เหอเหม่ยฉีหิ้วตะกร้าใบเล็กกว่าของป้าสะใภ้เดินไปตามทางแม่น้ำสายเดิมที่เคยมาซักผ้าเป็นประจำ แต่วันนี้สิ่งที่แตกต่างออกไปคือเธอไม่ได้เริ่มเดินหิ้วตะกร้าออกจากบ้านสกุลฟางและซักผ้าของทุกคนในบ้านนั้นอีกแล้ว
ทันทีที่สองป้าหลานบ้านเหอเดินมาถึงริมแม่น้ำ ตอนนี้ไม่ได้เช้ามากซ้ำยังมีแสงแดดอ่อนเหมาะแก่การตากผ้า นั่นหมายความว่าตลอดริมสองฝั่งแม่น้ำสายนี้จึงมีหญิงสาวที่ยังไม่แต่งงาน ภรรยา หรือหญิงวัยกลางคนของสองหมู่บ้านมานั่งซักผ้ากันมากพอดู
วั่นเลี่ยงซูเดินนำหลานสาวก่อนจะหยุดลงยังพื้นที่เล็ก ๆ ริมแม่น้ำ เธอวางตะกร้าของตนเอง จากนั้นจึงหันมายกตะกร้าของหลานสาวไปวาง ตลอดเวลาเธอยิ้มให้พี่ป้าน้าอาโดยรอบอย่างเป็นมิตร ทว่ากลับไม่ได้พูดคุยสิ่งใดต่อกันนัก
เดิมเธอไม่ใช่คนที่ชอบยุ่งเรื่องของคนอื่น ยิ่งวงสนทนาของเหล่าภรรยาคนในหมู่บ้านแล้ว วั่นเลี่ยงซูยิ่งไม่เคยเข้าไปผสมโรงเลยแม้แต่ครั้งเดียว
เพราะเธอเป็นคนเช่นนี้ มักก้มหน้าทำงานของตนเองอย่างตั้งใจ โดยไม่สนใจเรื่องของคนอื่น ด้วยนิสัยไม่เคยให้ร้ายหรืออิจฉาใคร นั่นจึงทำให้เธอเป็นสะใภ้บ้านเหอได้อย่างสงบสุข ทั้งยังไม่เคยมีปัญหากับคนในบ้านสามีจนทุกวันนี้
เหอเหม่ยฉีค่อนข้างพอใจที่ป้าสะใภ้ของตนไม่ใช่หญิงปากมาก เธอนั่งลงเคียงข้างอย่างสบายใจ ก่อนรับผ้าที่ผ่านการตีด้วยไม้จากป้าสะใภ้มาล้างน้ำอีกครั้งด้วยมือเพียงข้างเดียวอย่างทุลักทุเล
“เหม่ยฉีแขนดีขึ้นแล้วอย่างนั้นหรือ?”
เป็นเสียงของคุณป้าท่านหนึ่งที่นั่งอยู่ไม่ไกล หล่อนพอจะรู้เรื่องราวที่เกิดขึ้นอยู่บ้างถามขึ้นหลังจากเห็นว่าแขนของอดีตลูกสาวสกุลฟางไม่ได้ใส่เฝือกอันใหญ่เช่นวันนั้นอีกแล้ว
“ก็ไม่ถือว่าดีเท่าไรนัก แต่ฉันขอให้คุณหมอถอดเฝือกออกให้เพราะทำงานไม่สะดวกน่ะค่ะ”เหอเหม่ยฉีกล่าวออกมาพร้อมรอยยิ้มจาง ก่อนจะก้มหน้าทำงานของตนเองต่อคล้ายกับไม่ได้สนใจเสียงรอบข้าง
ทว่าจะมีใครรู้ดีเท่าเธอว่าตนเองสนใจเสียงรอบข้างหรือไม่ ในเมื่อจงใจให้ทุกคนได้เห็นและรับรู้ เสียงตอบรับและความคิดของทุกคนที่นินทากันอย่างสนุกปากก็ยังเป็นสิ่งที่เธอเงี่ยหูฟังอยู่ตลอด
และเรื่องในวันนี้จะสนุกขึ้นไม่ได้เลยหากว่าหางตาของเธอไม่ไปสะดุดเข้ากับอดีตแม่เลี้ยงที่นั่งอยู่ห่างออกไป เซี่ยซูเม่ยหน้าบางเสียขนาดนั้น เธอก็อยากรู้เช่นกันว่าหล่อนจะทนเสียงติฉินนินทาได้สักแค่ไหนกัน
คำกล่าวของหญิงสาวเมื่อครู่ กอปรกับแขนข้างที่ไม่ได้บาดเจ็บถือตะกร้าผ้าเดินตามป้าสะใภ้มาทำงานตั้งแต่เช้า จึงทำให้คนที่ได้ฟังมองเธอด้วยแววตาเห็นใจได้ไม่ยากเลย
คนขยันไม่ว่าอยู่ที่ใดก็ยังคงเป็นคนขยันอยู่ร่ำไป ขนาดแขนเจ็บข้างหนึ่ง ซ้ำยังถูกไล่ออกจากงาน ทว่ายังกระเสือกกระสนช่วยเหลืองานที่บ้านไม่ขาด พวกหล่อนเห็นเด็กคนนี้มาซักผ้าที่นี่ทุกวัน ตั้งแต่ตะกร้าผ้าใหญ่กว่าตัวคนด้วยซ้ำ จนตอนนี้เติบโตเป็นสาว ทั้งยังกลับไปอยู่บ้านเดิมมารดาแล้ว ก็ไม่ได้ทำให้เด็กคนนี้ขยันน้อยลงแม้แต่น้อย
หลายคนพลันคิดไปถึงขั้นว่า หากลูกสะใภ้หรือลูกสาวที่บ้านของตนเองขยันขันแข็งเช่นนี้บ้างก็คงจะดี…
นี่เป็นสิ่งที่คนโดยรอบคิดเห็นตรงกันและพูดกันไปอย่างสนุกปาก เมื่อรวมเข้ากับเรื่องเมื่อครั้งแยกบ้าน การซักผ้าของทุกคนในเช้าวันนี้จึงครึกครื้นมากขึ้นเป็นเท่าตัว จะมีเรื่องใดที่พูดคุยกันได้อย่างสนุกปากเท่าเรื่องของคนอื่นอีกเล่า
เหอเหม่ยฉีไม่ได้สนใจว่าคนอื่นจะวิจารณ์เรื่องของเธออย่างไร สิ่งที่เธอสนใจคืออดีตแม่เลี้ยงได้ยินเรื่องราวของตนเองที่คนอื่นพูดถึงหรือไม่ต่างหาก ริมฝีปากบางลอบยิ้มหยัน ทว่ายังคงก้มหน้าช่วยป้าสะใภ้ซักผ้าต่อไปอย่างตั้งใจ
ซึ่งต่างจากอีกคนที่อยู่อีกฝั่งหนึ่งของแม่น้ำสายนี้ ลำพังเซี่ยซูเม่ยก็ไม่สบอารมณ์เป็นทุนเดิมอยู่แล้วที่ไม่อาจสั่งให้ลูกสาวมาซักผ้าให้ตนได้ ทว่าเมื่อมาซักผ้าด้วยตนเองกลับได้ยินเรื่องในบ้านตนเองเสียอย่างนั้น เรื่องน่าอับอายที่ถูกหยิบยกขึ้นมาพูดคุยกันอย่างสนุกปากโดยไม่สนว่าเจ้าของเรื่องที่เอ่ยถึงจะได้ยินหรือไม่ ยิ่งทำให้เธออารมณ์เสียลงมือขยี้ผ้ารุนแรงจนขาดคามือ
ตรงนี้มีสายตาหลายสิบคู่คอยจับจ้องอยู่เซี่ยซูเม่ยจึงไม่อาจทำตามอำเภอใจได้ หากจะให้เธอชี้หน้าด่าทุกคนก็ไม่รู้ว่าจะโดนรุมตบตีหรือไม่ เพราะเธอมาที่นี่คนเดียว เธอเพียงก้มหน้าซักผ้าเปื้อนโคลนของสามีและลูกสาวต่อไปด้วยอารมณ์คุกรุ่น เมื่อเสร็จแล้วจึงแบกตะกร้าผ้าหนักอึ้งกลับบ้านไปเพียงลำพัง
ภายในบ้านสกุลฟางหลังจากลูกเลี้ยงย้ายออกไปแล้วก็ไม่ได้รับการดูแลทำความสะอาดที่ดีนัก หรือจะกล่าวให้ถูกก็คือตั้งแต่วันที่ลูกเลี้ยงย้ายออกไป คนในบ้านที่เหลืออยู่ก็ไม่ได้คิดจะเก็บกวาดมันอีกเลย
เซี่ยซูเม่ยเดิมทีมีลูกเลี้ยงคอยเตรียมทุกอย่างไว้ให้ เมื่อตื่นมาเธอสามารถนั่งกินข้าวได้โดยไม่ต้องหยิบจับงานใด ทว่าตอนนี้กลับต้องรีบตื่นแต่เช้าเพื่อทำอาหารรอสามี เสร็จแล้วยังต้องนำผ้าไปซัก เก็บกวาดถ้วยจานใส่อาหารที่ทุกคนกินเสร็จแล้วไปล้างทำความสะอาด
ชีวิตของเซี่ยซูเม่ยในบ้านสกุลฟางตอนนี้ไม่อาจพูดว่าสุขสบายได้ ครั้นเมื่อใช้ลูกสาวก็ได้รับคำตอบเพียงว่า ‘เดี๋ยวฉันทำ แม่ไม่ต้องรีบร้อน’
ซึ่งเธอเองก็ไม่ได้อยากรีบร้อน แต่หากรอให้ลูกสาวเป็นคนทำกับข้าวหุงหาอาหาร บ้านเราคงไม่ได้กินข้าวกันพอดี หรือหากจะรอให้เยว่ฉีนำเสื้อผ้าทั้งหมดไปซักให้ มีหวังคงไม่มีเสื้อผ้าใส่เป็นแน่ แต่เรื่องนี้จะโทษใครได้ ในเมื่อแต่ไหนแต่ไรเธอก็เลี้ยงให้เยว่ฉีเป็นเช่นนี้
ตลอดมาหานเยว่ฉีถูกเธอเลี้ยงดูมาราวกับไข่มุกกลางฝ่ามือ นอกจากไม่ต้องหยิบจับงานบ้านสักอย่างแล้ว เรื่องเรียนเธอก็ไม่เคยบังคับ ในเมื่อลูกสาวอยากเรียนแค่เพียงมัธยมต้นเธอก็เห็นว่าเป็นเรื่องที่เหมาะสม ทุกวันนี้เพียงแค่ทำตัวเองให้งดงามเพื่อรอแต่งงานกับผู้ชายฐานะดีสักคนก็พอแล้ว
นี่เป็นสิ่งที่เธอสั่งสอนลูกสาวคนเดียวมาโดยตลอด…
“ไม่มีเนื้อเลยหรือ?”
คำพูดแรกของฟางอี้ที่เอ่ยกับภรรยาในทันทีที่เห็นว่าบนโต๊ะอาหารมีเพียงแต่ผัดผักหนึ่งจาน ต้มผักกาดดอง และข้าวชั้นเลวอีกสองถ้วยเท่านั้น
คำพูดนั้นของสามียิ่งทำให้อารมณ์คุกรุ่นของคนเป็นภรรยายิ่งโหมปะทุ เซี่ยซูเม่ยตวัดมองสามีอย่างขุ่นเคือง ก่อนจะกล่าวด้วยน้ำเสียงแข็งกระด้างกว่าทุกครั้งว่า “ลืมตาตื่นขึ้นมาก็ถามหาแต่เนื้อ…เนื้อ เนื้อ เนื้อ!! เงินไม่หาแล้วมันจะมีเนื้อให้กินได้อย่างไรกัน”
เธอเป็นคนดูแลเงินในบ้านย่อมรู้ดีว่าตอนนี้มันเหลือไม่มากแล้ว ซึ่งฤดูหนาวที่จะถึงนี้ก็ไม่แน่ว่าจะผ่านพ้นกันไปได้หรือไม่ แต่คนเป็นสามีนอกจากไม่ขยันทำงานแล้วยังเอาแต่กินเหล้าเมามาย หนำซ้ำเช้ามาถามหาแต่เนื้อเช่นนี้ จะไม่ให้เธอหงุดหงิดได้อย่างไรกัน
ลำพังอาหารไม่ถูกปากก็ทำให้ฟางอี้อารมณ์ไม่ค่อยแจ่มใสอยู่แล้ว ยังมาเจอใบหน้าบูดบึ้งของภรรยา และคำพูดไม่เข้าหูพวกนี้อีก คนที่มีความอดทนเพียงน้อยนิดเช่นเขาหรือจะเฉยอยู่ได้
มือหนาหยาบใหญ่กระแทกตะเกียบลงบนถ้วยข้าวด้วยความโมโห ก่อนจะหันไปคว้าเอาผมบนศีรษะของภรรยากระชากเข้าหาตัวอย่างแรง
“เดี๋ยวนี้กินดีหมีหัวใจเสือเข้าไปหรือ ถึงได้กล้าขึ้นเสียงกับผม”คำกล่าวนั้นไม่ได้ตะหวาดกร้าว ทว่ากลับเนิบช้าและเยือกเย็น เขาดึงรั้งกลุ่มผมของภรรยาให้แรงขึ้น พลางจ้องเขม็งไปยังใบหน้าบิดเบี้ยวของเธออย่างไร้ความปราณี
“ฉะ-ฉัน ไม่กล้าแล้ว ขอโทษ อึก!”เซี่ยซูเม่ยกล่าวเสียงติดขัดด้วยความเจ็บแสบบริเวณหนังศีรษะ มือสองข้างโบกปัดไปมาเป็นพัลวัล
แววตาที่มองสามีนั้นเต็มไปด้วยความหวาดกลัวไม่น้อย เธอไม่คิดว่าสามีที่เคยบอกว่าเธอเป็นรักแรกของเขา วันนี้จะกล้าลงมือทำร้ายเธอได้ถึงเพียงนี้ เขาไม่สนใจความเจ็บปวดของเธอไม่พอ เมื่อปล่อยผมเธอเป็นอิสระแล้วยังหันไปนั่งกินข้าวหน้าตาเฉยเมย ราวกับไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้นก่อนหน้านี้
ฟางอี้ในยามนี้แทบไม่เหลือเค้าลางของผู้ชายที่เคยพร่ำคำหวานให้เธอฟังเช้าค่ำคนนั้นสักนิด…
เซี่ยซูเม่ยลอบมองสามีด้วยดวงตาแดงก่ำ เธอใช้หลังมือปาดน้ำตาด้วยความรู้สึกเจ็บแค้น ทว่าเมื่อเห็นดวงตาแข็งกร้าวของสามีมองมาจึงได้นั่งลงข้างเขา และเริ่มคีบอาหารใส่ปากตนเองเงียบ ๆ เท่านั้น