บทที่ 1 : แม่เลี้ยงใจยักษ์

1345 Words
[เวลา 17:00 น.] รถเมล์สีแดงจอดตรงป้ายควันโขมงโฉงเฉงยังหน้าป้ายที่มีเหล่าคนหาเช้ากินค่ำต้องประหยัดค่าใช้จ่ายนั่งรถเมล์ฟรีคนลงก็จะลง คนขึ้นก็รีบร้อนจะขึ้น รศิตา คงทรัพย์ธนา (เกรซ) นักศึกษาปี 4 คณะบริหารธุรกิจ สาขาการตลาด วัย 22 ปี สาวเท้าเร็ว ๆ ลงจากรถร่างบางในชุดนักศึกษาถูกระเบียบเดินอย่างหมดเรี่ยวแรงเพื่อกลับไปบ้านที่เธอไม่ได้อยากอยู่เอาซะเลย บ้านที่หันไปทางไหนก็มีแต่ปัญหา บ้านที่มีแต่เสียงด่าทอมากกว่าเสียงหัวเราะ บ้านที่มีแต่เสียงขับไล่มากกว่าเสียงแห่งความห่วงใยระยะทางจากป้ายรถเมล์ห่างจากบ้านที่อยู่ซอยแคบเพียงไม่ถึง 500 เมตร “มาแล้วเหรออีเกรซ มึงมาแล้วมึงก็มาล้างถ้วยล้างจานทำกับข้าวซะกูหิวเดี๋ยวหนูนิ่มกับนาวีกลับมาเหนื่อย ๆ จะได้กินข้าว” พรพรรณ แม่เลี้ยงจอมวีนเอ่ยเรียกเกรซดังแต่ไกลสรรพนามที่เขาเรียกเธอว่า อี เธอฟังจนชินหูไปแล้ว แม่เลี้ยงที่มาพร้อมกับลูกติดอีกสองคนโตผู้ชายชื่อ นาวี อายุ 23 ปี ทำงานเป็นวิศวะอยู่ที่บริษัทรับเหมาย่านใจกลางเมือง อีกคนที่เป็นน้องสาวชื่อ หนูนิ่ม อายุ 21 ปี นักศึกษานิเทศศาสตร์ปี 3 มหาลัยเอกชนแห่งหนึ่ง ตั้งแต่สามแม่ลูกนี่เข้ามาชีวิตของเกรซก็เปลี่ยนไป ธุรกิจของพ่อที่เคยรุ่งเรื่องถดถอยลงไปเรื่อย ๆ สภาพคล่องทางการเงินก็ฝืดเคืองจนพ่อต้องทยอยขายทรัพย์สินและเอาเงินเก็บที่เคยมีออกมาใช้จนหมด ทำให้เกรซที่กำลังเรียนอยู่มหาลัยเอกชนชั้นนำต้องย้ายไปเรียนมหาลัยรัฐบาลแต่นั่นก็ไม่ใช่ปัญหาสำหรับเธอเพราะปัญหาใหญ่สำหรับเธอนั่นก็คือ หนี้สินของครอบครัวจำนวน 20 ล้านบาท เงินที่กูยืมมากินมาใช้ระหว่างพ่อและแม่เลี้ยงอีกทั้งพวกเขายังกู้เงินมาเพื่อปรนเปรอลูกสาวคนใหม่อย่างหนูนิ่มทั้งเรียนในที่ดี ๆ ใช้ของแพง ๆ เครื่องสำอางค์ เสื้อผ้า กระเป๋า รองเท้า สมบัติชิ้นสุดท้ายที่พ่อของเธอเหลืออยู่ก็คงเป็นบ้านเดี่ยวสองชั้นเก่า ๆ หลังนี้ “น้าพรพ่อล่ะคะ” “กูจะไปรู้เหรอตัวไม่ได้ติดกับกูนี่” เธอถามดี ๆ แต่คำตอบที่ได้กลับดูฉุนเฉียวราวกับไม่อยากตอบ เธออยู่ด้วยกันกับแม่เลี้ยงคนนี้มานานหลายปีลับหลังพ่อไม่เคยมีสักครั้งที่เขาจะพูดดี ๆ กับเธอเลย “วันนี้หนูมีรายงายต้องทำนะคะน้าทำกับข้าวกินเองได้ไหมคะ” ใกล้จบแล้วรายงานก็เยอะอีกทั้งยังต้องหาที่ฝึกงานอีกไหนจะงานเสริมที่ไปทำอีกล่ะเธอแยกร่างไม่ถูกไม่รู้จะหยิบจะจับตรงไหนก่อนดี “อีเกรซมึงกล้าใช้กูเหรอ” แม่เลี้ยงใจยักษ์แผดเสียงเหลี่ยม ๆ ด่าเกรซนิ้วชี้เรียวชี้หน้าเธออย่างเอาเรื่อง “หนูแค่ถามนะคะ” “อีเกรซ!!!” เพี๊ยะ! เพี๊ยะ! เสียงฝ่ามือหนัก ๆ ฟาดลงบนเแก้มนวลจนเกรซหน้าหันไปตามแรงตบมือบางยกขึ้นมากุมแก้มตัวเองเอาไว้แน่นที่เจ็บมากกว่าร่างกายนั่นก็คือจิตใจของเธอเอง “มึงลืมข้าวแดงแกงร้อนที่กูเคยหาให้มึงกินเหรอ มึงลืมไปหรือเปล่าว่ากูก็เคยหาเลี้ยงมึง” “แต่มันเป็นเงินของพ่อหนูนะคะ ธุรกิจของพ่อหนูน้าพรต่างหากที่มาตัวเปล่าแล้วมาชุบมือเปิบสูบเงินพ่อหนูจนหมดตัว” เกรซเอ่ยพูดในสิ่งที่เธอไม่เคยพูดมาก่อนอย่างเหลืออด ทำไมเธอจะไม่รู้ว่าที่ผ่านมาแม่เลี้ยงคนนี้มาช่วยพ่อทำงานจนทุกอย่างเจ๋งไปคามือเพราะความอยากมี อยากได้ของสองแม่ลูก อยากมีหน้ามีตา มีรถหรูสุดท้ายก็ต้องขายกินไปจนหมดแถมยังสร้างหนี้มหาศาลเอาไว้ให้พ่อเธอต้องชดใช้อีกด้วยความสงสารพ่อเธอเลยต้องทำงานหาเงินจากทุกทางเพื่อมาช่วยพ่อปลดหนี้ที่ไม่รู้ว่าจ่ายอีกกี่ชาติมันถึงจะหมด “มึงกล้าหือกับกูเหรออีเกรซ“ แม่เลี้ยงเอ่ยขึ้นอีกครั้ง ”หนูไม่กล้ากับน้าพรหรอกค่ะแต่ที่หนูพูดมันก็เรื่องจริงไม่ใช่เหรอคะ“ เกรซหันหลังเดินขึ้นห้องนอนตัวเองไปทันทีทิ้งให้แม่เลี้ยงยืนหอบหายใจหนัก ๆ ด้วยความโมโห ”กูจะไล่มึงออกจากบ้านให้ได้อีเกรซ“ พรพรรณเกลียดลูกติดสามีเข้าไส้เพราะไม่ว่าจะทำอะไรเสกสรรค์ก็เอาแต่ชื่นชมลูกสาวตัวเองว่าดีอย่างนั้น น่ารักอย่างนี้ “แม่” เสียงใสเอ่ยเรียกผู้เป็นแม่เสียงดัง “หนูนิ่มกลับมาแล้วเหรอลูกแล้วนี่ใครมาส่งล่ะ” พรพรรณชะเง้อมองรถเก่งสีดำที่เพิ่งขับออกไปและถามลูกสาวตัวเองด้วยความสงสัย “พี่ปรินค่ะแฟนใหม่หนู” “หนูนิ่มทำไมเปลี่ยนแฟนบ่อยจังละลูก“ สองวันก่อนยังเห็นอีกคนมาส่งมาวันนี้คนใหม่อีกแล้วเหรอ ”แฟนใหม่ที่ไหนค่ะแม่หนูจะคบใครก็ได้เพราะทุกคนแค่คนคุยหนูสวยขนาดนี้มีสิทธิ์เลือกค่ะ“ หนูนิ่มที่ไม่ได้นิ่มอย่าชื่อ เธอค่อนข้างบริหารเสน่ห์เก่งเธอเป็นคนสวยคนหนึ่งที่ใคร ๆ เห็นต่างก็ต้องชอบ ”เอาเถอะยังไงก็ดูแลตัวเองดี ๆ ละแม่เป็นห่วง“ ”ค่ะ วันนี้มีอะไรกินบ้างค่ะหนูหิว“ ”ยังเลยจ๊ะลูกอยากกินอะไรเหรอแม่ใช้ให้อีเกรซทำมันไม่ยอมทำแม่โมโหมันอยู่เนี่ย“ ”อีเกรซมันกลับมาแล้วเหรอคะ“ ”มาก่อนลูกได้สักพักนึงละแม่ตบมันไปฉาดใหญ่“ ”เหรอคะ หึ! สมน้ำหน้ามัน“ หนูนิ่มทำปากแบน ๆ สะใจที่เกรซโดนตบ ร่างบางเดินไปทิ้งสะโพกลงนั่งบนโซฟาก่อนจะหยิบนิตยสารแฟชั่นขึ้นมาเปิดอ่าน เวลา 19:30 น. “ปวดท้องจัง” เกรซวางปากกาในมือลงมือบางกุมท้องตัวเองเอาไว้แน่น เธอรู้สึกปวดท้องมากร่างบางนั่งตัวงอเหมือนกุ้งเพราะรู้สึกปวดท้องจนไส้จะขาดคงเพราะตั้งแต่เที่ยงข้าวยังไม่ตกถึงท้องเธอเลยสักเม็ด ร่างบางลุกออกจากโต๊ะเขียนหนังสือเดินลงไปยังชั้นล่างของบ้านเพื่อที่จะหาข้าวกิน ภายในบ้านมันเงียบเชียบราวกับว่าไม่มีคนอยู่หรือไม่ทุกคนก็คงจะขึ้นห้องนอนกันหมดแล้ว เกรซเดินผ่านแสงไฟสลัว ๆ จากหน้าบ้านตรงไปยังห้องครัว “อ้าว!!” เกรซร้องออกมาเบา ๆ เมื่อเปิดฝาชีบนโต๊ะดูภายในกลับว่างเปล่าเธอเลยเดินไปยังหม้อหุงข้าวด้านในไม่มีข้าวเลยสักเม็ดพรพรรณแกล้งเธอด้วยการไม่ทำอาหารเผื่อแม้แต่กับข้าวที่กินเหลือเธอก็ยังอุสาห์เททิ้งเพราะไม่อยากให้เกรซกินโดยโกหกสามีไปว่าเกรซกินมาจากข้างนอกแล้วเสกสรรค์ก็เชื่อและไม่ว่าอะไรเพราะลูกสาวมักจะไปทำงานพาร์ทไทม์และกินข้าวมาจากข้างนอกอยู่บ่อยครั้ง “กินอะไรละทีนี้หิวข้าวจัง” เกรซพึมพำคนเดียวอยู่ในห้องครัวเธอเดินหาอะไรที่พอจะรองท้องได้แต่แล้วขนมปังสักชิ้น มาม่าสักห่อก็ไม่มีเลยเธอเดินไปเปิดหาอะไรในตู้เย็นมันกลับไม่มีอะไรมีเพียงน้ำเปล่าไม่กี่ขวดแช่อยู่เธอเลยต้องยอมกินน้ำเข้าไปเพื่อลดทอนความหิว ^^
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD