@ สนามบินประเทศไทย
สนามบินเนืองแน่นไปด้วยผู้คนมากมายที่เข้าใช้บริการ เข้าและออกภายในและภายนอกประเทศกันให้วุ่นวายไปหมด จะมีก็แต่คุณแม่ยังสาวและเด็กชายหน้าตาดีที่กำลังยืนตื่นเต้นด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้มแฉ่ง
“ถึงแล้ว พี่นาวินดีใจที่สุดเลย”
“ขนาดนั้นเลยเหรอครับ” ณิชาก้มมองลูกชายตัวเองที่กำลังยืนจับมือตัวเองอยู่ พลันถามด้วยความเอ็นดู
“ตื่นเต้นมาก ๆ เลยครับ”
“งั้นก่อนออกจากสนามบิน เราไปเข้าห้องน้ำกันก่อนดีกว่า”
“พี่นาวินไม่อยากเข้าห้องน้ำ” หนูน้อยนาวินกระตุกแขนมารดา พลันแหงนหน้ามองมารดา พลันบอกความต้องการของตัวเอง
“งั้นไปส่งคุณแม่เข้าห้องน้ำหน่อยครับ คุณแม่ปวดฉี่มาก”
“ไปกันครับ” ความต้องการของมารดา ทำให้หนูน้อยนาวินไม่สามารถปฏิเสธได้ จึงรีบเร่งเดินไปส่งมารดาในทันที
ณิชาพาหนูน้อยนาวินมานั่งมุมหนึ่งของสนามบิน ใกล้บริเวณห้องน้ำ และคุณแม่ยังสาวไม่ลืมเอ่ยเตือนและย้ำลูกชายอีกครั้งด้วยความเป็นห่วง
“พี่นาวินรอแม่อยู่ตรงนี้นะ อย่าไปไหนนะครับ”
“ได้ครับ จะนั่งรออยู่ตรงนี้ ไม่ไปไหน” หนูน้อยนาวินพยักหน้ารับคำในทันที เรียกรอยยิ้มเอ็นดูจากคุณแม่ยังสาวได้เป็นอย่างดี
“โอเคครับเด็กดี” หญิงสาวลูบศีรษะลูกชายเบา ๆ ซึ่งเธอค่อนข้างมั่นใจว่านาวินเชื่อฟังคำของตัวเองในระดับหนึ่ง จึงรีบเดินไปเข้าห้องน้ำด้วยความรวดเร็ว
หนูน้อยนาวินนั่งรอมารดาบริเวณเดิม ร่างเล็กแทบไม่ขยับตัวตามคำสั่งของมารดา จนกระทั่ง! สายตาของหนูน้อยสะดุดเข้ากับชายหนุ่มในมาดนักธุรกิจ สวมสูทดำสนิททั้งตัว บวกกับแว่นดำที่สวมปกปิดนัยน์ตาคมดุคู่นั้น
ชายหนุ่มที่กำลังหยุดยืนมองนาฬิกาและหันซ้าย หันขวาเสมือนกำลังมองหาใครบางคน ไม่ทันสังเกตหนูน้อยที่นั่งนิ่งอยู่ใกล้ ๆ
มือเล็กกระตุกชายเสื้อสูทเบา ๆ สองสามที ชวนให้ร่างสูงโปร่งปรายตามองตามไปยังแรงกระตุก
“คุณลุง นั่งตรงนี้สิ” หนูน้อยนาวินแหงนหน้ามองชายหนุ่มตรงหน้าดวงตาแป๋วดั่งลูกแมวน้อยจ้องมองร่างสูงตาไม่กะพริบ พลันชี้ไปที่เก้าอี้ว่างข้างตัวเอง
“หือ” ภูดิศย่อตัวนั่งลงตรงหน้าหนูน้อยนาวิน นัยน์ตาคมกวาดสายตามองสำรวจร่างเล็กผ่านเลนส์แว่นตาดำ
