ลูเซียเปิดประตูห้องพักส่วนตัวชั้นบนเดินผ่านห้องนั่งเล่นไปยังห้องทำงานส่วนตัวด้านในสุด เขาไม่ชอบการมีห้องทำงานแยกต่างหากเพราะมักมีคนใหญ่คนโตในท้องถิ่นเข้ามาขอพบไม่หยุดไม่หย่อน
น่ารำคาญ งานการไม่ทำ ตามประจบอยู่ได้
แต่เมื่อเปิดประตูห้องทำงานเข้ามาก็ต้องชะงัก เมื่อเห็นว่ามีแขกไม่สำคัญมานั่งรออยู่ก่อนแล้ว และคนเดียวที่พาพวกมันขึ้นมาถึงข้างบนนี้ได้ก็คือลูกน้องคนสนิท
“ประธานมาทำงานสายนะครับ”
เวกัสซึ่งนั่งอยู่บนเก้าอี้ฝั่งตรงข้ามเก้าอี้ทำงานเอ่ยทักทายเป็นคนแรก ในขณะที่อีกคนที่มาด้วยนั่งไขว่ห้างเอนหลังอยู่บนโซฟาอย่างสบายใจ
“มาทำเหี้ยอะไรกัน” น้ำเสียงหงุดหงิดไม่ชอบใจออกมาจากปากเจ้าของห้องทันทีที่เห็นหน้า
สาระแนแท็กทีมมาหาแบบนี้แสดงว่าไปรู้อะไรมา
“ไอ้เวย์ชวนมากินกาแฟใต้ตึก” เซนพูดตามที่เพื่อนเอ่ยชวนจนทิ้งการทิ้งงานมา ซึ่งหลักฐานก็เป็นแก้วกาแฟจากร้านคลาวด์คอฟฟีบนโต๊ะจริงๆ
แปลว่าไปเจอมาแล้ว
“มึงก็คงไปซื้อกาแฟมาถึงมาช้า” เวกัสหรี่ตาจับผิดเพื่อนลอบสังเกตอาการอีกฝ่าย “กาแฟหอมไหม?”
“มึงก็แดก มาถามความเห็นกูทำไม”
เจ้าของร่างสูงตอบปัด ก่อนจะเดินดุ่มๆ มานั่งบนเก้าอี้ประจำตำแหน่ง เปิดแล็ปท็อปกางออกแต่ทว่ากลับไม่มีสมาธิจดจ่อกับงานแม้แต่น้อย เนื่องจากกำลังถูกสายตาสองคู่จับจ้องมาอย่างไม่ลดละ จนสุดท้ายคนถูกจ้องทนไม่ไหวต้องเอ่ยถามจริงจังด้วยความหงุดหงิด
“อยากพูดอะไรก็พูด”
“ไอ้เวย์มันบอกว่าผู้หญิงคนนั้นเป็นแฟนเก่ามึง”
ได้ผล...ลูเซียตวัดสายตาไปยังเวกัสซึ่งนั่งอยู่ตรงหน้าทันที อีกฝ่ายกลอกตาไปด้านข้างกลบเกลื่อนความผิด ก่อนจะแกล้งกระแอมกระไอหันไปมองเซนที่เป็นคนฟ้องคล้ายกำลังด่าเพื่อนที่ออกลายทรยศตั้งแต่ต้นเรื่อง
“หรือไม่จริง?” เวกัสเปลี่ยนเป็นตีมึนในเวลาต่อมาอย่างรวดเร็ว
ส่วนคนถูกจับผิดก็นั่งเงียบไม่ตอบเรื่องส่วนตัว แม้มันจะเป็นการยอมรับกลายๆ ว่า ‘ใช่’ แต่มันจะไม่มีทางหลุดออกมาจากปากของลูเซียเด็ดขาด ต่อให้คนที่ถามจะเป็นเวกัส คู่ค้าและเพื่อนสนิทที่เคยอยู่ในโมเมนต์ความผิดหวังของเขามาแล้วก็ตาม
