เช้าวันใหม่…
เกรซตื่นอาบน้ำแต่เช้าร่างบางสาวเท้าเงียบ ๆ เดินลงมาชั้นล่างของบ้านเพื่อที่จะไปเรียนตามปกติอย่างเช่นทุกวัน เช้าขนาดนี้ยังไม่มีใครตื่นหรอกขนาดหนูนิ่มที่ต้องไปเรียนเหมือนกันกับเธอยังตื่นแปดโมงแทบทุกวันมีเธอนี่แหละที่ดูจะกระตือรื้อร้นกว่าคนอื่น ๆ
“หกโมงใกล้ครึ่งแล้วเหรอ” เธอหันไปมองนาฬิกาแขวนผนังและเอ่ยพึมพำออกมาหากเลยหกโมงครึ่งไปแล้วเธอจะต้องรอรถเมล์นานเพราะคนรอรถเมล์ฟรีค่อนข้างเยอะนาน ๆ จะมีรถมาสักคัน
เท้าเล็ก ๆ สาวเท้าเร็ว ๆ เดินไปยังรองเท้าผ้าใบที่วางอยู่ที่ชั้นวางรองเท้าก่อนจะรีบหยิบมันขึ้นมาสวม ร่างบางตั้งท่าจะวิ่งแต่ทว่าเธอต้องหยุดเมื่อได้ยินเสียงเรียกของผู้เป็นพ่อ
“เกรซ!!!”
“ค่ะ พ่อทำไมตื่นเช้าจังคะ?” ปกติพ่อของเธอจะตื่นในช่วงเจ็ดโมงครึ่งแทบทุกวัน วันนี้แปลกทำไมตื่นเช้าจัง
“พ่อมีเรื่องอยากคุยกับลูกนะ“ ดวงตาคู่สวยจ้องมองหน้าผู้เป็นพ่อตาไม่กระพริบลุ้นว่าพ่อมีเรื่องอะไรอยากพูดกับเธอ
”พ่อมีอะไรเหรอคะ?“ เกรซเอ่ยถามขึ้นอีกครั้งแม้น้ำเสียงจะราบเรียบเหมือนไม่ได้รู้สึกอะไรแต่ใจดวงน้อยเต้นรัวราวกับกลองชุดใจภาวนาขออย่าให้เป็นเรื่องเงินเลยเถอะเพราะช่วงนี้เธอมีรายงานค่อนข้างเยอะอีกทั้งยังต้องหาที่ฝึกงานเลยไม่สะดวกที่จะไปทำงานพิเศษเงินเก็บที่มีอยู่ก็ไม่กี่หมื่นบาทใช้ประหยัด ๆ ลำพังเธอคนเดียมันอยู่ได้หลายเดือนเลยทีเดียวมือบางกำกระเป๋าผ้าในมือไว้แน่นจนฝ่ามือชื้นเหงื่อ
“พ่อต้องจ่ายหนี้ธนาคารเจ็ดหมื่นนะเกรซพอจะมีเงินให้พ่อไหมลูก”
“เจ็ดหมื่น!!!” ดวงตาสีเทากลมโตเบิกกว้างจนแทบจะถลนออกมาจากเบ้าตาเสียงใส ๆ ทวนจำนวนเงินเสียงหลงเจ็ดหมื่นเงินไม่ใช่น้อย ๆ เลยสำหรับเธอมือบางกำกระเป๋าผ้าในมือแน่นขึ้นกว่าเดิมมือสั่นเบา ๆ เหมือนจะเป็นลมให้ได้ซะตอนนี้
“พ่อหนูไม่มีเงินเยอะขนาดนั้นหรอกค่ะ หนูใกล้จะจบแล้วด้วยยังต้องใช้เงินในการทำงานส่งอาจารย์นะคะ” เกรซกล้ำกลืนฝืนทนมากที่จะต้องบอกพ่อแบบนี้ถ้าเธอมีเงินทำไมเธอจะไม่ให้ละนั่นพ่อเธอเลยนะ
“ถ้าเราไม่มีเงินไปจ่ายธนาคารอาจจะมายึดบ้านเรา”
“ยึดบ้านเหรอคะ!!” ใบหน้าสวยหวานซี๊ดเผือดลงไปด้วยความตกใจถึงขนาดยึดบ้านนั่นหมายความว่าพ่อคงไม่ได้จ่ายหนี้มาหลายเดือนแล้วแน่ ๆ
“ของพี่นาวีล่ะคะพ่อถามดูหรือยัง” พี่ชายต่างแม่ของเธอเขามีงานมีการทำเป็นถึงวิศวะเงินเดือนสูงแน่นอนต้องมีมาช่วยพ่อเธอบ้างแหละ
“นาวีก็ไม่มีหรอกจะเอาจากไหนมาเหลือทั้งผ่อนรถ ไหนจะค่าน้ำมันขับรถไปทำงานอีกค่าใช้จ่ายทั้งนั้น” ผู้เป็นพ่อเอ่ยบอกลูกสาวเสียงเรียบแต่ก็ยังอ่านออกจากน้ำเสียงว่าพ่อของเธอดูมีความกังวลมากเหลือเกิน แต่แหง๋แหละเขามีรถขับ ๆ ไปทำงานทุกวันลูกอย่างเธอต้องโหนรถเมล์ฟรีหัวฟูกระเชอะกระเชิงทุกวันกว่าจะถึงมหาลัย ส่วนยัยหนูนิ่มนะเหรอขานั้นมีคนมารับส่งเช้าเย็นเป็นเธอคนเดียวที่ลำบากที่สุด
“ไม่เป็นไรถ้าลูกไม่มีเดี๋ยวพ่อลองไปกู้ยืมจากที่อื่นดูจะปล่อยบ้านโดนยึดไม่ได้หรอกเราจะไปอยู่ที่ไหนกัน”
บ้านหลังนี้เป็นหลังที่สองหลังจากเสกสรรค์เริ่มจะหมดตัวเขาเจียดเงินที่มีน้อยนิดมาซ่อมแซ่มบ้านเก่า ๆ หลังนี้เป็นที่ซุกหัวนอนหวังไว้ว่าจะให้เป็นบ้านหลังสุดท้ายแต่แล้วนาวีก็เรียนจบและอยากจะเข้าไปทำงานที่บริษัทนี้เลยต้องมีเงินจำนวนหนึ่งเพื่อล๊อกเอาตำแหน่งว่างเสกสรรค์เลยต้องเอาบ้านไปเข้าแบงค์เพื่อเอาเงินมาให้นาวีจำนวนหนึ่ง ต่อมาไม่นานหลังจากนาวีได้เข้าทำงานแล้วระยะทางจากบ้านไปทำงานค่อนข้างที่จะไกลเลยจำเป็นต้องซื้อรถเพื่อขับไปทำงานเสกสรรค์เลยตัดสินใจเดินเข้าแบงค์อีกครั้งเพื่อขอกู้เพิ่มนำเงินมาให้นาวีดาวน์รถและไว้ใช้จ่ายในบ้านบางส่วน
“พ่อจะไปกู้หนี้มาเพื่อปิดหนี้มันไม่ใช่ทางออกนะคะเป็นแบบนี้แล้วเมื่อไหร่พวกเราจะหมดหนี้สักทีล่ะคะ” ตอนนี้ยอดหนี้รวม ๆ ประมาณยี่สิบล้านบาทซึ่งเธอก็รู้ดีว่าต่อให้เธอทำงานมั่งคงมีเงินเดือนทุกเดือนมันก็ยังยากที่จะจ่ายหนี้ก้อนนี้หมดได้
“แล้วจะให้พ่อทำยังไงตอนนี้ก็ค้างจ่ายสามจะสี่งวดแล้วธนาคารก็ส่งหนังสือมาทวงไม่หยุด”
`ก็แหง่แหละไม่จ่ายค่างวดเขานี่เจ้าหนี้ที่ไหนจะส่งการ์ดอวยพรมาให้ล่ะเขาส่งหนังสือทวงหนี้มาให้ก็ถูกแล้วนี่`