“นั่งตรงนี้สิ ยืนนานปวดหัวเข่านะ” หนูน้อยนาวินตอบกลับด้วยน้ำเสียงสดใส เสมือนรู้จักคุณลุงตรงหน้ามานาน
“นี่นายกำลังจะบอกว่า ฉันแก่อยู่รึเปล่า” รอยยิ้มมุมปากปรากฏบนใบหน้าหล่อเหลา ไม่มีท่าทีหงุดหงิดใด ๆ เกิดขึ้น มีแต่ความเอ็นดูจนน่าแปลกใจ
“แก่เหรอครับ ไม่แก่นะ หล่อมากเลยครับ” หนูน้อยนาวินรีบแก้ต่างให้ตัวเองทันที พลันเอ่ยชมคุณลุงตรงหน้าของตัวเองด้วยน้ำเสียงและสายตาใสซื่อ บ่งบอกสิ่งที่ตัวเองพูดออกมาคือเรื่องจริง
“ช่างพูด ลูกครึ่งเหรอ” ภูดิศเผลอยิ้มบางออกมา พลันเอ่ยถามหนูน้อยตรงหน้าที่มีสำเนียงไม่ชัดเจนสักเท่าไรนัก
“อะไรคือลูกครึ่ง” หนูน้อยนาวินเอียงคอเล็กน้อย พลันยกนิ้วชี้เล็กเคาะเบา ๆ บริเวณคางเล็กของตัวเองด้วยสีหน้าครุ่นคิดและสงสัย
“สำเนียงไม่ชัดเท่าไหร่” ความหล่อเหลาฉายแววตั้งแต่เด็ก บวกกับสำเนียงภาษาไทยผิดแปลกไปนิด ชวนให้ภูดิศนึกคิดไปทางนั้น
“ลูกครึ่งคืออะไร” หนูน้อยนาวินยังคงเอ่ยถามคำถามที่ตัวเองสงสัย คำถามที่ยังไม่ได้คำตอบ
“เอ่อคือ ยังไงดีล่ะ” ภูดิศยกมือลูบท้ายทอยตัวเองเบา ๆ เพราะในชีวิตนี้แทบไม่เคยคลุกคลีกับเด็กแม้แต่คนเดียว จึงมีอาการเลิ่กลั่ก เมื่อไม่รู้ว่าควรอธิบายกับหนูน้อยยังไง
“อธิบายทีครับ พี่นาวินสงสัยมากเลย”
“แม่คือคนไทย ส่วนพ่อเป็นคนต่างชาติ อะไรประมาณนี้”
“พี่นาวินไม่ใช่ คุณแม่เป็นคนไทย” หนูน้อยนาวินรีบปฏิเสธในทันที พลันบอกกล่าวถึงมารดาตัวเอง
“พ่อล่ะ” คิ้วเข้มขมวดเข้าหากันด้วยความสงสัย เมื่อหนูน้อยตรงหน้าพูดถึงแค่มารดาเพียงคนเดียว
“หาคุณพ่อไม่เจอครับ” หนูน้อยนาวินตอบกลับด้วยน้ำเสียงใสซื่อ ชวนให้ภูดิศขมวดคิ้วเข้าหากันอีกคราด้วยความสงสัยที่หนักกว่าเดิม
“หมายความว่าไง”
แต่!
ยังไม่ทันได้คำตอบจากหนูน้อยนาวิน เสียงดังของธนัทดังแทรกขึ้นด้วยท่าทางเร่งรีบและร้อนรนปนเหนื่อยหอบ
“เจ้านายครับ ขอโทษครับพอดี รถติดมาก”
“อือ” ภูดิศตอบกลับเพียงสั้น โดยไม่หันหน้ากลับไปมองธนัทแม้แต่น้อย เพราะสายตาของเขายังคงจับจ้องมองใบหน้าของหนูน้อยตรงหน้าไม่วางตา
จนกระทั่ง!
น้ำเสียงตกใจของธนัทดังขึ้นอีกครั้ง ใบหน้าแสดงอาการตกใจเสมือนเห็นผีก็ไม่ปาน ชวนให้เจ้านายหนุ่มเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงรำคาญใจ
“เจ้านาย”
“อะไร”
“เจ้านายแอบไปมีลูกตั้งแต่ตอนไหนครับ” ธนัทชี้ไปทางหนูน้อยนาวิน มองสลับกับเจ้านายหนุ่มไปมาด้วยท่าทีตกใจ
“เพ้อเจ้ออะไรอีก” ภูดิศขมวดคิ้วเข้าหากันอีกครา หันขวับไปมองหน้าเลขาคนสนิทเสมือนกำลังตำหนิ
“เด็กคนนี้? ลูกเจ้านายชัด ๆ” เลขาหนุ่มยังคงยืนยันด้วยน้ำเสียงหนักแน่น ไร้ท่าทีล้อเล่นแถมยังจริงจังจนภูดิศสัมผัสได้
“ลูกชายเหรอ” ภูดิศทวนคำพูดของเลขาหนุ่มเบา ๆ พลันหันกลับมามองหน้าหนูน้อยอีกครา
เมื่อเจ้านายหนุ่มไม่เชื่อในสิ่งที่ตัวเองพูด สิ่งเดียวที่ทำให้เจ้านายรับฟังคือหลักฐานเท่านั้น ธนัทจึงพยายามจัดแจงหาวิธีด้วยตัวเอง
“ไม่เชื่อผมจะถ่ายรูปให้เจ้านายดู เจ้านายเข้าใกล้น้องหน่อยครับ”
“ต้องการอะไรกันแน่วะ” ภูดิศสบถออกมาท่าทางหัวร้อน แต่กลับทำตามคำพูดของธนัทแต่โดยดี และปล่อยให้ธนัทถ่ายภาพตัวเองกับหนูน้อยจนหนำใจ จนกระทั่ง! ถูกหนูน้อยนาวินตักเตือนด้วยน้ำเสียงติดดุ
“คุณลุงพูดไม่เพราะเลย ไม่น่ารักนะแบบนี้”
“ขอโทษครับ” ภูดิศรีบเอ่ยปากขอโทษหนูน้อยในทันที สร้างความตกใจให้กับเลขาคนสนิทไม่น้อย
“หนูมาจากไหนครับ” ธนัทรีบตั้งคำถามที่ตัวเองสงสัยขึ้นมาในทันที และคำตอบที่ได้รับชวนให้แปลกใจเล็กน้อย
“อเมริกาครับ” หนูน้อยนาวินตอบกลับด้วยน้ำเสียงสดใส พลันมองหน้าภูดิศและธนัทท่าทางเป็นมิตร
“หือ เกิดที่นั่นเหรอ”
“ครับ”
“เลิกล้มความคิดเพ้อเจ้อของนายได้แล้ว” คำตอบของหนูน้อยนาวิน ชวนให้ภูดิศใจแป้วลงเล็กน้อย ก่อนที่เจ้าตัวจะหันกลับมาตอบกลับ ตัดความสงสัยเลขาคนสนิท แต่ไม่วาย ถูกธนัทตั้งคำถามขึ้นอีกครา
“คุณแม่หนูชื่ออะไรครับ”
“คุณแม่พี่นาวินชื่อ...” หนูน้อยนาวินยิ้มรับและกำลังจะเอ่ยปากบอกชื่อมารดาของตนเอง แต่! น้ำเสียงตกใจของธนัทดังขึ้นแทรกเสียก่อน
“ซวยแล้วครับเจ้านาย รีบไปกันเถอะครับ เดี๋ยวตกเครื่อง”
“ซื้อตั๋วใหม่สิ” ไม่รู้เหตุใด ทำไมถึงอยากอยู่กับเด็กคนนี้ต่อ แม้ประชุมในครั้งนี้จะสำคัญจนยากจะหลีกเลี่ยงก็ตาม
“เที่ยวบินสุดท้ายแล้วครับ”
“งั้นลุงไปก่อนนะ พี่นาวิน” ภูดิศถอนหายใจพรืดยาว พลันจำใจเอ่ยลาหนูน้อยด้วยรอยยิ้มบาง ยันตัวลุกขึ้นยืนและกำลังจะเดินจากไป
แต่! กลับถูกมือเล็กรั้งเอาไว้พร้อมกับตั้งคำถามชวนให้หัวใจเต้นแรงและกระตุกวูบในคราเดียว
“คุณลุง เราจะได้เจอกันอีกไหม”
“ไม่รู้สิ ไว้เจอกัน” มือหนาลูบศีรษะเล็กเบา ๆ ด้วยความเอ็นดู ก่อนที่ชายหนุ่มจะตัดใจเดินตามหลังธนัทไป
ซึ่งเป็นจังหวะเดียวกันที่คุณแม่ยังสาวปรากฏตัวขึ้นและกำลังจะเดินมาหาลูกชายพอดิบพอดี ชวนให้หนูน้อยนาวินรีบกวักมือเรียกมารดาตัวเอง หมายแนะนำให้รู้จักกับคุณลุงที่เดินจากไปไม่ไกล
“คุณแม่ มานี่เร็ว ๆ ครับ”