ในเช้าวันต่อมาเหอหลิวหยางเป็นคนถีบจักรยานพาน้องสาวไปลางานจริง ๆ อย่างที่กล่าวเอาไว้ ซึ่งก่อนจะไปโรงงานสองพี่น้องจำต้องแวะสถานพยาบาลเพื่อแก้ไขสิ่งที่ยังไม่ถูกต้องให้เรียบร้อยเสียก่อน
เหอเหม่ยฉีเดินเข้าไปติดต่อพยาบาลเพื่อขอพบคุณหมอหญิงท่านเดิมในวันนั้น เหอหลิวหยางเพียงเดินตามน้องสาวไปเงียบ ๆ เท่านั้น ด้วยตนเองไม่ได้รู้รายละเอียดของแผนการเท่าใดนัก
ร่างผอมบางถูกเชิญเข้าไปในห้องตรวจโดยให้พี่ชายรออยู่ด้านนอก ก่อนจะพบว่าคุณหมอหญิงท่านเดิมนั่งรออยู่ก่อนแล้ว หลังจากกล่าวทักทายกันตามมารยาท เหอเหม่ยฉีถูกเชิญให้นั่งบนเตียงคนไข้ ก่อนผู้ช่วยพยาบาลอีกสองคนจะนำอุปกรณ์ที่เตรียมไว้ไม่ไกลเข้ามาเรียงไว้ข้างเตียง ใช้เวลาไม่นานเฝือกอันหนาก็ถูกตัดออกจนเหลือเพียงแขนเรียวเล็กที่มีรอยยับย่นเล็กน้อย
แม้จะไม่ได้แขนหักอย่างที่บอกใครต่อใคร ทว่ารอยฟกช้ำและรอยถลอกบนแขนข้างซ้ายก็มีไม่น้อยเลย คุณหมอหญิงจึงจัดการทายาให้ ก่อนจะนำผ้ามาพันบริเวณที่เคล็ดเอาไว้อย่างระมัดระวัง โดยไม่ลืมพันให้หนากว่าปกติสักหน่อย
“เรียบร้อยแล้วค่ะ ร่องรอยพวกนี้อย่างไรก็ต้องทายาต่อไปนะคะ”
คุณหมอหญิงกล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ขณะเดียวกันก็ลอบสังเกตสีหน้าของคนไข้ไปด้วย เมื่อเห็นว่าคนไข้ดูสดชื่นกว่าเมื่อวานก็พอจะเข้าใจได้ว่าแผนการที่ตนเองมีส่วนร่วมคงลุล่วงไปด้วยดี
ถึงอย่างนั้นก็ไม่ได้คิดจะพูดถึงเรื่องราวเหล่านั้นอีก เพราะหากมีสิ่งใดผิดพลาดตนเองก็อาจเดือดร้อนเช่นเดียวกัน เรื่องนี้นอกจากถูกต้องตามหลักมนุษยธรรมแล้ว หลักจรรยาบรรณวิชาชีพล้วนไม่ถูกต้องเอาเสียเลย
“ขอบคุณค่ะคุณหมอ นี่ของฝากเล็กน้อยค่ะ”เนื้อแห้งอย่างดีที่เตรียมเอาไว้พอดีกับจำนวนเจ้าหน้าที่ถูกหยิบออกมาจากกระเป๋าผ้าคู่กาย ก่อนจะวางเอาไว้บนโต๊ะของคุณหมอหญิงแล้วจากมาทันที
“แล้วอย่างนี้จะไม่มีใครสงสัยหรือ?”
เหอหลิวหยางถามน้องสาวอย่างเป็นกังวล เพราะตอนนี้ทุกคนเข้าใจไปแล้วว่าน้องสาวของเขาแขนหัก ทว่าเวลาผ่านไปเพียงวันเดียวก็สามารถถอดเฝือกได้แล้วเช่นนี้คนที่พบเห็นและรู้เรื่องราวย่อมสังเกตเห็นได้
“ก็อาจจะมี…หรือไม่มีก็ได้” ที่กล่าวออกไปเช่นนั้นเพราะตนเองก็ไม่ค่อยแน่ใจนัก ทว่าเธอกลับคิดว่าต่อให้มีคนสงสัยแล้วอย่างไร
แต่เธอเองก็เตรียมคำตอบเอาไว้สำหรับคำถามเหล่านั้นแล้วเช่นกัน
คนในยุคมีไม่น้อยที่แขนหัก ขาหักแล้วไม่มีเงินรักษาจนปล่อยให้เลยตามเลยโดยไม่ทำอะไร ซึ่งส่วนใหญ่ก็จะหาเงินมารักษาไม่ทันจนต้องพิการ มีส่วนน้อยมากจริง ๆ ที่กระดูกสามารถประสานกันได้เอง ทว่าก็ผิดรูปไปไม่น้อย ไม่ถึงกับพิการแต่ท่าทางการใช้ชีวิตประจำวันก็ไม่เหมือนเดิม
เช่นเดียวกันกับเธอที่สามารถบอกใครได้ว่าตนเองต้องรีบเอาเฝือกออก เพื่อกลับไปทำงานให้เร็วที่สุด เหตุผลเช่นนี้อาจจะดูงี่เง่าในยุคของเธอ แต่สำหรับคนที่นี่การหาเงินนับเป็นเรื่องใหญ่ที่สุด
เหอหลิวหยางฟังคำอธิบายของน้องสาวก็เห็นด้วย ก่อนจะตั้งหน้าตั้งตาถีบจักรยานไปยังโรงงานเย็บผ้าที่น้องสาวทำอยู่ ระยะทางแม้จะไม่ได้ไกลกันนัก ทว่าตลอดทางที่เต็มไปด้วยหลุมบ่อขนาดใหญ่ กว่าจะมาถึงก็เกือบสิบโมงเช้าแล้ว
พื้นที่ส่วนสำนักงานของโรงงานค่อนข้างเงียบเชียบเพราะทุกคนกำลังประจำที่เพื่อทำงานที่ได้รับมอบหมาย เหอเหม่ยฉีติดต่อขอพบเจ้าหน้าที่ฝ่ายบุคคล ก่อนจะเขียนเอกสารลางานให้เรียบร้อย เธอไม่รู้ว่าพนักงานในยุคนี้ใช้อะไรลางาน แต่เมื่อครู่เธอไม่ลืมที่จะขอให้คุณหมอเขียน ‘ใบรับรองแพทย์’ ติดมือมาด้วย
เช่นนั้นเมื่อเจ้าหน้าที่ฝ่ายบุคคลเห็นอาการบาดเจ็บและเอกสารจึงยินยอมให้เธอลางานถึงห้าวันเต็มโดยไม่รวมกับเมื่อวาน แต่ถึงแม้จะไม่ได้ไล่ออกทว่ากลับหักเงินในส่วนที่เธอไม่ได้มาทำงานออกไป
แน่นอนว่าวันนี้เป็นวันเงินเดือนออก เธอจึงขอเบิกเงินเดือนส่วนนั้นกลับมาด้วยเลย ตอนนี้ในมือเธอมีเงินเดือนและค่าล่วงเวลารวมแล้วเกือบเจ็ดสิบหยวน ในกระเป๋ายังมีเงินที่ซุกซ่อนเอาไว้ตอนอยู่บ้านฟางราวสิบสามหยวน และเงินห้าสิบหยวนจากการเขียนสัญญาตัดขาด
ทว่าด้วยจำนวนเงินเท่านี้เธอกลับมองไม่เห็นหนทางเลยว่าจะทำสิ่งใดต่อยอดมันได้อีก นอกจากกลับไปทำงานโรงงานอย่างที่แล้วมา
“เป็นอะไร ได้เงินไม่ครบหรือ?”
เหอเหม่ยฉีเพียงส่ายหน้าไปมา ก่อนจะตอบออกไปด้วยน้ำเสียงเศร้าสร้อย “ก็ครบ แต่มันน้อยเกินไป…”
ญาติผู้พี่ถึงกับคิ้วกระตุกเมื่อได้ยินน้องสาวกล่าวเช่นนั้น เงินเกือบเจ็ดสิบหยวนที่ได้รับมายังน้อยอีกอย่างนั้นหรือ เช่นนั้นแล้วเงินสิบหยวนในกระเป๋าเขาจะนับเป็อะไรกัน “น้อยหรือ?”
“อืม ฉันอยากลงทุนขายอะไรสักอย่าง แต่มีเงินเพียงเท่านี้เอง…”
ว่าจบก็ถอนหายใจยืนยาว ก่อนจะเดินออกมาจากสำนักงานโรงงานอย่างเหม่อลอย ในทีแรกเธอคิดว่าตนเองจะย้อนเวลากลับมามีกิจการรุ่งเรืองอย่างเช่นนางเอกนิยายที่เคยอ่านเสียอีก
นี่อะไรกันต่อให้มีของวิเศษอย่างเจ้าทานตะวันน้อยแล้วยังทำสิ่งใดได้อีก ในเมื่อบอกใครก็ไม่ได้ หยิบของออกมาใช้สุ่มสี่สุ่มห้าก็ทำไม่ได้ เพราะมันถือเป็นความลับสุดยอด
ญาติผู้พี่ได้แต่มองท่าทางหมองเศร้าของน้องสาว บ่อยครั้งที่ระหว่างเขาและเหม่ยฉีมักจะถกเถียงกันเสมอไม่ว่าเรื่องเล็กเรื่องใหญ่ แต่แทบนับครั้งได้เลยที่เหม่ยฉีจะทำสีหน้าเศร้าเช่นนี้ออกมา
เช่นนั้นแล้วผู้ชายหยาบกระด้างอย่างเขาที่ปลอบใจใครไม่เป็น นับเป็นเรื่องยากที่จะเอ่ยคำปลอบโยนออกมา ทว่ามือหนากลับตบลงบนไหล่เล็กเบา ๆ แล้วกล่าวว่า “เอาน่า น้องอย่าเศร้าไปเลย ค่อย ๆ คิดค่อย ๆ เก็บเงินไปก่อน อย่างน้อยก็ยังมีงานโรงงานให้ทำอยู่ไม่ใช่หรือ?”
เหอหลิวหยางปลอบน้องสาวออกไปทั้งที่ตนเองก็ไม่ค่อยเข้าใจความคิดของเธอนัก หากเป็นหญิงสาวคนอื่นที่มีงานทำมั่นคงขนาดนี้คงถือตัวน่าดู แต่น้องสาวของเขากลับทำหน้าเศร้าสร้อยราวกับกำลังหางานอื่นอยู่ ทั้งที่งานนี้ก็ถือว่ามีชามข้าวเหล็กในมืออยู่แล้วไม่ใช่หรือ
“ก็จริงอย่างที่พี่ใหญ่ว่า”
“ใช่ไหมล่ะ…ไปหาข้าวกินกันก่อนเถอะ”ตลอดทางมาที่นี่เขาใช้แรงกายไปพอสมควร ข้าวที่กินมาตั้งแต่เช้าแน่นอนว่ามันถูกย่อยไปจนหมดแล้ว
เหอเหม่ยฉีเพียงพยักหน้าเล็กน้อย ก่อนจะซ้อนจักรยานพี่ชายออกมาจากที่จอดของโรงงาน สองพี่น้องตรงมาที่ร้านบะหมี่ใกล้กับห้างสรรพสินค้าเปิดใหม่ ผู้คนที่นี่ค่อนข้างพลุกพล่าน ทว่าร้านรวงที่เปิดขายดูเหมือนจะไม่เพียงพอต่อจำนวนลูกค้าเท่าใดนัก
ร้านบะหมี่ขนาดใหญ่ตั้งอยู่ใจกลางย่านการค้า ผู้คนในร้านเดินเข้าออกพลุกพล่านจอแจ เถ้าแก่และลูกน้องต่างเดินให้บริการลูกค้ากันอย่างต่อเนื่อง จนกระทั่งสองพี่น้องบ้านเหอเดินเข้าไปนั่งยังโต๊ะด้านในสุดของร้าน
“บะหมี่เนื้อสองชามครับเถ้าแก่”
เหอหลิวหยางสั่งบะหมี่ออกไปโดยไม่ถามน้องสาวด้วยซ้ำ เขามั่นใจว่าเมื่อกินที่ร้านนี้ ย่อมต้องกินอาหารขึ้นชื่อของร้านถึงจะถูกต้องที่สุด เมื่อเห็นว่าน้องสาวไม่ได้ทักท้วงเขายิ่งมั่นใจว่าเหม่ยฉีเองก็คงอยากกินเหมือนกัน
ทว่าเถ้าแก่กลับแสดงสีหน้าเสียดายขึ้นมาเสียอย่างนั้น
“พวกเธอมาช้าไปหน่อย บะหมี่เนื้อชามสุดท้ายพึ่งขายหมดไป”
สองพี่น้องบ้านเหอรู้สึกงุนงงไม่น้อย โดยเฉพาะเหอหลิวหยางที่มั่นใจว่าตนเองไม่ได้มาช้าจนเกินไป ทั้งที่ร้านบะหมี่พึ่งเปิดได้เพียงไม่กี่ชั่วโมง เนื้อจะหมดเร็วเช่นนี้ได้อย่างไรกัน…
“นี่ยังไม่เที่ยงเลยนะเถ้าแก่ หมดแล้วหรือ?”เสียงทุ้มถามย้ำอีกครั้ง ไม่ว่าอย่างไรวันนี้เขาก็ยังยืนยันว่าต้องการให้น้องสาวได้ลิ้มรสบะหมี่เนื้อของร้านนี้ให้ได้
แต่เนื้อที่หมดไปแล้วจะให้ทำอย่างไรได้อีก เถ้าแก่ได้แต่มองลูกค้าทั้งสองคนอย่างรู้สึกเสียดายไม่แพ้กัน เขาเองก็อยากขายมันให้กับลูกค้าทุกคน แต่ช่วงระยะเวลาสองสัปดาห์หลังมานี้ เนื้อเป็นสิ่งที่หาซื้อได้ยากมากจริง ๆ
ยากขนาดที่ว่าให้ลูกจ้างของร้านไปต่อแถวซื้อตั้งแต่เที่ยงคืน ยังได้มาเพียงสองกิโลกรัมเท่านั้น หากจะหาแผงขายเนื้ออื่นก็เห็นจะไม่มีอีกแล้ว
เช่นนั้นเขาจำต้องทำตามแผนเดิมที่คิดเอาไว้คือ ขายแบบไม่มีเนื้อ นั่นเองวิธีนี้แม้ว่าเสี่ยงจะเสียลูกค้า ทว่าก็ยังดีกว่าไม่ได้ขายอะไรเลย