หลังจากเหอเหม่ยฉีกลับบ้านมาช่วยป้าสะใภ้ตากผ้าทั้งหมดเรียบร้อยแล้วจึงเข้าไปในห้องนอน เธอนำเงินจากการค้าเมื่อเช้ามานับอีกครั้ง ก่อนจะลงรายการบัญชีให้เรียบร้อยแล้วเก็บเข้ากระเป๋าเงินใบเล็กเอาไว้อย่างดี
แม้จะไม่เคยลงมือปลูกผักกินเอง ทว่าในชีวิตก่อนยังพอเห็นผ่านตามาบ้างเล็กน้อย เดิมทีชีวิตก่อนเธอชอบดูวิดีโอหรือบทสัมภาษณ์เกี่ยวกับวิถีชีวิตผู้คนในแถบชนบทอยู่แล้ว ขั้นตอนและวิธีการปลูกผักล้วนเป็นสิ่งที่จดจำมาอีกที หลังจากนี้ก็เหลือเพียงแต่ลงมือทำตามที่เคยเห็นมาก็เท่านั้น
ก่อนออกจากห้องนอนนิ้วเรียวแตะลงบนเจ้าทานตะวันน้อย เพียงพริบตาตรงหน้าก็แปรเปลี่ยนเป็นห้างสรรพสินค้า เหอเหม่ยฉีเดินตรงไปยังส่วนของสินค้าการเกษตร แม้จะไม่ใช่แผนกที่มีพื้นที่กว้างเท่าแผนกอาหาร แต่ก็มีอุปกรณ์ครบครันให้เธอได้เลือกหยิบใช้งาน
มือเรียวเล็กหยิบเอาถาดหลุมสำหรับเพาะปลูกมาจำนวนห้าถาด และอุปกรณ์ที่จำเป็นอีกไม่กี่อย่าง เพราะการเพาะปลูกต้องใช้เวลา เธอจึงไม่ได้รีบร้อนที่จะหยิบเอาของทั้งหมดออกมาในคราวเดียว
มุมหนึ่งของชั้นวางเธอเห็นว่าที่นี่ก็มีเมล็ดพันธุ์อย่างดีอยู่ด้วย ทว่าเธอพึ่งซื้อมาจากร้านด้านนอกอย่างไรก็คงต้องลองปลูกดูก่อน
เวลานี้ผู้เป็นยายกำลังนั่งรับลมอยู่บริเวณลานบ้าน ส่วนป้าสะใภ้กำลังนำเนื้อที่เธอให้มาตากแห้งเอาไว้สำหรับกินในฤดูหนาว เช่นนั้นแล้วการที่เหอเหม่ยฉีหอบหิ้วเอาถาดหลุมและอุปกรณ์ปลูกผักจำนวนหนึ่งออกมาจากห้องนอนจึงไม่ถูกสังเกตเห็นแต่อย่างใด
เธอเดินมายังบริเวณข้างบ้านที่มีเล้าไก่และร่มไม้ที่ช่วยบังแดดได้เป็นอย่างดี เมื่อมองดูแล้วแสงที่ส่องลงมายังพื้นดินก็ไม่ร้อนจนเกินไป เห็นทีจะเหมาะสมที่สุดในการวางถาดหลุมเอาไว้ตรงนี้
ก่อนมาตรงนี้เธอหยิบเมล็ดพันธุ์ที่ซื้อมาเมื่อวานมาพร้อมแล้ว ทว่าเธอสังเกตเห็นว่าแถวนี้มีดินกองหนึ่งที่ดูแล้วไม่น่าจะเหมาะกับการเพาะปลูกเท่าใดนัก แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ต้องลองเสี่ยงดูสักครั้ง
เหอเหม่ยฉีตัดสินใจทำในสิ่งที่ไม่คิดว่าจะทำมาก่อน เธอถือถังใบเล็กพร้อมกับช้อนปลูกเดินตรงไปยังเล้าไก่ที่อยู่เยื้องไปทางหลังบ้าน จากที่เคยเห็นมาคนเหล่านั้นเก็บไข่ไก่หรือแม้กระทั่งทำความสะอาดเล้าไก่ได้อย่างคล่องแคล่ว แต่เมื่อเป็นเธอที่เดินเข้ามาในพื้นที่นี้ สิ่งแรกที่สัมผัสได้คือ กลิ่นของมูลไก่นั้นไม่เบาเลย เธอรู้สึกเหม็นจนแสบจมูก แต่ก็ไม่ได้บ่นออกมาแต่อย่างใด
ใบหน้าเล็กเหยเกเล็กน้อยเมื่อต้องทนดมกลิ่นที่ไม่คุ้นชิน เธอรู้มาว่าการโรยแกลบไว้บนพื้นของเล้าไก่จะทำให้พื้นที่นั้นแห้งสนิทและทำความสะอาดง่าย ซึ่งเล้าไก่ก็เป็นเช่นนั้น นี่อาจจะเรียกได้ว่าเป็นวิถีชีวิตที่ถูกส่งต่อกันมาจากรุ่นสู่รุ่น
แต่เธอเชื่อว่าคนที่นี่น้อยนักจะรู้ว่า มูลไก่ที่ได้จากแม่ไก่ไข่นั้นเป็นปุ๋ยชีวภาพอย่างดีทีเดียวสำหรับพืชผัก
“แม่ไก่จ๋า ฉันขอมูลของเธอสักหน่อยนะ”เสียงใสกล่าวขออนุญาตพลางคลี่ยิ้มหวานให้กับแม่ไก่ไข่ทั้งห้าตัวที่กำลังนั่งกกไข่อยู่
ราวกับพวกมันรับรู้และอนุญาตแล้ว ขณะที่หญิงสาวกำลังใช้ช้อนปลูกตักมูลและแกลบบนพื้นอยู่นั้น พวกมันนอกจากจะไม่ส่งเสียงร้องแล้วยังมองดูเฉย ๆ เท่านั้น เหอหม่ยฉีตักมูลผสมแกลบใส่ถังใบเล็กที่เตรียมมาจนถึงปริมาณที่กะเอาไว้แล้ว ก่อนออกมาไม่ลืมหยิบฟางแห้งมาจำนวนหนึ่ง
ขี้ไก่ถูกเทลงบนพื้น ก่อนจะตามด้วยดินแห้งกองนั้น หญิงสาวผสมคลุกเคล้าทั้งสองอย่างเข้าด้วยกันอย่างตั้งใจ เสร็จแล้วจึงตักมันลงถาดหลุมที่เตรียมเอาไว้จนกือบเต็มหลุม
มือเรียวหยอดเมล็ดผักลงไปอย่างใจเย็น โดยเน้นหนักไปที่ผักกวางตุ้งที่ใช้มากหน่อยในแต่ละวัน ก่อนจะโรยหน้าด้วยดินที่ผสมเอาไว้อีกชั้น แล้วปิดทับด้วยฟางแห้งที่ติดมือมา จากนั้นจึงพรมน้ำให้พอเปียกเล็กน้อยเป็นอันเสร็จสิ้น
เธอไม่ได้หยอดเมล็ดผักไว้ลึกมาก คิดว่าหากพวกมันจะรอด ภายในวันหรือสองวันนี้ก็อาจจะมีต้นกล้าเล็ก ๆ โผล่ขึ้นมาให้ได้เห็นอย่างแน่นอน
หรือหากไม่รอดจริง ๆ ก็คงต้องลองวิธีอื่นดูอีกครั้ง จนกว่าจะได้ที่ดินของตนเองมาอย่างถูกต้อง อย่างไรก็คงใช้เวลาพอสมควร อีกความหมายหนึ่งคือเธอยังมีเวลาลองผิดลองถูกอยู่หลายวันนั่นเอง
จากเดิมที่เหอเหม่ยฉีคิดว่าการทำเรื่องขอที่ดินจากทางการจะยุ่งยากและใช้เวลานานพอสมควร ทว่าเธอกลับลืมคิดถึงเส้นสายที่ตนเองมีไปเสียสนิท ขณะกำลังนั่งกินมื้อเที่ยงกับป้าสะใภ้และยาย ลุงของเธอก็เดินเข้าบ้านมาพร้อมกับข่าวดีที่เธอเองก็คาดไม่ถึงเช่นเดียวกัน
“เรื่องที่ดินของหลานขั้นตอนแรกลุงจัดการเรียบร้อยแล้ว”เหอคุนกล่าวขึ้นขณะนั่งประจำที่ ก่อนจะคีบอาหารเข้าปากอย่างหิวโหย เมื่อเช้าเขารีบร้อนออกจากบ้านไปจัดการเรื่องที่ดินให้กับหลานสาว เช่นนั้นอย่าว่าแต่ข้าวเช้าเลย แม้แต่น้ำสักหยดเขาก็ยังไม่ทันได้ดื่มด้วยซ้ำ
วั่นเลี่ยงซูที่เห็นท่าทางเช่นนั้นของสามีก็เข้าใจดี เธอคีบกับข้าวหลายอย่างให้เขาอย่างใส่ใจ พร้อมกับฟังเรื่องราวที่สองลุงหลานกำลังพูดคุยกันไปด้วย
คนเป็นหลานสาวยิ้มกว้างทันทีที่ได้ยินลุงกล่าวเช่นนั้น เธอรีบเคี้ยวอาหารในปากก่อนจะกลืนลงไปอย่างรวดเร็ว “เร็วกว่าที่ฉันคิดไว้อีก ขอบคุณนะคะลุง”
ทว่าเหอคุนกลับมีสีหน้าลำบากใจขึ้นมาเมื่อนึกถึงขั้นตอนต่อจากนี้ เดิมทีในตอนจัดสรรที่ดินครั้งแรก ทางการให้ประชาชนสามารถจับจองที่ดินที่ตนเองต้องการได้ ซึ่งปริมาณก็ขึ้นอยู่กับจำนวนสมาชิกในครอบครัว และนั่นก็ผ่านมาหลายปีแล้ว ที่ดินผืนที่ติดแหล่งน้ำถูกเลือกไปจนหมด
ตอนนี้ที่หลานสาวติดต่อขอรับการจัดสรรที่ดิน ย่อมไม่เหลือทำเลที่ดีให้ได้เลือกอีกแล้ว รวมถึงที่ดินที่อยู่บริเวณรอบบ้านก็ไม่เหลือ ตอนนี้ที่ใกล้ที่สุดและยังว่างอยู่เห็นจะมีก็แต่ริมแม่น้ำแต่นั่นก็เป็นเพียงพื้นที่ขนาดเล็กเนื้อที่ไม่ถึงหมู่
“แต่ว่าที่ดินใกล้บ้านไม่เหลือแล้ว ที่ลุงดูไว้เห็นจะมีก็แต่ตรงเชิงเขาที่น่าจะเหมาะกับการปลูกผัก อีกผืนหนึ่งก็อยู่ติดแม่น้ำ แต่ขนาดไม่ถึงหมู่เท่านั้น”
เหอคุนอธิบายให้หลานฟัง พลางคีบอาหารเข้าปากช้าลงกว่าเดิมเล็กน้อย
ส่วนเหอเหม่ยฉีก็ฟังอย่างตั้งใจ ก่อนจะพยักหน้าขึ้นลงช้า ๆ พยายามนึกภาพตามคำพูดของลุง “อย่างนั้นหนูขอไปดูที่ทั้งสองแปลงนั้นก่อนได้ไหมคะ?”
เธอคิดว่าที่ดินบริเวณเชิงเขาไม่นับว่าแย่ ตามความคิดของเธอเชิงเขาล้วนมีแต่พื้นที่ดินอุดมสมบูรณ์ ทั้งยังใกล้กับทางน้ำที่ไหลลงมาจากภูเขา แต่อีกผืนที่อยู่ใกล้บ้านมากกว่า แต่กลับเป็นพื้นที่ขนาดเล็กเท่านั้น
ซึ่งพี่ใหญ่บอกว่าหนึ่งคนสามารถครอบครองที่ได้เพียงหนึ่งหมู่กว่า ๆ แต่หากที่ผืนนั้นขนาดไม่ถึงหมู่ก็ไม่เท่ากับว่าเธอจะเสียเปรียบหรอกหรือ
“ได้ ลุงจะพาไปเอง”เหอคุนตอบรับในทันที อย่างไรในช่วงบ่ายก็ต้องไปช่วยงานลูกชายที่แปลงนาอยู่แล้ว หากจะพาหลานสาวไปดูที่ทางก็ไม่เห็นจะเป็นเรื่องยากลำบากแต่อย่างใด
ช่วงเวลาที่ดวงตะวันคล้อยลงเล็กน้อย เหอเหม่ยฉีหยิบหมวกสานที่ป้าสะใภ้เตรียมไว้ให้มาสวม ก่อนจะเดินตามลุงไปดูที่อย่างที่ตกลงกันเอาไว้ โดยเริ่มจากผืนที่ใกล้บ้านที่สุดก่อน
ที่ผืนนี้อยู่ติดกับแม่น้ำที่เหอเหม่ยฉีซักผ้าเมื่อเช้า ทว่าต้องเดินย้อนขึ้นไปต้นน้ำราวห้านาที เมื่อมาถึงแล้วเหอคุนชี้พื้นที่ของที่ดินแปลงนี้ให้หลานสาวได้รู้ก่อน ซึ่งมันไม่ได้มากมายอะไรอย่างที่บอกไว้จริง ๆ
ที่ผืนนี้หากกะเกณณ์ด้วยสายตาแล้ว หากยกร่องแปลงผักก็คาดว่าคงปลูกได้ไม่มาก และไม่เพียงพอที่จะหมุนเวียนผักตัดขายอย่างแน่นอน
เหอเหม่ยฉีเพียงยิ้มแหยแล้วส่ายหัวเล็กน้อยให้กับผู้เป็นลุงเท่านั้น
ผู้เป็นลุงเห็นแล้วก็เข้าใจท่าทางของหลานสาวอยู่บ้าง จึงพาเดินลัดเลาะไปยังที่ดินอีกแปลงหนึ่งที่อยู่ห่างออกไปพอสมควร ตลอดทางเดินนั้นเต็มไปด้วยนาข้าวเขียวชอุ่มดูสดชื่นจนเหอเหม่ยฉีรู้สึกเพลิดเพลินไปกับสิ่งรอบกายไม่น้อย
จนกระทั่งสองลุงหลานมาหยุดอยู่ที่ดินบริเวณเชิงเขา ซึ่งค่อนข้างรกร้างและไร้ผู้คนเนื่องจากที่นีห่างไกลจากที่ดินของชาวบ้านคนอื่นพอสมควร
“ที่นี่เหรอคะ?”เหอเหม่ยฉีกวาดตามองโดยรอบที่ดินที่ไม่อาจกล่าวว่าอุดมสมบูรณ์ได้อย่างเต็มปากนัก แม้ที่ดินตรงนี้จะอยู่บริแวณเชิงเขา ทว่าเขาลูกนี้มีแต่ต้นไม้ใหญ่ที่ดูคล้ายจะอุดมสมบูรณ์ แต่บริเวณหน้าดินกลับโล่งเตียนราวกับขาดน้ำหล่อเลี้ยงมาเป็นเวลานาน
นอกจากไม่อาจสัมผัสได้ถึงความชุ่มชื้น มันกลับดูแห้งแล้งจนเธอรู้สึกได้
“ใช่ แต่หลานอย่าลืมว่าที่นี่ไม่มีแหล่งน้ำ หากเป็นฤดูร้อนหลานจะต้องแบกน้ำจากแม่น้ำมารดผัก”เหอคุนไม่ลืมกล่าวเตือนหลานสาวด้วยความหวังดี
แต่นอกจากเหอเหม่ยฉีจะไม่ล้มเลิกความคิดการเป็นเกษตรกรของเธอแล้ว สองเท้าเล็กยังก้าวเดินเพื่อสำรวจไปยังพื้นดินแห้งแล้งราวกับมีความหวังบางอย่างอยู่ในใจลึก ๆ