สี่ปีแล้วเหรอ?

1424 Words
@ สหรัฐอเมริกา บริษัทใหญ่ใจกลางกรุง ภายในห้องทำงานขนาดพอดี เสียงหวานปนตกใจของหญิงสาวเอเชียคนหนึ่งดังขึ้น เธอมีนามว่าณิชาหญิงสาวชาวไทย ตำแหน่งผู้จัดการฝ่ายพัฒนาธุรกิจ ที่มีความสามารถเป็นที่น่าจับตามองในบริษัท “กลับประเทศไทยงั้นเหรอ” “ใช่ครับ คุณณิชาคือคนไทย คงทำงานกับคนไทยง่ายกว่าคนอื่น” จอห์นนี่ตอบกลับเพื่อนร่วมงานด้วยน้ำเสียงอบอุ่นปนเอ็นดู “แต่” ณิชาชะงักไปเล็กน้อย สะดุดกับคำพูดของจอห์นนี่เพื่อนร่วมงานของตัวเอง โดยยากจะหาข้อต่อรองจากเหตุผลที่ถูกยัดเยียดให้ “คุณดูข้อเสนอก่อนสิ อย่าพึ่งปฏิเสธ” จอห์นนี่ยื่นแฟ้มข้อมูลรายละเอียดและจำนวนเงินเดือนและสวัสดิการที่สูงขึ้น ส่งให้ณิชาได้ดู ซึ่งจอห์นนี่ค่อนข้างมั่นใจว่าณิชาต้องรับข้อเสนอนี้ในทันที “แต่ลูกชายฉันกำลังจะเข้าเรียน” แม้ผลตอบแทนมหาศาล แต่ตอนนี้ติดเพียงสิ่งเดียวคือลูกชายของเธอ ที่กำลังจะเข้าเรียนในอีกไม่ช้านี้ “นานาชาติที่ไทยเยอะแยะ อีกอย่างคุณคือคนที่ผู้บริหารสูงสุดเลือกคุณให้ไปทำงานที่นั่น” “ปฏิเสธได้ไหมล่ะ” ณิชากวาดสายตามองรายละเอียดตัวเลขบนกระดาษสีขาวสะอาด พลันยกยิ้มมุมปากด้วยความถูกใจ “หนึ่งปีเอง ผลตอบแทนมหาศาลเลยนะ” “ตกลง ฉันจะไปบริหารจัดการที่นั่นเอง” เมื่อชีวิตเธอต้องการเงินเพื่ออนาคตของลูกชาย จึงตัดสินใจรับงานที่ต้องเดินทางกลับประเทศไทย ประเทศที่เธออยากกลับ แต่ไม่คิดจะกลับอีกต่อไป หลังจากเลิกงานร่างบางจึงรีบกลับอะพาร์ตเมนต์ที่มีลูกชายรออยู่ เพื่อจัดเตรียมของกลับไทย ซึ่งอะพาร์ตเมนต์ที่เธออาศัยกับลูกชายเพียงสองคน แต่! ช่วงกลางวันจะมีพี่เลี้ยงลูกชายเข้ามาดูแลในระหว่างที่เธอออกไปทำงาน “เรากำลังจะไปไหนกันครับ” หนูน้อยนาวินเอ่ยถามมารดาด้วยความสงสัย พลันเอียงคอเล็กน้อยรอคำตอบ “กลับไทยครับลูก” ณิชารั้งร่างเล็กของลูกชายเข้ามากอด พลันหอมแก้มฟอดใหญ่ด้วยความรักและความคิดถึง “ประเทศไทย บ้านของเราเหรอครับ” หนูน้อยนาวินเบิกตาโตด้วยความตื่นเต้นปนดีใจ ประเทศไทยคือประเทศที่มารดามักเล่าเรื่องราวให้ฟังอยู่ตลอด แต่กลับไม่เคยพากลับไปเลยสักครั้ง “ใช่ครับ” ณิชาตอบกลับลูกชายด้วยน้ำเสียงอบอุ่น ดวงตากลมโตจับจ้องมองลูกชายที่มีใบหน้าละม้ายคล้ายผู้ชายคนนั้นเสมือนย่อส่วน จนเธอนั้นอดน้อยใจไม่ได้ เพราะยิ่งหนี ยิ่งเหมือนถูกตามเป็นเงา “เย่! พี่นาวินจะได้กลับไทยแล้ว อยากไปเที่ยวที่สุดเลยครับคุณแม่” หนูน้อยนาวินโห่ร้องด้วยความดีใจ พลันยกแขนเล็กรั้งคอระหงมารดาและหอมแก้มฟอดใหญ่ด้วยความตื่นเต้น “ไปเรียนที่นั่นด้วยนะครับ” “เราย้ายไปอยู่เหรอครับ” “หนึ่งปีครับ” “งั้นพี่นาวินช่วยเก็บของนะครับ พี่นาวินดีใจที่สุดเลย” หนูน้อยนาวินดีใจไม่น้อย เมื่อทราบว่าตนเองต้องย้ายไม่ใช่เพียงแค่ไปเที่ยว ชวนให้หนูน้อยต้องรีบเดินไปหยิบตุ๊กตาตัวโปรดของตัวเองยัดใส่กระเป๋าเดินทาง “ดีใจอะไรขนาดนั้นครับ” ณิชาเอ่ยถามลูกชายด้วยความแปลกใจ ยิ่งได้เห็นท่าทางดีใจเกินเหตุก็ยิ่งฉงนใจ “อยากเห็นประเทศไทยครับ” “งั้นเตรียมตัวกันครับ เร็ว ๆ นี้เราจะกลับบ้านที่ไทยกัน” คำตอบของลูกชายเรียกรอยยิ้มจากณิชาได้เป็นอย่างดี ก่อนที่เธอจะเริ่มจัดการเก็บเสื้อผ้าของตัวเองและลูกชายบางส่วนใส่กระเป๋าเดินทาง @ บริษัทก้องวณิชกุล กรุ๊ป ห้องทำงานประธานบริษัทกว้างขวางและถูกตกแต่งเรียบง่ายและสบายตา โล่งโปร่งจนสามารถเห็นวิวทิวทัศน์รอบเมืองได้ ประธานหนุ่มนั่งพลิกกระดาษด้วยสีหน้าเคร่งเครียด จนกระทั่ง! เลขาคนสนิทเดินเข้ามาในห้องทำงานและรายงานตารางงานให้รับทราบ “ทุกอย่างเรียบร้อยครับ บริษัทร่วมทุนกำลังส่งพนักงานมาประสานงานกับเราที่นี่” “อือ ออกไปได้แล้ว” ภูดิศสะบัดมือไล่เลขาหนุ่มให้ออกจากห้องทำงานในทันที เพียงเพราะตัวเองต้องการสมาธิในการทำงานตรงหน้า “อีกสองวัน เจ้านายมีบินไปประชุมที่ฮ่องกงนะครับ” “อือ” “เจ้านายครับ คุณราตรีขอพบครับ” ธนัทสูดลมหายใจเข้าลึก พลันรายงานเรื่องที่อาจทำให้ตัวเองลำบากใจ “เรื่อง” ภูดิศยังคงก้มหน้าอ่านเอกสารเช่นนั้น แต่ไม่วายตั้งคำถามด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยที่แฝงไปด้วยความน่ากลัว “เธอบอกว่าซื้อขนมมาฝาก” “ไล่กลับไป” คำสั้น ๆ ที่เปี่ยมไปด้วยความหนักแน่น สร้างความลำบากใจให้กับเลขาหนุ่มไม่น้อย “เจ้านาย ผมไม่กล้าพูดหรอกครับ” ธนัทโอดโอยในทันที เพราะเจ้าตัวทราบฤทธิ์เดชและนิสัยเอาแต่ใจของราตรียิ่งกว่าอะไรดี “หน้าที่ของนาย” “แต่” “ออกไปได้แล้ว ถ้าผู้หญิงคนนั้นเข้ามาได้ นายเจอดีแน่” น้ำเสียงที่นิ่งแต่แฝงไปด้วยรังสีอำมหิต ชวนให้ธนัทเสียวสันหลังวาบ จนต้องหาข้ออ้างหวังให้เจ้านายอนุโลมบ้าง “เจ้านายแต่เธอคือคู่ค้าธุรกิจบริษัทเจ้านายนะครับ” “แล้ว” “อ้าว ผมก็คิดว่าเจ้านายอยากแต่งงานใหม่กับคุณราตรี” คำพูดเหน็บแนมของธนัทเรียกสายตาอาฆาตจากภูดิศได้เป็นอย่างดี พร้อมกับคำพูดสบถออกมาด้วยอาการหัวเสีย “ไอ้เวร! ออกไป” จนกระทั่ง! ประตูห้องทำงานถูกเปิดเข้ามาอีกครั้ง พร้อมกับเสียงแหลมของราตรีลูกสาวคู่ค้าของบริษัท ตามมาด้วยธนัทที่กำลังยกมือปาดเหงื่อตัวเองด้วยบรรยากาศที่เย็นยะเยือก “พี่ภู ราตรีซื้อขนมมาฝากค่ะ” “ธนัท” ภูดิศเอ่ยปากเรียกชื่อเลขาคนสนิทของตัวเองเสียงเข้ม นัยน์ตาจับจ้องมองเสมือนกำลังตำหนิก็ไม่ปาน “ผมพยายามสุดความสามารถแล้วครับ” ธนัททำได้เพียงก้มหน้ารับชะตากรรมของตัวเอง “ราตรีแวะมาครู่เดียว ไม่ได้จะรบกวนพี่ภูนานสักหน่อย” ราตรีรีบพูดแทรกขึ้นด้วยน้ำเสียงและอาการน้อยใจ หวังลึก ๆ ให้ภูดิศง้อตัวเอง แต่! ทุกอย่างกลับตรงกันข้าม เมื่อชายหนุ่มยังคงเย็นชากับตัวเองครั้งแล้วครั้งเล่า “วางเอาไว้ตรงนั้น” “ราตรีซื้อขนมไทยมาฝากค่ะ” ราตรีวางขนมบนโต๊ะรับรอง พร้อมกับตอบกลับเสียงแหลมปนนุ่มนวล กึก! ภูดิศชะงักเล็กน้อยเมื่อได้ยินเมนูขนมที่ราตรีซื้อมาฝาก ชวนหวนนึกถึงอดีตที่ผ่านมาของตัวเอง (ณิชาชอบขนมไทยที่สุดเลย) รอยยิ้มของณิชายังคงฉายชัดในความทรงจำ รอยยิ้มที่ตราตรึงหัวใจแกร่งจนอยากเห็นรอยยิ้มนั้นอีกสักครั้ง (เป็นเด็กดีสิ เฮียจะได้ซื้อมาฝากทุกวัน) เมื่อเห็นภูดิศนิ่งเงียบไปดั่งคนเหม่อลอย ราตรีจีงรีบเอื้อมมือมาเขย่าแขนแกร่ง เพื่อเรียกสติชายหนุ่มให้กลับมาสนใจตัวเอง “พี่ภู พี่ภูคะ” “มีอะไร” ภูดิศหลุดจากภวังค์ของตัวเอง ถามกลับราตรีด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยปนหงุดหงิดใจ “พี่ภูคิดอะไรอยู่เหรอคะ” ราตรีถามกลับด้วยสีหน้าและแววตาใสซื่อ พยายามอยู่ในห้องทำงานของชายหนุ่มให้นานที่สุด แต่! กลับถูกชายหนุ่มเอ่ยปากไล่ครั้งแล้วครั้งเล่า เสมือนเธอเป็นดั่งตัวเชื้อโรคก็ไม่ปาน “ไม่ใช่เรื่องของเธอ กลับไปได้แล้ว” “ทำไมเย็นชาใส่ราตรีจังเลยคะ แบบนี้ราตรีน้อยใจนะ” “ธนัท” ภูดิศหันไปเรียกเลขาคนสนิท เชิดหน้าไปยังหน้าประตูโดยไม่พูดอะไร แต่! ธนัทกลับตอบรับและทราบความต้องการของเจ้านายในทันที “ครับ” ราตรีร้องเสียงหลงเมื่อถูกธนัทเข้าล็อกตัวเอง พลันดันตัวเธอให้ออกจากห้องทำงานของเจ้านายหนุ่มให้เร็วที่สุด แต่ไม่วายได้ยินเสียงของราตรีดังโวยวายไม่หยุด “ว้าย! ปล่อยฉันนะ พี่ภูกล้าทำแบบนี้กับราตรีได้ยังไง ราตรีไม่ยอม ราตรีจะฟ้องคุณพ่อ” เพียงแค่ประตูห้องทำงานถูกปิดลง เสียงทุกอย่างกลับมาเงียบดังเดิม ชวนให้ภูดิศหมุนเก้าอี้ทำงานหันหลังกลับไปมองวิวด้านนอกเงียบ ๆ ด้วยสมองที่ครุ่นคิดเรื่องบางอย่างและไม่วายถอนหายใจพรืดยาวเพื่อระบายความอัดอั้นในใจออกมา “เฮ้อ! สี่ปีแล้วเหรอวะ”
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD