไม่กล้าทู่ซี้อะไร เพราะขืนบอกออกไปว่าไม่อยากคุยกับมิกสองต่อสองทั้งที่มันพยายามช่วยเธอขนาดนี้ มีหวังศิตาคงด่าเข้าให้ แต่สุดท้ายเธอก็ยังไม่วายออดอ้อนออกไปอยู่ดี “รอแค่หน้าห้องก็ได้ นะมึงนะ~” หญิงสาวผู้มาเยือนได้แต่ถอนหายใจแรง นี่สรุปกูเป็นแม่มันหรือไง ทำไมต้องยอมทำตามคำขอร้องของมันขนาดนี้ด้วยเนี่ย! แต่สุดท้ายศิตาก็ยังเผลอใจอ่อนกับมินนี่ทุกที ก็เลย... “เออรู้แล้ว เดี๋ยวกูไปลากเก้าอี้มานั่งรออยู่หน้าห้องนี่แหละ ถ้ามีอะไรก็เรียกก็แล้วกัน ทั้งสองคนคุยกันใจเย็น ๆ ด้วยล่ะ เข้าใจไหม?” “ขอบคุณนะมึง~/เข้าใจแล้วครับ...” อีกด้านหนึ่ง... “ถ้างั้นไว้พบกันใหม่โอกาสหน้านะครับ” มาวินพูดกับลูกค้ารายใหญ่ที่เพิ่งปิดดีลไปบนโต๊ะอาหารเมื่อกี้นี้ด้วยรอยยิ้มสุภาพ แม้ว่าตอนนี้เขาจะเริ่มมีอาการมึนเมาอยู่บ้างก็ตามที ส่วนสาเหตุก็คือ หลังจากที่คุยงานกันที่บริษัทเสร็จ ลูกค้ารายนี้กลับบอกว่าอยากจะไปดินเนอร์ที่ร้านอาหารและหาอะไรดื่มให้สบายใจในระหว่างพิจารณาข้อเสนอการซื้อขายสินค้าล็อตใหม่นี้ มาวินในฐานะเจ้าภาพจึงต้องพาเขามาที่ร้านอาหารและต้อนรับขับสู้อย่างที่เห็น แน่นอนว่าเรื่องแบบนี้มันก็เกิดขึ้นบ่อย ๆ นั่นแหละ เพียงแต่ปกติเขาจะไม่ค่อยดื่มหนักขนาดนี้ แต่เพราะอีกฝ่ายเอาแต่เทเอา ๆ ไม่หยุดสักที กว่าจะเซ็นสัญญากันเสร็จ สติสัมปชัญญะของมาวินที่ควรจะมีอย่างเต็มที่ก็เริ่มลดน้อยถอยลงไป แน่นอนว่าฝ่ายนั้นเองก็มีสภาพไม่ต่างกันเท่าไหร่ ไม่สิ... ต้องเรียกว่าตอนนี้เมาแอ๋จนแทบจะเดินเองไม่ได้ จนถูกเลขาลากขึ้นรถกลับไปแล้ว หลังจากมองส่งลูกค้าคนสำคัญไปจนสุดสายตา มาวินก็ได้แต่ผ่อนลมหายใจออกมาอย่างเหนื่อยอ่อน แทนที่วันนี้เขาจะได้ใช้เวลากับลูกสาวที่ตอนนี้ย้ายไปอยู่คอนโดจนมีโอกาสได้เจอหน้ากันแค่อาทิตย์ละครั้ง แต่กลับกลายเป็นว่าต้องมาต้อนรับตาแก่ขี้เมาคนนั้นแทนเสียได้ ป่านนี้มินนี่คงกลับคอนโดไปแล้ว เพราะตั้งแต่เข้ามหาวิทยาลัยลูกสาวเขาก็ไม่ค่อยชอบกลับมาค้างที่บ้านเท่าไหร่ ก็พอเข้าใจได้อยู่หรอกที่เด็กขี้เหงาอย่างมินนี่จะไม่ชอบอยู่ในบ้านหลังใหญ่ที่ไม่มีใคร เพราะนอกจากเขาแล้ว ที่นั่นก็ไม่มีใครอีกเลย ก็นะ... อดีตภรรยาของเขาเสียชีวิตไปตั้งแต่ตอนที่มินนี่เรียนอยู่ชั้นประถมแล้วนี่นา แถมตัวเขาเองก็งานยุ่งมากจนแทบจะไม่มีเวลาให้เธอ บางทีการที่มินนี่ได้ใช้เวลาอยู่กับเพื่อนมหาวิทยาลัย มันคงเป็นอะไรที่สนุกมากกว่า ที่จริงหลังจากแม่ของมินนี่เสียไป มาวินก็เคยคิดว่าอยากหาแม่ใหม่ให้เธออยู่หรอก เพราะไม่อยากให้ลูกรู้สึกขาด แต่ไม่ว่าเขาจะลองเดทกับใคร ลูกสาวเขาก็อาละวาด สุดท้ายมาวินเลยต้องครองโสดเรื่อยมา จนตอนนี้เขาไม่มีความคิดอยากมีภรรยาอีกต่อไปแล้ว ลำพังชีวิตตอนนี้แค่ทำงานกับเลี้ยงลูก เขาก็ยุ่งจนแทบจะไม่มีเวลาทำอย่างอื่นแล้ว ถ้าวันไหนเกิดอารมณ์เปลี่ยวอยากทำ ‘เรื่องอย่างว่า’ ขึ้นมา ก็แค่หาซื้อกินเป็นครั้งคราวไป เพราะถึงตอนนี้มาวินจะอายุ 42 แต่เขาก็ยังฟิตปั๋งเตะปี๊บดังไม่ต่างจากสมัยวัยรุ่นอยู่ดี ความจริงแล้วตอนก่อนจะแต่งงาน มาวินเคยเป็นพวกเจ้าชู้ที่กินไม่เลือกมาก่อน แต่พอมีลูกสาว เขาก็กลัวว่ากรรมจะไปตกที่ลูกเลยตัดสินใจเลิกนิสัยนั้นไป ซึ่งเอาจริง ๆ มันก็ไม่ได้รู้สึกแย่อะไร เพราะตอนนั้นที่ทำไป มันก็เป็นแค่ความคึกคะนองในวัยเด็กเท่านั้น จะว่าไป นี่เขาไม่ได้เรียกเด็กมาที่บ้านนานเท่าไหร่แล้วนะ? หนึ่งเดือนเหรอ? ไม่สิ... น่าจะสองเดือนแล้วละมั้ง เพราะช่วงนี้งานมันยุ่งมาก ๆ เลยนี่นา “ท่านประธาน ไหวอยู่รึเปล่าครับ?” ทันทีที่ก้าวขึ้นมานั่งบนรถและเอนตัวลงกับเบาะ ‘พิภพ’ เลขาคนสนิทที่วันนี้มาขับรถให้ก็เอ่ยปากถามออกมาแบบนั้น มาวินปลดเน็กไทให้หลวมเพื่อคลายความอึดอัด ก่อนจะตอบกลับไปให้อีกฝ่ายไม่ต้องเป็นห่วง “อา... แค่นี้ไม่เป็นไรหรอก พอดีวันนี้ดื่มเยอะปกตินิดหน่อยน่ะ” เขาว่าพร้อมกับหลับตาลงเมื่อรู้สึกได้ถึงความหนักอึ้งของเปลือกตา แต่ก็กระนั้นมาวินก็ยังสามารถบอกสิ่งที่ตัวเองต้องการออกไปได้อย่างชัดเจนราวกับคนที่มีสติครบถ้วน “ฝากนายหาผู้หญิงไปให้ฉันที่บ้านสักคนสิ ให้ไปรอที่ห้องนอนแขกเหมือนเดิมได้เลย” “เอ๊ะ!? ...คืนนี้เหรอครับ?” เพราะแปลกใจกับน้ำเสียงที่ดูตื่นตระหนกนั่น ชายหนุ่มวันกลางคนจึงอดไม่ได้ที่จะลืมตามอง ปกติพิภพไม่ใช่คนถามอะไรซ่อกแซ่ก รู้งาน สั่งอะไรก็ทำตามได้โดยไม่ติดขัด พอเห็นอีกฝ่ายมีปฏิกิริยาแบบนี้ มาวินจึงค่อนข้างที่จะรู้สึกแปลกใจ “ใช่ มีปัญหาอะไรงั้นเหรอ?” “เอ่อ... แต่วันนี้คุณมินนี่อาจจะอยู่บ้านไม่ใช่เหรอครับ?” ก็ใช่อยู่ที่ปกติเขาจะไม่เรียกใครมาตอนนี้มินนี่อยู่บ้านเพื่อป้องกันความวุ่นวาย แต่ว่า... “ป่านนี้มินนี่คงกลับคอนโดไปแล้ว เพราะงั้นไม่เป็นไรหรอก” “ทราบแล้วครับ” พอเห็นว่าเลขาคนสนิทรับปากและดำเนินการให้ตามที่บอก มาวินจึงคิดจะนอนเอาแรงสักพักจนกว่าจะถึงบ้าน ไหน ๆ คืนนี้ก็มีเวลาส่วนตัวแล้ว แถมพรุ่งนี้ก็ไม่ต้องรีบตื่นด้วยนี่นา เพราะงั้นเขาจะปลดปล่อยสิ่งที่คั่งค้างมาตลอดสองเดือนให้หมดแม็กซ์เลย!
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD