รถแท็กซี่สีเขียวเหลืองจอดลงที่หน้าบ้านหรูย่านชานเมืองอย่างเงียบเชียบ ขณะที่หญิงสาวกำลังคุยโทรศัพท์ ‘ศิตา’ สาวสวยเปรี้ยวซ่าสุดก๋ากั่นที่นั่งมาในรถคันนั้นพูดกับปลายสายของตัวเองด้วยน้ำเสียงกึ่งระอา เพราะแม้ว่าตอนนี้เธอจะมาถึงที่จุดหมายปลายทาง แต่กลับไม่สามารถจ่ายเงินและลงจากรถได้เนื่องจากปลายสายไม่ยอมวางสักที
ด้วยความที่นั่งอยู่ตรงนี้มาแล้วพักหนึ่ง พี่คนขับรถเลยเริ่มหันมาส่งสายตากดดันให้คนทางนี้ ซึ่งศิตาก็เข้าใจได้หากอีกฝ่ายจะเริ่มหงุดหงิด เธอจึงพยายามหาจังหวะพูดแทรกคนที่เอาแต่ฟูมฟายใส่ตัวเองกลับไป
“ไม่ต้องร้องแล้วน่าอีมิน~ นี่กูก็ถ่อมามึงถึงบ้านแล้ว เพราะงั้นถ้าจะฟูมฟายอะไรเอาไว้เจอหน้ากันแล้วค่อยบ่นเถอะ! แต่ตอนนี้กูขอวางสายก่อน จะได้แสกนจ่ายตังค์ค่าแท็กซี่ให้พี่เขา... เพราะงั้นตอนนี้กรุณาทำตัวสงบ ๆ นั่งรออยู่ในบ้าน ไม่ต้องโผล่หน้าผีปอบออกมาให้คนอื่นเขาตกใจล่ะ เข้าใจไหม?”
‘ฮือ.... มึงฟังที่กูจะเล่าให้จบก่อนได้ไหม~ มิกน่ะนะ มิกมัน...’
เพราะคิดว่าหากปล่อยให้ ‘มินนี่’ เพื่อนสาวคนสนิทได้บ่นต่อไปคงจะไม่ได้ลงจากรถแน่ ๆ ศิตาที่เห็นว่าพี่คนขับรถใกล้จะหยุมหัวตัวเองจริง ๆ แล้วจึงชิงกดตัดสายไปก่อน
ไม่ใช่ว่าเธอไม่เห็นใจเพื่อนหรืออะไรหรอก แต่นี่เธอก็คุยกับมันมาสักพักแล้ว แต่อีกฝ่ายเอาแต่ฟูมฟายจนศิตาจับสาระไม่ได้เลยว่าสรุปแล้วมินนี่มันทะเลาะกับผัวเรื่องอะไรมา ที่เธอพอจะฟังรู้เรื่องมีแค่คำว่า ‘มึงมาหากูหน่อย’ กับ ‘ไอ้มิกมันทำอะไรสักอย่าง’ ซึ่งศิตาก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่ามันทำอะไร สุดท้ายเลยต้องถ่อมาหาทั้งที่ไม่รู้เรื่องอะไรอย่างที่เห็น
ตากลมเหลือบมองไปยังมิตเตอร์เพื่อดูราคาเล็กน้อยพร้อมกับคิดบวกทิปค่าเสียเวลาของพี่คนขับในหัวจนเสร็จสรรพ ก่อนจะรีบกดเปิดแอปธนาคารเพื่อเตรียมจะจ่ายเงินค่ารถให้เสร็จสักที
“มีคิวอาร์ไหมคะ?”
“พร้อมเพย์เลยครับน้อง 089 xxx xxxx”
นิ้วเรียวกดหมายเลขตามที่อีกฝ่ายบอกอย่างคล่องแคล่ว แต่ยังไม่ทันที่ศิตาจะได้กดปุ่ม ‘ยืนยัน’ ในขั้นตอนสุดท้าย ภาพหน้าจอมือถือก็ดับมืดไปเสียอย่างนั้น! ครั้นพอพยายามกดเปิด ก็ดันเปิดไม่ติดอีกต่างหาก ทำเอาหญิงสาวอดไม่ได้ที่จะจิ๊ปาก
ปกติเธอมักจะเสียบชาร์ตมือถือช่วงก่อนนอนเป็นประจำ แต่พอถูกโทรตามมาแบบกะทันหันเลยไม่มีเวลาคิดว่าต้องหยิบแบตสำรองติดตัวมา
ซึ่งทั้งเนื้อทั้งตัวเธอตอนนี้มีเพียงโทรศัพท์มือถือ คีย์การ์ดห้องและบัตรเครดิตที่เสียบอยู่ที่หลังเคสเท่านั้น ศิตาจึงต้องเริ่มคลำหาเศษเงินตามกระเป๋าเสื้อคลุมที่ตัวเองสวมมาในทันที
บุญบาปแท้ ๆ ที่เมื่อกี้ยายมินนี่โทรจิกเธอให้มาหาแบบเร่งด่วนจนไม่มีแม้แต่เวลาจะเปลี่ยนชุด ศิตาเลยต้องออกจากห้องมาในสภาพเสื้อกล้ามกางเกงขาสั้นหรือเรียกสั้น ๆ ว่า ‘ชุดนอน’ แต่เพราะมันดึกมากแล้ว เธอเลยคว้าเสื้อคลุมตัวยาวที่ปกติมักจะเอาไปมหาวิทยาลัยด้วยมาใส่ทับไว้เพื่อความปลอดภัยของตัวเอง ซึ่งในเสื้อคลุมที่ว่านั่นก็บังเอิญมีแบงค์แดงติดอยู่สองสามใบ
“ไม่ต้องทอนค่ะพี่ ขอบคุณนะคะ” เธอพูดทิ้งไว้เพียงเท่านั้น ขณะที่รีบยัดเงินใส่มือพี่คนขับ ก่อนที่จะกระโดดลงจากรถอย่างว่องไว ร่างบางก้าวตรงไปยังตัวบ้านเพื่อตามหาตัวต้นเหตุที่ทำให้เธอต้องงัดตัวเองออกมาจากเตียงตอนเกือบห้าทุ่ม เพียงเพราะว่ามันทะเลาะกับผัวและโทรมาร้องไห้ฟูมฟายประหนึ่งโลกจะแตก
พูดตามตรงว่าไอ้ที่นั่งฟังมันคร่ำครวญมาเกือบยี่สิบนาทีนี่ ศิตาแทบจะจับสาระอะไรในสิ่งที่เพื่อนเล่าไม่ได้ เพราะเจ้าตัวเอาแต่ร้องไห้สะอึกสะอื้นจนแทบจะพูดไม่เป็นคำ
“มินนี่...!” ศิตาร้องเรียกเพื่อนสนิทของตัวเองด้วยความตกใจ เพราะพอเข้ามาในบ้าน เธอก็พบว่าอีกฝ่ายกำลังร้องไห้โฮนั่งกอดเข่าอยู่บนโซฟารับแขกในสภาพที่น้ำหูน้ำตาไหลอาบเต็มใบหน้า
ด้วยความที่มินนี่เป็นพวกทุ่มเทกับความรัก เวลามีแฟนแต่ละครั้ง ผู้ชายพวกนั้นเลยแทบจะเป็นโลกทั้งใบของมันเลยละนะ ซึ่งเธอก็เคยเตือนไปหลายครั้งแล้วว่า ‘เพิ่งคบกันไม่นานอย่ารีบให้ใจใครมาก’ แต่เพราะเจ้าตัวไม่เคยฟังคำเตือนของศิตา เวลาทะเลาะกับผัวทีไร ก็ร้องไห้เป็นหมาแบบนี้ทุกที
โชคยังดีที่แฟนของมันคนนี้ค่อนข้างนิสัยดี (เมื่อเทียบกับคนก่อน ๆ) พักหลังมานี้ศิตาเลยไม่ค่อยได้เจอโหมดผีดิบของเพื่อนตัวเองสักเท่าไหร่
แต่การที่มันมีสภาพแบบนี้แสดงว่ามีอะไรบางอย่างเกิดขึ้นจริง ๆ ใช่ไหม? หรือไอ้ที่ดูเป็นคนใส ๆ นั่นเป็นเรื่องตอแหลกัน?
“เกิดอะไรขึ้น!? ทำไมร้องไห้หนักขนาดนี้? ไอ้มิกมันทำอะไรมึง?” เธอถามออกไปเสียงเครียด ขณะที่กอดเพื่อนสนิทซึ่งตอนนี้ร้องไห้จนตัวสั่น
จะว่าไป...นี่คนในบ้านมันหายไปไหนกันหมด? ไม่ใช่ว่าทุกวันศุกร์เป็นวันครอบครัวของบ้านนี้หรือไงกัน? เพราะปกติเห็นยายมินนี่ต้องรีบ
แจ้นกลับมาดินเนอร์กับ ‘ป๊ามาวิน’ แทบทุกอาทิตย์เลยนี่นา
คือมันก็ดีอยู่หรอกที่ป๊าไม่อยู่ เพราะขืนป๊าอยู่มีหวังได้เป็นเรื่องใหญ่แน่ ๆ เลยละนะ เพราะป๊ามาวินน่ะดุมาก! ถ้าเกิดรู้ว่าลูกสาวร้องไห้จะเป็นจะตายเพราะผู้ชายละก็...มีหวังระเบิดลงแหง ๆ
มินนี่ที่แม้จะยังสะอึกสะอื้นอยู่บ้าง แต่พอได้เห็นหน้าเพื่อนก็เริ่มใจเย็นลง หลังจากถูกลูบหลังปลอบโยนอยู่สักพัก เธอที่เริ่มตั้งสติได้มากขึ้นจึงเล่าสิ่งที่เกิดขึ้นออกไปให้คนที่กอดตัวเองอยู่ฟัง
“ฮึก! มึง...คือเมื่อเย็นป๊ากูโทรมาบอกว่าวันนี้เลิกประชุมช้าแล้วน่าจะต้องพาลูกค้าไปเลี้ยงต่อเลยน่าจะไม่ได้กลับมากินข้าวกับกู กูก็เลยคิดว่าไหน ๆ ก็ว่างแล้วแวะไปเซอร์ไพร์สผัวที่หอหน่อยดีกว่า ก็เลยไปที่ห้องมันโดยไม่ได้บอก ฮือ... ตะ แต่พอไปถึง...อึก! กูก็เจอผู้หญิงที่ไหนก็ไม่รู้เดินนุ่งผ้าขนหนูอยู่ในห้องมันอะ!”
“ฮะ!? ไอ้มิกมันมีกิ๊กเหรอ?” ศิตาถามออกไปอย่างไม่อยากจะเชื่อหูตัวเอง เพราะเท่าที่เธอรู้จัก ‘มิกกี้’ มันดูไม่น่าจะเป็นคนที่ทำเรื่องอะไรแบบนั้นได้เลย
จะว่าไงดี... ในสายตาของศิตา หมอนั่นมันซื่อบื้อมากจนเธอเคยถามเพื่อนตัวเองว่าไปล่อลวงมาได้ยังไงด้วยซ้ำ เพราะถึงโดยพื้นฐานมินนี่จะเป็นพวกนิสัยเด็กน้อยและค่อนข้างใสซื่อเหมือนกัน แต่ด้วยความที่เพื่อนในกลุ่มเป็นพวกกร้านโลก (เหมือนเธอ) กันทั้งนั้น มันเลยพอจะทันคนอยู่บ้าง ตรงข้ามกับ ‘มิกกี้’ ที่เป็นเด็กเนิร์ดขนานแท้แถมยังหัวโบราณอีกต่างหาก เพราะงั้นถ้าเทียบกันแล้วเพื่อนของเธอน่าจะมีเล่ห์เหลี่ยมมากกว่าฝ่ายนั้นอย่างแน่นอน
ถึงจะรู้สึกผิดนิด ๆ ที่คิดแบบนี้ แต่คือถ้าถามว่าใครใน ‘คู่รักดิสนีย์’ ดูน่าจะมีความเป็นไปได้ที่จะมีกิ๊กมากกว่า ศิตาขอตอบแบบไม่ลังเลเลยว่าจะต้องเป็นเพื่อนสนิทของตัวเองอย่างแน่นอนที่สุด...
“ฮือ กูไม่รู้...ไม่รู้เลยมึง แต่ตอนนั้นกูก็ไม่เจอมิกอยู่ในห้องนะ ผู้หญิงคนนั้นเองก็ดูตกใจมากตอนที่เจอกูอ่ะ แต่พอเห็นยายนั่นทำท่าจะพูดอะไร
กูก็ชิงวิ่งหนีออกมาก่อน”
“เอ้า! แล้วทำไมมึงไม่รอถามให้รู้เรื่อง? จะได้รู้กันไปเลยไงว่าสรุปแล้วมันยังไงกันแน่น่ะ”
“ก็ตอนนั้นกูตกใจอ่ะมึง~ คือมึงเข้าใจไหม มิกดูไม่น่าจะเป็นคนที่ทำอะไรแบบนี้ได้ พอเจอขึ้นมาจริง ๆ กูเลยช็อคอ่ะ...”
ศิตาถึงกับถอนหายใจปลงกับเหตุผลของเพื่อนที่ตอนนี้ก้มหน้าลงด้วยสีหน้าหม่นหมอง คือก็ไม่ใช่ว่าเธอไม่เข้าใจหรอก เพราะไม่ว่าใครเจอเรื่องแบบนี้ก็ต้องตกใจกันทั้งนั้น แต่ถึงอย่างนั้นศิตาก็ไม่คิดว่าการหนีมาโดยไม่เคลียร์กันให้รู้เรื่องก่อน มันจะแก้ปัญหาอะไรได้หรอกนะ
“แล้วนี่มึงได้คุยกับมิกรึยัง?” เธอถามออกไปเสียงเรียบ ก่อนจะได้รับคำตอบเป็นการส่ายหน้าไปมา ซึ่งนั่นทำให้หญิงสาวเผลอทอดถอนใจอีกครั้งอย่างอดไม่ได้
คือในฐานะเพื่อนแล้ว ถ้าอีกฝ่ายมีปัญหา ยังไงเธอก็พร้อมซัพพอร์ตเสมอนั่นแหละ แต่สำหรับเรื่องนี้แล้วนอกจาก ‘ปลอบใจ’ เธอจะทำอะไรได้? คนที่จะช่วยมันแก้ปัญหานี้ได้คือผัวมันโน้น ซึ่งมันก็ยังไม่ได้พยายามที่จะคุยกับไอ้มิกเลยไม่ใช่หรือไง? แล้วแบบนี้จะไม่ให้ศิตารู้สึกหงุดหงิดใจได้ยังไงกัน?
มือเรียวเอื้อมไปหยิบโทรศัพท์ของเพื่อนรักที่วางคว่ำหน้าไว้บนโต๊ะและปลดรหัสมัน ก่อนจะต้องแปลกใจที่บนหน้าจอไม่มีข้อความจากมิกกี้หรือแม้แต่สายไม่ได้รับเด้งขึ้นมา หญิงสาวเหลือบมองเพื่อนตัวเองที่หลุบตาหนีไปครั้งหนึ่ง ก่อนจะจัดการปิดโหมดเครื่องบินที่มินนี่เปิดทิ้งไว้อย่างถือวิสาสะ ซึ่งทันทีที่เธอปิดมัน สายเรียกเข้าก็เด้งขึ้นมาบนหน้าจอแทบจะทันที
‘Mickey~’
ศิตาหันจอมือถือให้เพื่อนที่เอาแต่ก้มหน้าคางชิดอกว่าจะเอายังไงกับสายนี้ แต่เจ้าตัวกลับนิ่งเงียบไม่ยอมตอบ เธอเลยถือซะว่าการไม่ห้ามนั่นเป็นคำยินยอมและกดรับสายของผัวเพื่อนทั้งแบบนั้น
‘มินครับ! ในที่สุดก็รับสายสักที มิกเป็นห่วงแทบแย่... ตอนนี้มินอยู่ที่ไหนเหรอครับ? มาคุยกับมิกก่อนได้ไหม?’
“ฉันไม่ใช่มิน นี่ศิตาต่างหาก ส่วนตอนนี้อยู่ที่บ้านยายมินน่ะ”
‘…ศิเหรอ? เราขอคุยกับมินหน่อยได้ไหม? พอดีเรามีเรื่องสำคัญต้องคุยกับมินน่ะ’
เพราะปลายสายร้อนใจจนเผลอตะโกนใส่โทรศัพท์เสียงดังพอสมควร ทั้งเธอและมินนี่จึงได้ยินสิ่งที่อีกฝ่ายพูดอย่างชัดเจนโดยไม่ต้องกดเปิดลำโพงเลยด้วยซ้ำ หญิงสาวเลิกคิ้วถามเพื่อตัวเองว่าจะเอายังไงต่อกับคำขอนั้น ทว่ามินนี่กลับส่ายหน้าปฏิเสธที่จะคุยด้วย
ช่างเป็นคู่รักที่น่าหงุดหงิดกันจริง ๆ มีอะไรทำไมไม่รู้จักพูดกันตรง ๆ ก็ไม่รู้ มัวแต่อมพะนำกันอยู่นั่น แล้วแบบนี้จะคุยกันรู้เรื่องเมื่อไหร่?
“โทษทีนะ...แต่มินไม่ยอมมารับสายอ่ะ ถ้านายอยากคุยอะไรกับมิน ก็มาคุยที่บ้านก็แล้วกัน ตอนนี้ที่นี่มีแค่ฉันกับมิน ป๊าไม่ได้อยู่บ้านหรอกเพราะงั้นไม่ต้องลีลาแล้วรีบมาเคลียร์กับมันให้รู้เรื่องสักที”
‘ขะ เข้าใจแล้ว... ถ้างั้นรอแปปนะ ฝากบอกมินด้วยว่าอย่าเพิ่งเข้าใจเราผิด เดี๋ยวเราจะอธิบายทุกอย่างให้ฟัง เราจะรีบไปเดี๋ยวนี้แหละ’
พอได้ยินดังนั้น ศิตาก็กดตัดสายไปทันที ก่อนจะหันไปจ้องเพื่อนสนิทที่ดูทำตัวลุกลี้ลุกลนอยู่ข้าง ๆ ตาเขม็ง ซึ่งพอเห็นว่ามินนี่ทำท่าจะลุกหนี เธอก็เอื้อมมือไปคว้าตัวเอาไว้และกดให้มันหย่อนตัวนั่งลงข้าง ๆ
ก็นะ... จากคำพูดของมิกกี้และสัญชาตญาณของศิตา เธอค่อนข้างมั่นใจเลยว่า เรื่องที่มิกกี้มีกิ๊กอะไรนั่น เพื่อนของเธอน่าจะมโนไปเองอย่างแน่นอน...