@ สหรัฐอเมริกา
บริษัทใหญ่ใจกลางกรุง ภายในห้องทำงานขนาดพอดี เสียงหวานปนตกใจของหญิงสาวเอเชียคนหนึ่งดังขึ้น เธอมีนามว่าณิชาหญิงสาวชาวไทย ตำแหน่งผู้จัดการฝ่ายพัฒนาธุรกิจ ที่มีความสามารถเป็นที่น่าจับตามองในบริษัท
“กลับประเทศไทยงั้นเหรอ”
“ใช่ครับ คุณณิชาคือคนไทย คงทำงานกับคนไทยง่ายกว่าคนอื่น” จอห์นนี่ตอบกลับเพื่อนร่วมงานด้วยน้ำเสียงอบอุ่นปนเอ็นดู
“แต่” ณิชาชะงักไปเล็กน้อย สะดุดกับคำพูดของจอห์นนี่เพื่อนร่วมงานของตัวเอง โดยยากจะหาข้อต่อรองจากเหตุผลที่ถูกยัดเยียดให้
“คุณดูข้อเสนอก่อนสิ อย่าพึ่งปฏิเสธ” จอห์นนี่ยื่นแฟ้มข้อมูลรายละเอียดและจำนวนเงินเดือนและสวัสดิการที่สูงขึ้น ส่งให้ณิชาได้ดู ซึ่งจอห์นนี่ค่อนข้างมั่นใจว่าณิชาต้องรับข้อเสนอนี้ในทันที
“แต่ลูกชายฉันกำลังจะเข้าเรียน” แม้ผลตอบแทนมหาศาล แต่ตอนนี้ติดเพียงสิ่งเดียวคือลูกชายของเธอ ที่กำลังจะเข้าเรียนในอีกไม่ช้านี้
“นานาชาติที่ไทยเยอะแยะ อีกอย่างคุณคือคนที่ผู้บริหารสูงสุดเลือกคุณให้ไปทำงานที่นั่น”
“ปฏิเสธได้ไหมล่ะ” ณิชากวาดสายตามองรายละเอียดตัวเลขบนกระดาษสีขาวสะอาด พลันยกยิ้มมุมปากด้วยความถูกใจ
“หนึ่งปีเอง ผลตอบแทนมหาศาลเลยนะ”
“ตกลง ฉันจะไปบริหารจัดการที่นั่นเอง” เมื่อชีวิตเธอต้องการเงินเพื่ออนาคตของลูกชาย จึงตัดสินใจรับงานที่ต้องเดินทางกลับประเทศไทย ประเทศที่เธออยากกลับ แต่ไม่คิดจะกลับอีกต่อไป
หลังจากเลิกงานร่างบางจึงรีบกลับอะพาร์ตเมนต์ที่มีลูกชายรออยู่ เพื่อจัดเตรียมของกลับไทย ซึ่งอะพาร์ตเมนต์ที่เธออาศัยกับลูกชายเพียงสองคน แต่! ช่วงกลางวันจะมีพี่เลี้ยงลูกชายเข้ามาดูแลในระหว่างที่เธอออกไปทำงาน
“เรากำลังจะไปไหนกันครับ” หนูน้อยนาวินเอ่ยถามมารดาด้วยความสงสัย พลันเอียงคอเล็กน้อยรอคำตอบ
“กลับไทยครับลูก” ณิชารั้งร่างเล็กของลูกชายเข้ามากอด พลันหอมแก้มฟอดใหญ่ด้วยความรักและความคิดถึง
“ประเทศไทย บ้านของเราเหรอครับ” หนูน้อยนาวินเบิกตาโตด้วยความตื่นเต้นปนดีใจ ประเทศไทยคือประเทศที่มารดามักเล่าเรื่องราวให้ฟังอยู่ตลอด แต่กลับไม่เคยพากลับไปเลยสักครั้ง
“ใช่ครับ” ณิชาตอบกลับลูกชายด้วยน้ำเสียงอบอุ่น ดวงตากลมโตจับจ้องมองลูกชายที่มีใบหน้าละม้ายคล้ายผู้ชายคนนั้นเสมือนย่อส่วน จนเธอนั้นอดน้อยใจไม่ได้ เพราะยิ่งหนี ยิ่งเหมือนถูกตามเป็นเงา
“เย่! พี่นาวินจะได้กลับไทยแล้ว อยากไปเที่ยวที่สุดเลยครับคุณแม่” หนูน้อยนาวินโห่ร้องด้วยความดีใจ พลันยกแขนเล็กรั้งคอระหงมารดาและหอมแก้มฟอดใหญ่ด้วยความตื่นเต้น
“ไปเรียนที่นั่นด้วยนะครับ”
“เราย้ายไปอยู่เหรอครับ”
“หนึ่งปีครับ”
“งั้นพี่นาวินช่วยเก็บของนะครับ พี่นาวินดีใจที่สุดเลย” หนูน้อยนาวินดีใจไม่น้อย เมื่อทราบว่าตนเองต้องย้ายไม่ใช่เพียงแค่ไปเที่ยว ชวนให้หนูน้อยต้องรีบเดินไปหยิบตุ๊กตาตัวโปรดของตัวเองยัดใส่กระเป๋าเดินทาง
“ดีใจอะไรขนาดนั้นครับ” ณิชาเอ่ยถามลูกชายด้วยความแปลกใจ ยิ่งได้เห็นท่าทางดีใจเกินเหตุก็ยิ่งฉงนใจ
“อยากเห็นประเทศไทยครับ”
“งั้นเตรียมตัวกันครับ เร็ว ๆ นี้เราจะกลับบ้านที่ไทยกัน” คำตอบของลูกชายเรียกรอยยิ้มจากณิชาได้เป็นอย่างดี ก่อนที่เธอจะเริ่มจัดการเก็บเสื้อผ้าของตัวเองและลูกชายบางส่วนใส่กระเป๋าเดินทาง
@ บริษัทก้องวณิชกุล กรุ๊ป
ห้องทำงานประธานบริษัทกว้างขวางและถูกตกแต่งเรียบง่ายและสบายตา โล่งโปร่งจนสามารถเห็นวิวทิวทัศน์รอบเมืองได้
ประธานหนุ่มนั่งพลิกกระดาษด้วยสีหน้าเคร่งเครียด จนกระทั่ง! เลขาคนสนิทเดินเข้ามาในห้องทำงานและรายงานตารางงานให้รับทราบ
“ทุกอย่างเรียบร้อยครับ บริษัทร่วมทุนกำลังส่งพนักงานมาประสานงานกับเราที่นี่”
“อือ ออกไปได้แล้ว” ภูดิศสะบัดมือไล่เลขาหนุ่มให้ออกจากห้องทำงานในทันที เพียงเพราะตัวเองต้องการสมาธิในการทำงานตรงหน้า
“อีกสองวัน เจ้านายมีบินไปประชุมที่ฮ่องกงนะครับ”
“อือ”
“เจ้านายครับ คุณราตรีขอพบครับ” ธนัทสูดลมหายใจเข้าลึก พลันรายงานเรื่องที่อาจทำให้ตัวเองลำบากใจ
“เรื่อง” ภูดิศยังคงก้มหน้าอ่านเอกสารเช่นนั้น แต่ไม่วายตั้งคำถามด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยที่แฝงไปด้วยความน่ากลัว
“เธอบอกว่าซื้อขนมมาฝาก”
“ไล่กลับไป” คำสั้น ๆ ที่เปี่ยมไปด้วยความหนักแน่น สร้างความลำบากใจให้กับเลขาหนุ่มไม่น้อย
“เจ้านาย ผมไม่กล้าพูดหรอกครับ” ธนัทโอดโอยในทันที เพราะเจ้าตัวทราบฤทธิ์เดชและนิสัยเอาแต่ใจของราตรียิ่งกว่าอะไรดี
“หน้าที่ของนาย”
“แต่”
“ออกไปได้แล้ว ถ้าผู้หญิงคนนั้นเข้ามาได้ นายเจอดีแน่” น้ำเสียงที่นิ่งแต่แฝงไปด้วยรังสีอำมหิต ชวนให้ธนัทเสียวสันหลังวาบ จนต้องหาข้ออ้างหวังให้เจ้านายอนุโลมบ้าง
“เจ้านายแต่เธอคือคู่ค้าธุรกิจบริษัทเจ้านายนะครับ”
“แล้ว”
“อ้าว ผมก็คิดว่าเจ้านายอยากแต่งงานใหม่กับคุณราตรี” คำพูดเหน็บแนมของธนัทเรียกสายตาอาฆาตจากภูดิศได้เป็นอย่างดี พร้อมกับคำพูดสบถออกมาด้วยอาการหัวเสีย
“ไอ้เวร! ออกไป”
จนกระทั่ง!
ประตูห้องทำงานถูกเปิดเข้ามาอีกครั้ง พร้อมกับเสียงแหลมของราตรีลูกสาวคู่ค้าของบริษัท ตามมาด้วยธนัทที่กำลังยกมือปาดเหงื่อตัวเองด้วยบรรยากาศที่เย็นยะเยือก
“พี่ภู ราตรีซื้อขนมมาฝากค่ะ”
“ธนัท” ภูดิศเอ่ยปากเรียกชื่อเลขาคนสนิทของตัวเองเสียงเข้ม นัยน์ตาจับจ้องมองเสมือนกำลังตำหนิก็ไม่ปาน
“ผมพยายามสุดความสามารถแล้วครับ” ธนัททำได้เพียงก้มหน้ารับชะตากรรมของตัวเอง
“ราตรีแวะมาครู่เดียว ไม่ได้จะรบกวนพี่ภูนานสักหน่อย” ราตรีรีบพูดแทรกขึ้นด้วยน้ำเสียงและอาการน้อยใจ หวังลึก ๆ ให้ภูดิศง้อตัวเอง แต่! ทุกอย่างกลับตรงกันข้าม เมื่อชายหนุ่มยังคงเย็นชากับตัวเองครั้งแล้วครั้งเล่า
“วางเอาไว้ตรงนั้น”
“ราตรีซื้อขนมไทยมาฝากค่ะ” ราตรีวางขนมบนโต๊ะรับรอง พร้อมกับตอบกลับเสียงแหลมปนนุ่มนวล
กึก! ภูดิศชะงักเล็กน้อยเมื่อได้ยินเมนูขนมที่ราตรีซื้อมาฝาก ชวนหวนนึกถึงอดีตที่ผ่านมาของตัวเอง
(ณิชาชอบขนมไทยที่สุดเลย) รอยยิ้มของณิชายังคงฉายชัดในความทรงจำ รอยยิ้มที่ตราตรึงหัวใจแกร่งจนอยากเห็นรอยยิ้มนั้นอีกสักครั้ง
(เป็นเด็กดีสิ เฮียจะได้ซื้อมาฝากทุกวัน)
เมื่อเห็นภูดิศนิ่งเงียบไปดั่งคนเหม่อลอย ราตรีจีงรีบเอื้อมมือมาเขย่าแขนแกร่ง เพื่อเรียกสติชายหนุ่มให้กลับมาสนใจตัวเอง
“พี่ภู พี่ภูคะ”
“มีอะไร” ภูดิศหลุดจากภวังค์ของตัวเอง ถามกลับราตรีด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยปนหงุดหงิดใจ
“พี่ภูคิดอะไรอยู่เหรอคะ” ราตรีถามกลับด้วยสีหน้าและแววตาใสซื่อ พยายามอยู่ในห้องทำงานของชายหนุ่มให้นานที่สุด
แต่! กลับถูกชายหนุ่มเอ่ยปากไล่ครั้งแล้วครั้งเล่า เสมือนเธอเป็นดั่งตัวเชื้อโรคก็ไม่ปาน
“ไม่ใช่เรื่องของเธอ กลับไปได้แล้ว”
“ทำไมเย็นชาใส่ราตรีจังเลยคะ แบบนี้ราตรีน้อยใจนะ”
“ธนัท” ภูดิศหันไปเรียกเลขาคนสนิท เชิดหน้าไปยังหน้าประตูโดยไม่พูดอะไร แต่! ธนัทกลับตอบรับและทราบความต้องการของเจ้านายในทันที
“ครับ”
ราตรีร้องเสียงหลงเมื่อถูกธนัทเข้าล็อกตัวเอง พลันดันตัวเธอให้ออกจากห้องทำงานของเจ้านายหนุ่มให้เร็วที่สุด แต่ไม่วายได้ยินเสียงของราตรีดังโวยวายไม่หยุด
“ว้าย! ปล่อยฉันนะ พี่ภูกล้าทำแบบนี้กับราตรีได้ยังไง ราตรีไม่ยอม ราตรีจะฟ้องคุณพ่อ”
เพียงแค่ประตูห้องทำงานถูกปิดลง เสียงทุกอย่างกลับมาเงียบดังเดิม ชวนให้ภูดิศหมุนเก้าอี้ทำงานหันหลังกลับไปมองวิวด้านนอกเงียบ ๆ ด้วยสมองที่ครุ่นคิดเรื่องบางอย่างและไม่วายถอนหายใจพรืดยาวเพื่อระบายความอัดอั้นในใจออกมา
“เฮ้อ! สี่ปีแล้วเหรอวะ”