เมื่อเห็นแล้วว่าเอกสารของหลานสาวเรียบร้อยดี ต่อจากนี้คงไม่มีสิ่งใดให้กังวลอีก เจียงหนิงฮวาและลูกสะใภ้จึงเข้าครัวไปทำมื้อใหญ่สำหรับเย็นวันนี้เพื่อฉลองให้กับหลานสาว ส่วนเหอคุนแยกตัวออกไปอาบน้ำให้เรียบร้อย เหลือเพียงเหอเหม่ยฉีที่กำลังนั่งอ่านตัวอักษรบนกระดาษซ้ำไปซ้ำมาด้วยความรู้สึกสุขใจ
“เหม่ยฉีหรือ?”
เสียงแหบต่ำที่ดังขึ้นบริเวณประตูบ้านทำเอาคนที่กำลังซาบซึ้งถึงกับรีบยกมือขึ้นปาดน้ำตา ก่อนจะเพ่งมองไปยังผู้มาใหม่ เวลาเช่นนี้น่าจะไม่มีใครเข้าบ้านมาอีกแล้วนอกจากพี่ใหญ่ที่ไปทำงานในแปลงนามาตลอดทั้งวัน
แม้จะไม่ได้พบหน้ากันมาหลายปี แต่พี่ใหญ่มีหน้าตาละม้ายกับลุงใหญ่ไม่น้อย นั่นจึงไม่ยากนักที่จะคาดเดาว่าผู้ชายคนนี้เป็นใครกันแน่
“พี่ใหญ่หลิวหยางเหรอคะ ฉันเหม่ยฉีเอง”เหอเหม่ยฉีกล่าวเสียงขึ้นจมูก เพราะร้องไห้อยู่นานหลายนาทีแล้ว เสียงเธอจึงได้ฟังดูอู้อี้ไม่น้อย
เหอหลิวหยาง ได้ยินเช่นนั้นจึงวิ่งเข้ามาหาน้องสาวอย่างรวดเร็ว เขาเคยเจอน้องสาวเมื่อนานมาแล้ว แม้จะพอจดจำเค้าโครงหน้าได้อยู่บ้าง แต่ก็ไม่แม่นยำนัก ครั้งสุดท้ายที่เจอกันเห็นจะเป็นตอนที่อาเล็กเสีย ตอนนั้นเหม่ยฉียังเป็นเด็กน้อยผมเปีย ฟันหน้าหลออยู่เลย
ก่อนหน้านี้บ้านเหอของเราได้ปรึกษากันเรื่องพาน้องสาวกลับมา ซึ่งเขาเองก็เห็นด้วย เดิมทีไม่คิดว่าแผนการที่น้องสาวจะเริ่มขึ้นและสำเร็จได้อย่างรวดเร็วเช่นนี้จึงรู้สึกคิดไม่ถึงอยู่บ้าง
แต่เมื่อเห็นว่าเหม่ยฉีย้ายเข้ามาอยู่บ้านเหอแล้วจริง ๆ ก็ทำเอามุมปากของหลิวหยางเผยรอยยิ้มยินดีออกมา ก่อนจะถูกกลบเกลื่อนด้วยใบหน้าของพี่ชายแสนกวนประสาทดังเดิม
“น้องสาว นี่เธอมีฟันคู่หน้าแล้วหรือ…”คนเป็นพี่ชายกล่าวเสียงกลั้วหัวเราะ ก่อนจะขยับกายเข้ามาใกล้น้องสาวที่ไม่ได้เจอกันนานปีอีกเล็กน้อย ทำทีสำรวจฟันคู่หน้าด้วยใบหน้ายียวน
ทั้งที่เขาเองก็ดีใจไม่น้อยที่ได้น้องสาว ‘ฟันหลอ’ กลับคืนมา ทว่านิสัยกวนประสาทที่ติดตัวมาทำให้เขาไม่ลืมที่จะกล่าวหยอกล้อน้องสาวเสียก่อน ค่อยแสดงความคิดถึงก็ยังไม่สายไปนัก
ท่าทางยียวนกวนประสาทเช่นนี้ จากความทรงจำเดิมของร่างนี้แล้วเขาคนนี้คือ พี่ใหญ่เหอหลิวหยาง ไม่ผิดแน่…
เหอเหม่ยฉีพลันกลอกกลิ้งดวงตาอย่างหมดคำจะพูด ใบหน้าได้รูปพลันบูดบึ้งในทันที เจอกันครั้งแรกในรอบหลายปีพี่ใหญ่ก็ยังคงชอบกวนประสาทให้เธอโมโหเช่นเคย นัยน์ตากลมตวัดมองพี่ชายอย่างดุร้าย ก่อนจะโต้ตอบกลับไปอย่างไม่เกรงกลัวว่า “กวนประสาทแบบนี้ พี่ถึงไม่แต่งภรรยาสักที”
ปีนี้เขาอายุยี่สิบสองปีแล้ว เท่าที่ฟังป้าสะใภ้บ่นเมื่อช่วงบ่าย นอกจากงานในแปลงนาพี่ใหญ่หลิวหยางก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะชอบพอหญิงสาวคนไหนเลย พอป้าสะใภ้ออกปากจะหาให้ก็ไม่ยอมท่าเดียว นี่อาจจะเป็นเรื่องเดียวที่ทำให้ป้าสะใภ้คนดีของเธอเคร่งเครียดจนทุกวันนี้เลยก็ว่าได้
เหอหลิวหยางขมวดคิ้วเป็นปมแน่น ก่อนจะคลายออกแล้วจ้องมองใบหน้าของน้องสาวให้ชัดขึ้น มือหนาตีลงบนหน้าผากมนไม่แรงนัก ก่อนจะกล่าวเสียงนุ่มนวล “จิ๊ ๆ ๆ เดี๋ยวนี้รู้จักตอบโต้หรือ มาเถอะพี่จะเล่าอะไรให้ฟัง”
ท่าทางคล้ายคุณชายเจ้าสำราญของเขา ทำเอาเหอเหม่ยฉีอยากกลอกกลิ้งดวงตามองบนเป็นร้อยเป็นพันครั้ง นี่ฉันได้พี่ชายแบบไหนกันนะ…
“โอ๊ย!! แขนฉันเจ็บอยู่นะ”ท่อนแขนของเขาที่ทิ้งลงบนไหล่เธออยู่นั้น มันหนักมากเสียจนสะเทือนไปถึงท่อนแขนที่บาดเจ็บอยู่
ญาติผู้พี่ราวกับพึ่งรู้สึกตัว เขายกท่อนแขนออกจากบ่าน้องสาวในทันที ก่อนวางมือใหญ่เอาไว้บนศีรษะเล็ก แล้วออกแรงดันให้เดินเข้าบ้านไปพร้อมกัน
“พี่ใหญ่ขอโทษจริง ๆ แต่จะว่าไปนะ สาว ๆ ในหมู่บ้านนี้ต่างหมายตาพี่ใหญ่ของเธอทั้งนั้น เพียงแค่พี่ยังไม่ถูกใจใครเลยไม่แต่งงานเอง รู้ไหมเหม่ยฉี”
คำกล่าวโอ้อวดถูกพ่นออกมาอย่างภาคภูมิใจ โดยไม่สนว่าคนฟังอย่างญาติผู้น้องจะกำลังเบะปากให้กับสิ่งที่เขากำลังพูดอยู่แต่อย่างใด
เหอเหม่ยฉียิ้มเจื่อนให้กับท่าทางโอ้อวดของญาติผู้พี่ ก่อนจะกล่าวกลั้วหัวเราะออกมา “นี่พี่หลงตัวเองเกินไปแล้วนะ”
เธอยอมรับว่าญาติผู้พี่หน้าตาดีมาก ทั้งยังเป็นลูกชายผู้นำหมู่บ้านอีก ในอนาคตอย่างไรเขาก็จะต้องสืบทอดตำแหน่งนี้จากลุงใหญ่ แต่ทว่าจะมีหญิงสาวมากมายขนาดนั้นเชียวหรือที่หมายตาเขา
ในเมื่อหญิงสาวรุ่นราวคราวเดียวกันก็คงแต่งงานมีครอบครัวไปหมดแล้ว ส่วนหญิงสาวอายุน้อยลงมาหน่อยก็ไม่ใช่จะมองคนรุ่นเดียวกันหรอกหรือ พี่ใหญ่ของเธออาจจะแก่เกินไปสำหรับหญิงสาวพวกนั้นก็ได้
“ฮ๊ายย! เด็กอย่างเธอจะไปรู้อะไร”
คำพูดของเหอหลิวหยางทำเอาคนฟังรู้สึกไม่ชอบใจขึ้นมา พลันหันมาถกเถียงอย่างไม่ยินยอม “ปีนี้ฉันอายุสิบเก้าแล้วนะ”
สีหน้าและแววตาของเหอหลิวหยางทำราวกับพึ่งนึกสิ่งใดออก ก่อนจะหันมาจดจ้องใบหน้าของเด็กอายุน้อยกว่า “อ้อ! อย่างนั้นเหรอ…”
เขาพยักหน้าเพียงเล็กน้อยคล้ายกับรับรู้แล้ว ทว่ากลับระเบิดเสียงหัวเราะออกมาแล้วเดินหนีเข้าห้องตนเองไปโดยไม่กล่าวสิ่งใดต่อ
ท่าทางกวนประสาทเช่นนี้ทำเอาญาติผู้น้องรู้สึกแค้นเคืองไม่น้อย เธอตั้งใจจะตอบโต้เขาอีกครั้งแต่ก็ไม่ทันเสียแล้ว เพราะเจ้าตัวเดินหายเข้าไปในห้องพร้อมกับปิดประตูไปเป็นที่เรียบร้อย “พี่ใหญ่! กลับมานะ หึ๋ยยย!!”
“หลิวหยางก็เป็นคนเช่นนี้ หลานใจเย็นลงหน่อยเถอะ”เจียงหนิงฮวาทันได้ยินเหตุการณ์ระหว่างพี่น้องเมื่อครู่พอดีจึงกล่าวขึ้น ใบหน้ามีริ้วรอยระบายยิ้มอ่อนโยนออกมากับสิ่งที่ได้เห็นเมื่อครู่
หลานชายนั่นก็ไม่รู้จักแสดงออก หลิวหยางเป็นลูกคนเดียว เขารักญาติผู้น้องไม่ต่างจากน้องสาวแท้ ๆ แต่เพราะเป็นคนเช่นนั้น ตั้งแต่เด็กทั้งคู่จึงมักจะมีเรื่องถกเถียงกันเป็นประจำ
หากถามว่าหลิวหยางกวนประสาทขนาดไหน ก็คงต้องบอกว่ากวนประสาทถึงขั้นที่ทำให้คนเงียบ ๆ อย่างเหม่ยฉีเปิดปากโต้เถียงกับเขาได้อย่างไรล่ะ
“ถ้าเขายังเป็นแบบนี้เมื่อไหร่หนูจะมีพี่สะใภ้ล่ะคะ”คนเป็นน้องสาวกล่าวน้ำเสียงแง่งอน พลางทอดมองไปยังประตูห้องพี่ชายที่กำลังปิดสนิท
ทว่าในใจกลับคิดไปแล้วว่าพี่ใหญ่ของเธอนอกจากเรื่องกวนประสาทและปากเสียก็ไม่ได้มีจุดด้อยตรงไหน ฐานะทางบ้านก็พอประมาณ ทั้งยังขยันขันแข็งทำงานตั้งแต่เช้าจรดเย็น แต่ทุกวันนี้ยังไม่แต่งภรรยา มันเป็นเพราะอะไรกันแน่…
“เฮ้อ! เรื่องนั้นก็คงแล้วแต่โชคชะตาแล้วล่ะ”หญิงชราถอนหายใจ ก่อนจะกล่าวออกมาด้วยรอยยิ้มบาง
ประสบการณ์ที่ผ่านมาสอนให้เธอรู้ว่าไม่ควรเข้าไปยุ่มย่ามในชีวิตคู่ของใคร ไม่ว่าจะเป็นลูกหรือหลาน พวกเขาย่อมมีเส้นทางเป็นของตนเอง คนแก่อย่างเธอก็คงทำได้แค่เฝ้าดูและยินดีไปกับเด็ก ๆ ก็เท่านั้น
บนโต๊ะอาหารมื้อเย็นของบ้านเหอเป็นไปอย่างครื้นเครง ทุกคนมีความสุขกับการต้อนรับสมาชิกใหม่เข้าบ้าน โดยเฉพาะเหอหลิวหยางที่ไฝ่ฝันอยากจะมีน้องสาวมาตลอด วันนี้เขาคีบอาหารให้น้องสาวอยู่หลายครั้ง แต่ปากก็ไม่ลืมเอ่ยขบกัดน้องสาวให้หันมาถกเถียงกันอยู่ร่ำไป
“พรุ่งนี้ลุงมีประชุมกับคณะกรรมการหมู่บ้านแต่เช้า หลานจะไปโรงงานตอนไหนหรือ?” เหอคุนถามหลานสาวในทันทีที่นึกขึ้นได้ อันที่จริงเขาเสนอไปแล้วว่าวันนี้จะไปลางานที่โรงงานให้
ทว่าหลานสาวกลับยืนยันว่าอย่างไรก็ต้องไปทำเรื่องลาด้วยตนเอง เขาจึงไม่แน่ใจนักว่าหลานจะไปอย่างไรในเมื่อแขนก็ยังใส่เฝือกอันใหญ่อยู่เช่นนี้ ถึงจะไม่ได้กระดูกหักจริง ๆ อย่างที่จงใจสร้างข่าวลือ ทว่าการขึ้นรถโดยสารก็น่าจะลำบากไม่น้อยเลย
เหอเหม่ยฉีวางตะเกียบลงทันทีเมื่อรู้สึกอิ่มพอดี ก่อนจะตอบออกไปตามที่คิดเอาไว้ “หนูว่าจะไปแต่เช้าค่ะ ลุงใหญ่ไม่ต้องห่วง หนูไปรถโดยสารได้”
“ไม่ได้!”
เหอหลิวหยางกล่าวออกมาเสียงดังอย่างไม่ยินยอม ก่อนจะจ้องมองไปยังแขนซ้ายของน้องสาว “เดี๋ยวพี่ใหญ่พาไปเอง”
ตอนนี้เหม่ยฉีย้ายมาอยู่ที่นี่แล้วและเป็นน้องสาวคนเดียวของเขา เช่นนั้นคนเป็นพี่ใหญ่ย่อมต้องดูแลน้องสาวเพียงคนเดียวให้ดีที่สุด
คำกล่าวอาสาของญาติผู้พี่ทำเอาเหอเหม่ยฉียิ้มออกมา นี่ก็เป็นความดีของเขาอีกหนึ่งอย่างคือ คนในครอบครัวมาก่อนเสมอ เช่นนั้นแล้วเธอจะพยายามมองข้ามความยียวนของพี่ชายคนนี้ไปก่อนก็แล้วกัน
“อ่า ขอบคุณนะคะ พี่ใหญ่ของฉันทั้งหล่อเหลาและใจดีที่หนึ่ง”
ประโยคเยินยอของน้องสาวทำเอาคนเป็นพี่ใหญ่รู้สึกได้หน้าไม่น้อย เขายืดตัวตรงก่อนจะตบที่หน้าอกหลายครั้งด้วยสีหน้าภาคภูมิใจ “มันแน่นอนอยู่แล้ว”
สิ้นเสียงของเหอหลิวหยาง คนบ้านเหอก็หัวเราะเสียงออกมาพร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมาย นั่นจึงทำให้เจ้าตัวรู้สึกงุนงงไม่น้อย พลางคิดในใจว่า
‘ก็น้องสาวพูดถูกต้องไม่ใช่หรือ เหตุใดจึงหัวเราะกันแบบนั้น’