“อะไรนะ!!??”
นักศึกษาสาวภาควิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีร้องเสียงดังออกมาด้วยความตกใจ หลังจากได้ฟังเรื่องสำคัญจากเพื่อนสนิทตั้งแต่ปีหนึ่ง
เธอตื่นเต้นจนเกือบเผลอโยนอุปกรณ์ทดลองที่กำลังทำความสะอาดทิ้ง ดวงตากลมโตสุกใสรับกับผมทรงฮิเมะตัดสไลด์เข้ากับรูปหน้าสั่นตามแรงกระทืบเท้าปึงๆ
“ชู่ววว~!! ยัยบ้า เสียงดังเกินไปแล้ว” มายูยกนิ้วชี้แตะริมฝีปากตนเอง พร้อมกับมองซ้ายมองขวา
โชคดีที่ตอนนี้ประธานชมรมคนเนี้ยบไม่อยู่...
“กะ ก็คามิตกใจนี่ มายูกับเคนตะซังเป็นแฟนกันแล้ว กรี๊ดดด!!”
คนดีใจแทนเพื่อนบิดซ้ายบิดขวาเขินแทนเพื่อนสนิท เคนตะคือหนุ่มฮ็อตจากภาควิชาวิศวกรรมศาสตร์ พ่อหนุ่มเนิร์ด หล่อขาวเหมือนเปิดฟิลเตอร์แอปจีนส่องหน้าตัวเองตลอดเวลา หากคามิไม่มีภูมิคุ้มกันคนหล่อจากพี่ชายที่บ้าน คงเป็นหนึ่งในสาวๆ ที่หลงรักเคนตะซังหัวปักหัวปำ
“ยัยคามิ!! ชู่ววว~!!” เพื่อนสาวห้ามปรามเสียงดังของเพื่อนอีกครั้งด้วยความเหนื่อยใจ
นึกแล้วไม่มีผิดว่าคามิต้องมีอาการแบบนี้
“ก็ตื่นเต้นนี่ มายูจังเคยคุยกับเคนตะไม่กี่ครั้งเอง จู่ๆ ก็ถูกขอเป็นแฟน” คนถูกดุมุ่ยหน้า ปิดก๊อกน้ำแล้ววางอุปกรณ์ทั้งหมดลงบนโต๊ะพลางหยิบผ้าสะอาดมาเช็ดไปด้วย “สารภาพรักเหรอ?”
น้องเสียงสดใสไม่ได้พูดเปล่า หากแต่สีหน้าล้อเลียนแสนซุกซนกลับแสดงออกอย่างเปิดเผย จนคนถูกถามหน้าแดง
“อะ อืม -///-”
“กรี๊ดดด!!”
“คามิ! หยุดกรี๊ด” มายูอายเพื่อนสนิทแทบบ้า
คามิวางมือจากงานตรงหน้ามานั่งเท้าคางรอฟังใจจดใจจ่อ คิดถูกจริงๆ ที่ออกจากบ้านมาช่วยงานที่ชมรม ถึงแม้ทีแรกคามิจะเสียดายที่ไม่ได้อยู่คุยเล่นกับว่าที่พี่สะใภ้ก็ตาม
“เล่าหน่อย~ คามิอยากรู้”
คนไม่เคยมีประสบการณ์ด้านความรักคะยั้นคะยอ แม้จะเคยมีคนมาชวนไปเดตและสมัครนัดบอดด้วยตนเองหลายครั้ง แต่เพียงแค่บอกชื่อและนามสกุลให้ทราบ ผู้ชายที่ดาหน้าเข้ามาจีบก็เผ่นแน่บหายเข้ากลีบเมฆไม่เหลือ
โอนิซึกะ คามิ แม้ยังไม่รู้ว่าเป็นอะไรกับโอนิซึกะ เรย์ หัวหน้าแก๊งยากูซ่าทรงอิทธิพลในญี่ปุ่น แต่ดูจากนามสกุลแล้ว ผู้ชายรักตัวกลัวตายทั้งหลายก็พากับถอยห่างไปทีละคน
คามิอยากกุ๊กกิ๊ก!
คามิอยากอินเลิฟ!
อยากเดต อยากเขิน แล้วก็อยากเสียว!
“เมื่อวานเป็นคืนที่อากาศแจ่มใสเห็นพระจันทร์เกือบจะเต็มดวงชัดแจ๋ว ตอนนั้นฉันบังเอิญเจอกับเคนตะตอนที่กลับจากศาลเจ้า คิดว่าท่านคงดลบันดาลหลังจากอธิษฐานเลยลองสารภาพดู แล้วเขาก็ตกลงคบกัน!” ใบหน้าของมายูแดงระเรื่อหลังจากเล่าความกล้าของตนเองจบ
คนนึกภาพตามดวงตาวิบวับซ่อนความประทับใจเอาไว้แทบไม่ไหว ฉากที่เพื่อนบรรยายราวกับถอดมาจากการ์ตูนญี่ปุ่นตาหวาน ก่อนจะเอียงคอไม่เข้าใจบางอย่างที่เพื่อนเล่าเล็กน้อย
“อธิษฐาน? ศาลเจ้า? คืออะไร?” มือเรียวเขย่าแขนเพื่อนให้เล่าเพิ่มเติม
เพื่อนสาวจิ๊ปากคนไม่ค่อยทันเหตุการณ์ แต่ก็ว่าไม่ได้เพราะช่วงนี้คามิกลับไปนอนที่บ้าน จึงไม่ค่อยรู้เรื่องราวที่เกิดขึ้นช่วงนี้
“ก็ช่วงก่อนปิดเทอมฤดูหนาวมีกระทู้ในบอร์ดมหาวิทยาลัยน่ะสิ ว่าศาลเจ้าใกล้มหาลัยเราที่ปกติแห่กันไปขอพรช่วงใกล้สอบ ท่านให้โชคเรื่องความรักด้วย” น้ำเสียงของมายูเบาลงอีกหนึ่งระดับเมื่อเข้าสู่โหมดนินทาชาวบ้าน “เจ้าของกระทู้บอกว่าคนที่กำลังคุยอยู่เริ่มตีตัวออกหาก รู้สึกกลุ้มใจมากแล้วบังเอิญเดินผ่านศาลเจ้าพอดีเลยเข้าไปขอพร หลังจากนั้นสามวันคนที่คุยๆ อยู่ก็กลับมาขอคบ”
“บังเอิญหรอกน่า~”
เจ้าของกระทู้ยังได้คุย คามิสิไม่มีแม้กระทั่งคนมาจีบ
“หลังจากนั้นก็มีคนทำตาม แล้วก็รีวิวในกระทู้มหาวิทยาลัยกันเต็มไปหมด รู้ไหมว่ากี่กระทู้!!” น้ำเสียงของมายูเต็มไปด้วยความตื่นเต้น
นั่นทำเอาน้องสาวยากูซ่าพลอยตื่นเต้นไปด้วย
“หนึ่งพัน?”
“ใช้หัวหน่อยสิ -_-” สีหน้าบ่งบอกว่าไม่พอใจอย่างแรงกับคำตอบส่งๆ ของเพื่อน
เอ๊า!
“หนึ่งร้อยเอ้า!” คามิเอ่ยตัวเลขยอดนิยมออกมา เนื่องจากนำไปแปลงเป็นเปอร์เซ็นต์ได้ง่าย
“ห้าสิบ”
“โห่ววว!!”
“ฟัง! ในห้าสิบกระทู้มีคนสมหวังสามสิบสามกระทู้ อีกเจ็ดกระทู้ยังไม่เห็นผล และอีกสิบกระทู้ลองไปสารภาพกับคนที่ชอบแล้วแต่แห้วกิน” นิ้วเรียวของมายูพับลงทีละนิ้วขณะแจกแจงสถิติ จากนั้นจึงตวัดตามองเพื่อน “มันแปลว่ามีคนสมหวังมากกว่าผิดหวัง มายูเองก็เป็นคนที่สามสิบสี่ที่สมหวัง เป็นคามิจะไม่อยากลองหรือไง”
“...”
“คามิเองก็ลองไปขอท่านเทพดูสิ อธิษฐานแล้วใช้เหรียญห้าเยนหย่อนลงในกล่อง ใช้แค่เหรียญเดียวนะ เหรียญเดียวเท่านั้น...”
มายูเน้นย้ำเรื่องสำคัญออกไป ไม่ทันที่เจ้าตัวจะพยักหน้าหรือปฏิเสธ ประตูบานเลื่อนห้องชมรมก็ถูกเปิดออกพร้อมกับประธานชมรมหนุ่มเดินเข้ามาหารุ่นน้องทั้งสอง
“ฉันเรียกพวกเธอมาช่วยงาน เอาแต่นั่งอู้นั่งเม้าท์แบบนี้เมื่อไหร่งานจะเสร็จ!”
ประธานหนุ่มวางแฟ้มเก็บข้อมูลกระแทกโต๊ะดังปึง! โทโมยะขยับแว่นตาหนาเตอะของตนเองเล็กน้อยพร้อมกับมองรุ่นน้องสาวทั้งสอง ทั้งคามิและมายูลุกขึ้นยืนตัวตรงเรียงหน้ากระดานประหนึ่งทหารเกณฑ์ถูกเรียกตัว
“คามิไปเก็บค่าความชื้นเหล้าหมัก ส่วนมายู! เธอตามฉันไปยกลังที่ห้องเคมีเดี๋ยวนี้”
“ค่ะ / ค่าา~”
สองสาวขานรับคำสั่งรุ่นพี่หนุ่มอย่างพร้อมเพรียงกัน เสียงแจ๋นๆ ของสองสาวทำเอาหนุ่มรักสงบถอนหายใจเฮือกใหญ่ เรื่องแรกจบไปไม่ทันได้แยกย้ายทำงาน เรื่องสองก็ตามมาติดๆ
“รุ่นพี่เลี้ยงข้าวตอบแทนพวกเราหน่อยสิคะ” มายูเอ่ยปากขออย่างไร้ซึ่งความเกรงใจ เมื่อประธานชมรมหนุ่มตั้งท่าจะปฏิเสธ คนตัวเล็กก็รีบยกเพื่อนสนิทมาอ้าง “คามินั่งรถไฟจากย่านโชโตะมาช่วยงานที่มหาวิทยาลัย แทนที่จะได้พักผ่อนเตรียมชมซากุระกับครอบครัวเลยนะ”
คนถูกพาดพิงเบ้ปากทึ่ง ไม่นึกว่าเพื่อนจะใช้มุกนี้ ทว่ารุ่นพี่หนุ่มแว่นไม่คล้อยตาม โทโมยะหัวเราะเหอะ มองสองสาวรุ่นน้องที่ชอบมาขอข้าวกินฟรีเป็นประจำอย่างรู้ทัน
“นั่งรถไฟสายกินซ่ามาแค่สี่สิบนาที ทำงานเสร็จก็รีบกลับซะสิ”
คำพูดของโทโมยะทำเอาสาวผมทรงฮิเมะหน้าเหวอกับความขี้งกนั้น แม้จะจริงอย่างที่เขาพูดก็ตาม
“แต่วันนี้คนเยอะน้า~ คามิต้องขึ้นสายฟุกุโตะชินมา แถมยังต้องเปลี่ยนสายเป็นชิโยดะอีก รวมๆ แล้วก็เกือบชั่วโมงแหนะ” ความหมั่นไส้รุ่นพี่ทำให้คามิพูดถึงความยากลำบากของตนเองอีกแรง
รุ่นน้องสาวกะพริบตาปริบๆ มองหน้าประธานชมรมตนเองด้วยความคาดหวัง เป็นแบบนั้นนักศึกษาหนุ่มจึงยากจะบ่ายเบี่ยง
“ทำงานให้เสร็จ แล้วก็มีโควตาให้แต่คนละสองพันเยน เลือกร้านกันเอง”
ขี้งก!
“โอเคค่า~/โอเคค่า~” ทั้งคู่ขานรับด้วยประโยคเดียวกัน หลังจากดีลสำเร็จการทำงานจริงจังจึงเริ่มขึ้น
คามิคว้าแฟ้มเก็บข้อมูลกับปากกาไว้ในมือ คล้อยหลังโทโมะยะ สาวผมทรงฮิเมะกลับแอบหยิบขวดโหลเตรียมนำไปใส่แอลกอฮอล์กลับบ้านเพิ่ม ก็ตอนนี้บ้านเธอมีคนดื่มเก่งเพิ่มขึ้นมาหนึ่งคน พี่สาวมาเฟียว่าที่พี่สะใภ้ผู้คอแข็งเหมือนหอกเทพเจ้า อีกไม่กี่วันจะถึงเทศกาลชมซากุระ ของมึนเมาดีกรีร้อนแรงแบบนี้จะขาดได้ยังไง
‘คามิเองก็ลองไปขอท่านเทพดูสิ...’
คำพูดของเพื่อนลอยเข้ามาในหัว ทำเอาคนเหงาเปล่าเปลี่ยวมาทั้งชีวิตอดคล้อยตามไม่ได้
ไปสักหน่อยคงไม่เป็นไร เธอไม่มีอะไรจะเสียแล้วนี่