เพราะลูเซียรู้จักเวกัสมานาน เดิมทีเวกัสร่วมลงทุนกับธุรกิจเครื่องดื่มของตนเองจนทำให้สภาพคล่องทางการเงินของลุกซ์ ลิมิเต็ดมีอย่างไม่จำกัด และลูเซียเป็นคนแรกที่แนะนำให้เพื่อนได้รู้จักมาเฟียอิตาลีอย่างตระกูลรูซโซของราฟาเอลและเซน จนทำให้เกิดอาณาจักรธุรกิจที่ยิ่งใหญ่ไปทั่วทุกมุมโลก
ไม่คิดว่าพอไม่มีเรื่องธุรกิจให้ใส่ใจ เพื่อนกลับแว้งมากัดเขาจนจมเขี้ยว
รู้งี้ปล่อยมันเป็น วัชริศร์ แซ่หม่าตามเดิมก็ดี
“เชร์บอกว่ามึงตามป่วนเขา”
คำพูดของเพื่อนสนิททำเอามาเฟียหนุ่มหันขวับมองหน้า ไม่นึกว่าลูกน้องคนสนิทจะปริปากพูดเรื่องตนเองให้เวกัสฟัง
“ไม่ต้องยุ่งเรื่องกู เอาเวลาไปเลี้ยงลูกมึงนู่น”
“แล้วมึงเคยเสนอหน้าไปให้ลูกของแฟนเก่าเห็นหรือยัง”
“ทำไมต้องทำ”
“แล้วทำไมไม่ทำ” เวกัสสวนกลับทันทีที่เห็นจังหวะ
“หรือมึงกำลังกลัว?” และเซนช่วยเสริมพร้อมกระตุกยิ้มมุมปาก
คราวนี้คนถูกถามเงียบไปอีกครั้ง ลูเซียเกลียดเวลาถูกใครก็ตามต้อนให้จนมุม
“ไม่มีอะไรให้กลัว” คนตัวโถอนหายใจออกมาอย่างรำคาญ หยิบมือถือจะกดเรียกลูกน้องให้พาพวกมันออกไปให้พ้นสายตาเสียที “กูต้องทำงาน ทำงานกันบ้างนะพวกมึงน่ะ”
“ไม่กลัวก็ไปดูหน้าเด็กคนนั้น”
เวกัสขยับริมฝีปากพูดออกมาพร้อมกับรอยยิ้ม เลื่อนแก้วกระดาษที่ยังมีกาแฟอยู่เต็มแก้วมาตรงหน้าอีกฝ่ายจนลูเซียเห็นเงาสะท้อนใบหน้าตนเองบนน้ำ
เพื่อนสนิทสองคนหยัดกายลุกขึ้นเดินไปยังหน้าประตูห้องทำงานด้วยความพร้อมเพรียง ถึงอย่างนั้นเซนก็มิวายทิ้งคำพูดชวนหงุดหงิดเอาไว้ก่อนเดินออกจากห้องเป็นคนสุดท้าย
“ถ้าไม่เกลียดก็ไปเจอหน้า หรือมึงไม่กล้าเจอตัวแทนที่เกิดจากผัวใหม่ของผู้หญิงคนนั้น”
»»-----✧-----««
ชาลีจูงมือลูกชายเดินเข้ามาในร้านในเวลาเกือบห้าโมงเย็น หญิงสาวตัดสินใจพักเบรกปิดร้านในเวลาบ่ายสามครึ่งซึ่งช่วงที่ลูกค้าน้อยที่สุดและตรงกับเวลาเลิกเรียนของลูกชาย ระหว่างที่นั่งรถกลับมาที่ร้านลูกชายตัวน้อยก็พูดคุยเรื่องราวในโรงเรียนวันแรกให้ฟังตลอดทาง ชาลีแอบตกใจเล็กน้อยที่เด็กเพิ่งเข้าอนุบาลเริ่มเรียนเขียนพยัญชนะภาษาไทยและภาษาอังกฤษกันแล้ว หลักฐานก็คือลูกมีการบ้านเป็นใบงานคัดกอไก่และอักษรตัวเอใส่ในกระเป๋าอย่างละแผ่น
“น้องคลาวด์นั่งทำการบ้านอยู่ตรงนี้นะคะ เดี๋ยวหม่ามี้เอาของว่างมาให้”
โต๊ะญี่ปุ่นถูกนำมากางมุมหนึ่งของร้าน เนื่องจากลูกชายยังตัวเล็กเกินไปที่จะนั่งเขียนหนังสือบนโต๊ะสูง ซึ่งเด็กน้อยก็ยอมนั่งลงอย่างว่าง่าย
“ถ้าอยากให้หม่ามี้ช่วย เรียกได้ตลอดนะคะ”
สิ้นการพยักหน้าหงึกหงักรับคำ คุณแม่คนสวยก็เดินไปหมุนป้ายหน้าร้านเปลี่ยนจาก ‘Closed’ เป็น ‘Open’ รอรับลูกค้าที่มาซื้อเครื่องดื่มในเวลาเย็นก่อนกลับไปทำโอที และกลับไปจัดการล้างแก้วชงเครื่องดื่มที่แช่ทิ้งไว้ก่อนพักเบรกร้านพลางฮัมเพลงอย่างอารมณ์ดี
กริ๊งๆ กริ๊งๆ
“ยินดีต้อนรับค้าบ~”
“ยินดีต้อนรับค่า~”
ลูกชายตะโกนกล่าวต้อนรับแขกเสียงใสดังมาแต่ไกล พลอยทำให้คนที่กำลังหันหลังล้างแก้วอยู่ยิ้มออกมาแล้วตะโกนเอาอย่างลูกบ้าง ความสดใสของลูกมันทำให้ชาลีคลายความทุกข์และความเหน็ดเหนื่อยได้เสมอ
“โกโก้ร้อนหวานยี่สิบห้า”
เคร้ง~!!
ชาลีหันขวับไปมองตามเสียงทุ้มนั้นด้วยความตกใจทันที แต่เจ้าของเสียงไม่อยู่ตรงนั้นแล้ว เห็นเพียงบอดีการ์ดสองนายยืนขวางประตูหน้าร้านเอาไว้แบบเมื่อเช้า หญิงสาวก้าวเท้าเดินออกจากหลังเคาน์เตอร์ด้วยความร้อนใจ จุดหมายคือมุมห้องที่ลูกชายกำลังนั่งทำการบ้านอยู่
และสิ่งที่เห็นทำให้หัวใจคนตัวเล็กกระตุกเต้นสั่นระรัว เหงื่อชื้นพลันไหลออกมาจากหน้าผากและฝ่ามือด้วยความประหม่าระคนหวาดกลัว
ใบหน้าไร้เดียงสาของลูกชายเงยขึ้นมองร่างสูงกำยำตรงหน้าด้วยความสงสัย ในขณะที่อีกคนที่กำลังยืนหันหลังให้ เธอมองไม่เห็นว่าเขากำลังแสดงสีหน้าอย่างไร
“ชื่ออะไร” คำถามแรกหลุดออกจากเจ้าของริมฝีปากหยักได้รูป
แค่คำถามเบสิก ชาลีก็รู้สึกหน้ามืดแทบเป็นลม อยากจะก้าวขาเอาตัวเข้าไปบังตัวลูกไว้ แต่มันดันเครียดเกร็งจนขาแข็งไปชั่วขณะ จึงได้แต่ยืนฟังบทสนทนาของทั้งคู่ด้วยความกลัว
“ชื่อคลาวด์ครับ”
“คลาวด์ C-L-O-U-D ก้อนเมฆเหรอ ใครตั้งให้” คำถามเบสิกกับน้ำเสียงอบอุ่นใจดี หลอกล่อเด็กไร้เดียงสาให้ตกหลุมพรางคุยโต้ตอบได้อย่างง่ายดาย
“หม่ามี้~”
“แล้วปะป๊าล่ะ”
“ไม่มี~” ลูกตอบเสร็จก็เหล่ตามามองเธอราวกับขอความช่วยเหลือ
มันคือคำถามที่กระทบความรู้สึกลูก
“ทำไมไม่มีพ่อ เคยถามแม่หรือเปล่า”
“พี่ลุกซ์!!” คนตัวเล็กพุ่งตัวเขาไปคว้าแขนเขาเอาไว้หมับจนอีกฝ่ายหันกลับมาประจันหน้า
เขายิ้ม...
มันเป็นรอยยิ้มที่ร้ายกาจยิ่งกว่าวันที่บังคับให้เธอกลับมาอยู่ที่นี่เสียอีก
“ไหนล่ะโกโก้” แทนที่จะรู้สึกผิดกับสิ่งที่ทำ กลับเอ่ยถามถึงเครื่องดื่มที่สั่งหน้าตาเฉย
“อย่ายุ่งกับลูกของฉันนะ” ปากอิ่มกระซิบลอดไรฟัน
“หวงลูกเหรอ? ก็แค่ถาม...” รอยยิ้มนั้นยกขึ้นกึ่งหนึ่งอย่างชั่วร้ายหลังพูดจบ
“...”
“เด็กมีสิทธิ์รู้เรื่องพ่อตัวเอง เธอไม่ควรปกปิดลูก”
“ฉันไม่ได้ปกปิด! ลูกรู้อยู่แล้วว่าเราเลิกกัน ฉันแค่ไม่อยากให้น้องคลาวด์คิดเรื่องพ่อ”
เธอกลัวมาก กลัวจนไม่สามารถซ่อนความรู้สึกตนเองเอาไว้ได้ ไม่รู้ว่าผีบ้าที่ไหนเข้าสิงให้เขาเข้ามาคุยกับลูกโดยไม่ทันให้เธอได้ตั้งตัวแบบนี้
ลูเซียไม่พูดอะไรต่อ แต่กลับเดินเข้าไปใกล้เด็กน้อย ก่อนจะค่อยๆ หย่อนสะโพกนั่งลงบนโซฟาหนังด้านหลังเด็ก ทำทีก้มมองการบ้านของลูกชายเธอด้วยความสนอกสนใจ
“ทำอะไร”
“ทำการบ้าน~”
“สี่ขวบทำการบ้านด้วยเหรอ?”
“คลาวด์อายุ...”
“น้องคลาวด์!” เพราะได้ยินเหมือนลูกจะพูดเรื่องอายุตนเอง ชาลีจึงเผลอขึ้นเสียงออกมาอย่างไม่ได้ตั้งใจ
นั่นได้ผลชะงัด ลูกเงียบพร้อมกับหันหน้ามามองเธอด้วยความตกใจทันที
“รีบทำการบ้านค่ะ อย่าคุยกับคนแปลกหน้า” คนตัวเล็กบอกลูกชายด้วยน้ำเสียงจริงจังจากนั้นจึงกลับไปทำงานต่อ เพราะไม่ต้องการต่อบทสนทนากับอดีตคนรักให้ยืดยาว
ส่วนคนแปลกหน้าก็เงียบ นั่งเอนหลังมองเด็กที่กำลังนั่งขัดสมาธิอยู่ที่เท้าสลับกับแม่เด็กที่ทำงานด้วยอารมณ์ฉุนเฉียวอย่างอารมณ์ดี กระทั่งเสียงเล็กๆ กระซิบชวนตนเองคุยเมื่อแน่ใจว่ามารดาไม่รู้เห็นการกระทำตนเอง
“เป็นเพื่อนมี้เหรอ?”
เป็นผัว
“ใช่ เป็นเพื่อน”
“ไม่เคยเห็นมี้มีเพื่อน”
“ต่อไปจะมี จะได้เจอกันทุกวัน” น้ำเสียงที่ตอบออกมาพร้อมกับรอยยิ้ม ทำให้เด็กชายตัวน้อยยิ้มตามและกลับไปตั้งใจทำการบ้านต่อ
ส่วนคนที่สามารถปั่นประสาทแม่เด็กได้ก็นั่งเอนหลังไขว่ห้างมองเพดานมองกระจกอย่างอารมณ์ดี
»»-------✧-------««