เกรซได้แต่ยืนคิดในใจคนเดียวดวงตายังจ้องมองใบหน้าผู้เป็นพ่อที่ตอนนี้อายุ 51 ปีเข้าไปแล้วพ่อจะมีแรงไปทำงานจ้างได้อีกสักกี่ปี
“ไว้หนูขอไปคิดก่อนนะคะเงินตั้งเจ็ดหมื่นจะไปหาจากไหนทันงานเสริมที่หนูไปทำก็ได้ค่าจ้างแค่ไม่กี่บาท” ร่างบางหันหลังเดินออกจากบ้านไปอย่างหมดเรี่ยวแรงเมื่อคืนข้าวก็ไม่ตกถึงท้องเลยสักเม็ดมาเช้านี้ยังต้องมารับรู้ปัญหาพวกนี้อีก
เธอเดินไปบนถนนในซอยแคบ ๆ ไม่ได้รีบร้อนอย่างเช่นเมื่อกี้นี้สมองคิดหาวิธีว่าจะหาเงินจากไหนดีมาจ่ายหนี้ธนาคาร“ เธอคิดย้อนไปไกลถึงวันที่ครอบครัวเธอยังมีแม่อยู่ด้วย ยังมีธุรกิจ มีเงินทุกอย่างสมบูรณ์แบบจนเธอกลายเป็นที่น่าอิจฉาของเพื่อน ๆ แต่วันนี้มันกลับเปลี่ยนไปเธอลำบากยากแค้นขนาดไปเรียนยังต้องอาศัยรถเมล์ฟรีทำงานหาเงินส่งตัวเองเรียนรับผิดชอบค่าน้ำค่าไฟในบ้านที่ไม่ได้อาศัยอยู่แค่เธอคนเดียว ความทุกข์ทั้งหมดมันพาให้น้ำตาไหลออกมาจากดวงตากลมโตคู่นั้นเกรซเดินไปร้องให้ไปคนเดียวเงียบ ๆ น้ำตาเป็นเหมือนเพื่อนยามเธอเหงา เพื่อนในยามที่เธอท้อ เพื่อนที่คอยรับฟังความทุกข์ในใจของเธอมาโดยตลอด
บรื้น! บรื้น!
เสียงรถบนถนนปลุกให้เธอตื่นจากความเศร้ากลับมาอยู่กับความเป็นจริงอีกครั้งว่าตอนนี้เธอเดินมาถึงถนนใหญ่แล้วเกรซเดินไปยืนรอรถเมล์ที่ป้ายรถเมล์คนค่อนข้างเยอะในช่วงเวลาเร่งรีบแบบนี้คันแล้วคันเล่าที่ผ่านมาจอดแล้วขับออกไปเธอมาผิดเวลาต้องกว่ารถเมล์ฟรีอีกคันมาถึงก็ค่อนข้างใช้เวลานานทำให้เกรซตัดสินใจขึ้นรถเมล์คันสีน้ำเงินที่กำลังเข้ามาจอด
มือเรียวหยิบแบงค์สีแดงออกมาให้กระเป๋ารถเมล์เพื่อจ่ายค่ารถแล้วเดินไปนั่งยังที่ว่างดวงตาคู่สวยมองออกไปนอกหน้าต่างเห็นผู้คนขวักไขว่เร่งรีบกันเดินเร็ว ๆ เพื่อไปทำหน้าที่ของตัวเอง
”เราก็ต้องทำหน้าที่ของเราใช่ไหม…หน้าที่ลูกที่ต้องช่วยพ่อทำงานใช้หนี้คนลำบากกว่าเราก็มีอีกเยอะนะเกรซบางคนเขาตาบอด พิการเขายังสู้กันเลย ถึงจะไม่รู้ว่าชีวิตนี้ทำเพื่อใคร เธอก็ต้องสู้สิทำเพื่อตัวเองก็ได้นะ” เกรซนั่งพูดคุยกับตัวเองเบา ๆ กำลังใจเดียวที่เธอมี คือ จากปากและจากใจของเธอนั่นเอง
^^