@ สี่ปีผ่านไป
ปัง! เสียงปืนดังสนั่นไปทั่วบริเวณท้องถนนย่านชานเมือง ที่ถูกปกคลุมไปด้วยความมืด มีเพียงแสงไฟข้างถนนส่องทางเท่านั้น
จนกระทั่ง! ธนัทเลขาคนสนิทอุทานเรียกเจ้านายหนุ่มด้วยท่าทางตกใจ เมื่อเจ้านายหนุ่มถูกกระสุนเฉียดเข้าบริเวณสีข้างจนเกิดเลือดแดงสดเปรอะเปื้อนเสื้อเชิ้ตสีขาวสะอาด
“เจ้านาย”
“ไม่ต้องตกใจ จัดการเคลียร์กับตำรวจให้เรียบร้อย” ภูดิศหรือภู นักธุรกิจหนุ่มไฟแรงในวัยสามสิบกว่า
ชายหนุ่มผู้มีใบหน้าหล่อเหลาราวพระเจ้าปั้นตอบกลับเลขาคนสนิทด้วยน้ำเสียงและสีหน้าเรียบเฉย มือหนาจับสีข้างตัวเองเพื่อห้ามเลือดสีแดงสดที่ไหลทะลักออกมาไม่หยุด
“แต่เจ้านายถูกยิง” ธนัทตอบกลับด้วยน้ำเสียงและสีหน้าเลิ่กลั่ก เลขาหนุ่มหันซ้ายหันขวามองหาทางช่วยเจ้านายด้วยความเป็นห่วง
“ฉันไหว” ภูดิศตอบกลับเสียงเข้มพลันตักเตือน ให้ธนัทกลับมาสนใจสถานการณ์ตรงหน้ามากกว่าบาดแผลของตัวเอง
“แต่!”
“อย่าให้ฉัน ต้องพูดหลายรอบ”
“ครับ ผมจะจัดการให้เรียบร้อย” ธนัทพยักหน้ารับ พลันออกไปจัดการบุคคลที่คิดร้ายกับเจ้านายตนเองมาโดยตลอดหลายปี ซึ่งวันนี้คือวันปิดจบและจัดการบุคคลนั้นให้สิ้นซาก
นัยน์ตาคมกวาดสายตามองโดยรอบบริเวณ ที่มีลูกน้องของตนเองควบคุมสถานการณ์อันตรายได้เรียบร้อย พลันพึมพำด้วยน้ำเสียงเย็นยะเยือก
“จบสักทีสินะ”
@ โรงพยาบาลเอกชื่อดัง
โรงพยาบาลเอกชนชื่อดังในเครือตระกูลก้องวณิชกุล โดยมีนายแพทย์ภากร บิดาของภูดิศบริหารงาน พ่วงตำแหน่งคุณหมอฝีมือดี
นายแพทย์ภากรและคุณหญิงวนิดา ยืนข้างเตียงลูกชายเพียงคนเดียว ด้วยสายตาเป็นห่วง จนกระทั่ง! ร่างสูงโปร่งที่หลับไปด้วยความเพลียจากอาการเสียเลือดมากได้ไม่นาน ชายหนุ่มกลับรู้สึกตัวตื่นขึ้นมา
“เป็นไงบ้าง” คุณหญิงวนิดาเอ่ยถามลูกชายในทันที เมื่อภูดิศเปิดเปลือกตาขึ้น พลันกวาดตามองไปโดยรอบบริเวณด้วยสายตาเรียบเฉยดังเดิม
“ปวดแผลนิดหน่อยครับ” ภูดิศตอบกลับด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย สีหน้าชายหนุ่มยังคงนิ่งไร้ความรู้สึกต่างจากคำตอบโดยสิ้นเชิง
“ทำไม ภูถึงได้กล้าบ้าบิ่นแบบนั้นล่ะ แม่หัวใจจะวาย”
“ผมอยากจบเรื่องนี้สักที” เพียงเพราะอยากให้เรื่องราวทุกอย่างจบลงด้วยดี เพียงเพราะตลอดสี่ห้าปีที่ผ่านมา ชีวิตของเขารายล้อมไปด้วยอันตรายอย่างมาก จนกระทั่ง! วันนี้ทุกอย่างจบลงอย่างสมบูรณ์แล้ว
“หลังจากนี้คงไม่ต้องระแวงอีกแล้วใช่ไหม” นายแพทย์ภากรเอ่ยถามลูกชายด้วยน้ำเสียงนิ่ง
“คงไม่ต้องระแวงมาก จนต้องทิ้งทุกอย่าง เพื่อความปลอดภัยครับ” ภูดิศตอบกลับบิดาด้วยสายตาว่างเปล่าราวกับชีวิตไม่มีความรู้สึกอะไร
“โธ่ภู” คุณหญิงวนิดายกมือขึ้นทาบอก อุทานเสียงหลงด้วยความสงสารลูกชายจับใจ
“ผมอยากพักผ่อนครับ” เพียงเพราะไม่อยากตอบคำถามอะไรมากนัก จึงเลี่ยงและเปลี่ยนประเด็นในทันทีและปิดเปลือกตาลงด้วยความอ่อนเพลีย
“งั้นพักผ่อนเถอะ มีอะไรเรียกแม่ได้ตลอด” คุณหญิงวนิดาพยักหน้ารับและไม่ลืมห่มผ้าให้กับลูกชายด้วยสายตาเปี่ยมไปด้วยความอบอุ่น
ภาพในอดีตหวนย้อนกลับมาในความฝัน ภาพสวยงามที่เคยผ่านมาในชีวิตที่ถูกฝังอยู่ในก้นลึกของหัวใจ
(เฮียภู อย่าแกล้งณิชาแบบนี้สิ ว้าย!) ภูดิศยกร่างบางขึ้นนั่งบนตัก พลันหอมแก้มเธอ
ฟอดใหญ่ด้วยความรักและมันเขี้ยวในความน่ารักของเธอ
(ณิชาน่ารักเฮียเลยอยากแกล้ง)
(หยุดเลยค่ะ ณิชายังไม่ได้ดุเฮียเลยนะ ไปมีเรื่องชกต่อยกับคนอื่นแบบนี้ได้ยังไงคะ) ณิชามองค้อนภูดิศในทันที ที่สายตาสะดุดเข้ากับบาดแผลช้ำมุมปากชายหนุ่ม
(มันมาหาเรื่องเฮียก่อน)
(แต่เฮียไม่ควรใจร้อน ถ้าเกิดเฮียเป็นอะไรขึ้นมา ณิชาจะอยู่กับใคร) เพราะผู้ชายคนนื้คือครอบครัวเพียงคนเดียวของเธอ ความปลอดภัยของชายหนุ่มมักต้องมาก่อนเสมอ
(เฮียไม่มีวันทิ้งณิชาให้อยู่คนเดียว) ไม่มีแม้สักนิด ไม่มีวันที่เขาจะทิ้งเธออยู่เพียงลำพัง
(เหอะ! พูดแบบนี้อีกแล้ว)
(เฮียพูดความจริง เฮียรักณิชามากกว่าชีวิตของตัวเอง) ทั้งชีวิตของเขาให้เธอได้ แม้ต้องตายแทนเขานั้นก็พร้อมให้เธอได้
(พอแล้ว อย่าพูดหวานกลบเกลื่อนความผิดของตัวเองสิ)
(หึ!) ภูดิศยกยิ้มมุมปาก พลันกระชับอ้อมกอดร่างบางให้แน่นกว่าเดิมด้วยความหวงแหน ห่วงและหวงเธอคนนี้สุดหัวใจแกร่ง
(อยู่เฉย ๆ สิ ณิชาจะทำแผลให้) ณิชาเอี้ยวตัวกลับมามองหน้าภูดิศ ยกมือทั้งสองข้างจับแก้มสากให้หันมองเธอ
จุ๊บ! ภูดิศโน้มตัวจุ๊บปากบางอีกครา นัยน์ตาทอดมองร่างบางไม่ละสายตา เสมือนทั้งหมดในสายตามีเพียงแค่เธอคนเดียว
(เฮียภู) ณิชาฟาดมือลงบนแขนแกร่งกลบเกลื่อนอาการเคอะเขินของตัวเอง พวงแก้มแดงเห่อร้อนพร้อมกับหัวใจดวงน้อยเต้นระส่ำ
(แต่งงานกันแล้ว ไม่มีใครกล้าว่าหรอก)
(ขี้ตู่)
(หรือต้องให้เฮียโชว์ทะเบียนสมรสครับ) ภูดิศยิ้มกว้างจนเห็นฟันขาวเกือบทุกซี่ด้วยใบหน้าเปี่ยมไปด้วยความสุข
จนกระทั่ง!
(แต่เฮียลืมอะไรไปรึเปล่าคะ?) ณิชาถามกลับด้วยน้ำเสียงนิ่ง รอยยิ้มก่อนหน้านี้หายไปในทันที
(อะไรครับ) ภูดิศขมวดคิ้วเข้าหากันด้วยความสงสัย พลันรอคำตอบจากณิชาอย่างตั้งใจ
(เฮียลืมว่าตัวเอง ก็เซ็นใบสำคัญหย่าเรียบร้อยแล้วเหมือนกัน ลาก่อนค่ะ) เมื่อร่างบางพูดจบ เธอลุกเดินหนีออกไปในทันที
“ณิชา ”ฮึก! ร่างสูงโปร่งสะดุ้งตื่นตัวโหยงตื่นจากฝันเสมือนตกจากที่สูง พลันอุทานเรียกชื่อร่างบางสุดเสียง
จนกระทั่ง! นัยน์ตาคมเปิดเปลือกตาขึ้นมามองเพดานด้วยสายตาว่างเปล่าดังเดิม แต่หัวใจกลับรู้สึกเจ็บปวดราวกับถูกเข็มนับร้อยทิ่มแทง
“อีกแล้วสินะ” ณ ตอนนี้ ชายหนุ่มทำได้เพียงพึมพำกับตัวเองเบา ๆ พลันยกมือลูบหน้าตัวเองเสมือนต้องการเรียกสติให้กลับมา
คุณหญิงวนิดาที่เฝ้าอาการลูกชายรีบเดินมาหยุดข้างเตียง แล้วเอ่ยถามลูกชายด้วยความเป็นห่วง
“ภูเป็นอะไรลูก”
“ไม่มีอะไรครับ ผมแค่ฝัน”
“ฝันร้ายเหรอ” คุณหญิงวนิดาเอ่ยถามด้วยความเป็นห่วง ยิ่งเห็นสายตาเจ็บปวดของลูกชาย ยิ่งรับรู้ว่าสิ่งที่ภูดิศฝันคงแย่ไม่น้อย
แต่! คำตอบที่ได้จากลูกชาย ชวนให้คุณหญิงวนิดารับรู้ได้ในทันที ว่าความฝันนั้นของภูดิศคืออะไร
“เปล่าครับ ผมฝันดี”
“ฝันถึงหนูณิชาเหรอ”
“......”
“แม่ไม่รู้เหตุผลของภู แม้ว่าลูกสองคนเลิกรากันไปแล้ว แต่แม่ก็ยังคงเห็นว่าหนูณิชาเป็นลูกสาวแม่คนหนึ่ง”
“ผมมีเหตุผลของตัวเอง” ภูดิศตอบกลับด้วยน้ำเสียงและสายตาเรียบเฉย สิ่งที่เขาทำมักมีเหตุผลเสมอ แม้คนอื่นไม่ทราบเหตุผลนั้นก็ตาม
“ตามน้องกลับมาไหม” คุณหญิงวนิดาเสนอความคิดของตัวเอง เพราะเธอนั้นก็รักและเอ็นดูอดีตลูกสะใภ้คนนี้ไม่น้อย
“ผมไม่รู้ว่าณิชาไปอยู่ที่ไหนครับ” เพราะไม่รู้ว่าเธออยู่ที่ไหน แม้จะพลิกแผ่นดินหาก็ตาม
“หือ”
“ไหนภูบอกจัดเตรียมบ้านพักที่ต่างประเทศให้ณิชาแล้วไงจ๊ะ” ก่อนหย่าร้างสัญญาระบุเอาไว้ ว่าได้จัดเตรียมบ้านพักต่างประเทศให้กับหญิงสาว
“เธอไม่ได้ไปอยู่ที่นั่น” เพราะเธอไม่ได้อยู่ที่สถานที่ที่เขาจัดเตรียมเอาไว้ให้ แถมยังหนีออกไปใช้ชีวิตคนเดียวจนน่าโมโห
“ให้คนของเราออกตามหาสิ” อำนาจและเงินทองมากมาย คงสามารถตามหาผู้หญิงตัวเองได้สบาย
“ไม่พบครับ เธอจงใจปกปิดที่อยู่ของตัวเอง” นัยน์ตาคมฉายชัดความโมโหปนเกรี้ยวกราดประกายออกมา
“เฮ้อ! แม่คิดว่าภูควรทำใจเอาไว้บ้าง” คุณหญิงวนิดาทำได้เพียงถอนหายใจพรืดยาว ทำได้เพียงส่งกำลังใจให้กับลูกชายตัวเองเท่านั้น
“สี่ปีที่ผ่านมา ผมทำใจมาตลอดครับ” ภูดิศตอบกลับด้วยท่าทางและน้ำเสียงดั่งคนเหม่อลอยหลุดพูดความในใจตัวเองออกมา
“ดีเลย งั้นเราคงต้องอวยพรให้หนูณิชามีความสุข มีครอบครัวที่อบอุ่นจริง ๆ สักที”
“ครอบครัวที่อบอุ่นงั้นเหรอครับ?” คิ้วเข้มกระตุกเล็กน้อยกับคำพูดของมารดาตัวเอง พลันทวนคำถามอีกครา
“ภูกำลังโมโห”
“ผมแสดงท่าทางแบบนั้น ออกมาเหรอครับ” ภูดิศถามกลับนิ่งราวกับมนุษย์น้ำแข็ง เสมือนไม่ต้องการให้ใครอ่านความรู้สึกของตัวเองออก
แต่!
“ตบตาคนอื่น ง่ายนิดเดียว แต่ภูอย่าลืมนะ ว่าแม่คือแม่ของภู แน่นอนว่าแม่เดาความคิดของภูออก”
“ทุกอย่างผ่านไปด้วยดีแล้วครับ” ภูดิศปริปากพูดข้อความบางอย่างออกมา ชวนให้มารดาตัวเองมึนงง ชวนให้ถามกลับเพื่อไขความสงสัย
“พูดอะไร แม่ไม่เข้าใจ?”
“ไม่มีใครเข้าใจผมหรอกครับ เพราะขนาดผมยังไม่เข้าใจตัวเองเลย”