6 สกิลปาก

1457 Words
ด้านคีริน “เฮ้ย... เป็นไงบ้างวะ มีเมียเป็นตัวเป็นตน คืนแรกรู้สึกยังไงบ้าง” อัคนีเอ่ยถามด้วยรอยยิ้มกวนๆ ขณะนั่งเอนพิงเก้าอี้อย่างสบายอารมณ์ คีรินปรายตามองเพื่อน ก่อนจะสบถออกมาอย่างหัวเสีย “จะเป็นไงได้ล่ะวะ… ลูกสาวคุณลุงวีรภาสนั่นปากจัดชะมัด” ราชันย์เลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย “มึงพูดจริงดิ ปากสุดยอดขนาดนั้นเลยเหรอวะ” คีรินหัวเราะในลำคออย่างหงุดหงิด “หึ! ก็เออดิวะ เด็กอะไรก็ไม่รู้ปากร้ายฉิบหาย เถียงเก่ง ด่าเก่ง ไม่ยอมคนสักนิด” คำตอบนั้นทำให้เพื่อนทั้งสองถึงกับชะงัก ก่อนราชันย์จะถามย้ำด้วยสีหน้าผิดหวังเล็กน้อย “สกิลปากที่มึงว่ามานี่ หมายถึงสกิลการด่าใช่ไหมวะ” “ก็ใช่น่ะสิ ปากร้ายโคตรๆ” คีรินสวนกลับทันที อัคนีถอนหายใจยาวอย่างเซ็งๆ “ไอ้เวรเอ๊ย กูนึกว่ามึงหมายถึงสกิลปากที่ทำอย่างอื่นซะอีก ผิดหวังชะมัด” เขาส่ายหน้าพลางบ่น หลังจากที่เขาคิดไปไกลถึงดาวอังคารแล้ว แต่ความหมายคือปากร้ายนี่เอง ราชันย์หัวเราะหึๆ มองหน้าเพื่อนทั้งสอง “สรุปคือ... คืนแรกไม่มีอะไรดีๆให้จำเลยสินะ แล้วก็อย่าบอกนะเว้ยว่าคืนแรกมึงไม่ได้จัด” คีรินเอนหลังพิงเก้าอี้ กอดอกแน่น สีหน้าขุ่นเคืองไม่จาง “มึงจะให้กูจัดลงได้ไงวะสภาพปากแบบนั้น มีแต่เรื่องให้ปวดหัว กูไม่เคยเจอผู้หญิงที่ร้ายกาจขนาดนี้มาก่อนเลย” คำพูดนั้นทำให้เพื่อนทั้งสองมองหน้ากัน ก่อนจะอมยิ้มอย่างรู้ทัน เพราะดูจากท่าทางแล้ว ผู้หญิงที่ชื่ออะตอมคงไม่ได้เป็นแค่ภรรยาตามสัญญาธรรมดาๆ สำหรับคีรินอีกต่อไปแน่ๆ ราชันย์เอนหลังพิงเก้าอี้ ก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงผ่อนคลายกว่าเพื่อน “ใจเย็นหน่อยเว้ย เธอก็เป็นลูกของวีรภาส ฐานะขนาดนั้น ถูกเลี้ยงมาแบบตามใจก็คงไม่แปลก แต่เท่าที่ฟังดูเธอก็ไม่ได้แย่ขนาดนั้นนะเว้ย” เขายิ้มบางๆมองคีริน คีรินหัวเราะหยันในลำคอ “หึ! พอตัวแล้วไงวะ พอตัวแล้วต้องมาทำนิสัยตามใจตัวเอง ทั้งที่ยังเป็นแค่เด็กเนี่ยนะ” เขาสบถเบาๆ อย่างหัวเสีย “ซวยชัดๆ ซวยฉิบหายคือกูนี่แหละ” อัคนีหัวเราะแผ่วๆ ก่อนจะพูดเหมือนล้อเล่น “ใจเย็นเว้ยเพื่อน เธออาจจะยังเด็กก็ได้เว้ย มึงลองสอนเธอดูสิวะ สอนเธอให้เธอได้รู้ว่าการเอาใจสามีมันต้องทำยังไง” มุมปากยกขึ้นอย่างกวนๆ แต่สำหรับคีรินมันไม่ตลกเลยสักนิด เขาขมวดคิ้วแน่น แค่คิดว่าต้องกลับบ้านไปเจอผู้หญิงคนนั้น หัวใจก็ยิ่งหงุดหงิดหนักกว่าเดิม “ขำไม่ออกว่ะ แค่นึกว่าต้องไปเจอหน้าเธออีกก็ปวดหัวแล้ว” ยิ่งไปกว่านั้น เย็นนี้เขายังต้องไปรับเธอที่มหาวิทยาลัยอีก ชีวิตเขาตอนนี้ไม่ต่างอะไรกับการกลายเป็น บอดี้การ์ดส่วนตัวของภรรยาจำเป็น ทั้งที่ไม่เคยร้องขอและไม่อยากเป็นตั้งแต่แรกด้วยซ้ำ คีรินถอนหายใจแรงมือกำแน่นบนโต๊ะ ในใจได้แต่คิดว่านี่มันชีวิตแต่งงานแบบไหนกันแน่ ถึงได้เริ่มต้นด้วยความอึดอัดและไฟโทสะขนาดนี้ “ว่าแล้วแม่ง… ก็ถึงเวลาที่กูต้องไปรับเธอแล้วด้วย” คีรินสบถเบาๆพลางก้มมองเวลาบนหน้าจอโทรศัพท์ ใบหน้าบึ้งตึงชัดเจนราวกับแค่เห็นตัวเลขก็ทำให้อารมณ์เดือดขึ้นมาอีก อัคนีเลิกคิ้วสูง “อะไรนะ นี่อย่าบอกนะว่ามึงต้องไปรับเมียกลับบ้านอีก” น้ำเสียงปนขำจนราชันย์ยังอดยิ้มตามไม่ได้ “ก็เออดิวะ” “โฮ่… งั้นกูขอมอบรางวัล ผัวดีเด่นแห่งปี ให้เลยเพื่อน” อัคนีแซวพร้อมหัวเราะ คีรินหันขวับ “ผัวดีเด่นเหี้ยอะไรวะ รำคาญฉิบหาย!” ราชันย์ส่ายหน้าขำๆ “เออ ใจเย็นเว้ยเพื่อน มันอาจจะแค่ช่วงแรกๆก็ได้ นานๆไปมึงอาจจะชอบก็ได้นะเว้ย” คีรินหัวเราะหยันในลำคอ “กูไม่เหมือนมึงกับเมียมึงหรอกว่ะ ที่ต่างคนต่างรักกัน ของกูจะตอนแรกหรือตอนไหน กูก็รักไม่ลงหรอกปากจัดขนาดนั้น” เขาพูดเสียงแข็ง “เออ กูจะรอดู” ราชันย์ตอบขำๆ “กูด้วย” อัคนีเสริมทันที คีรินถอนหายใจแรง ก่อนจะระบายออกมารัวๆ “พวกมึงคอยดูละกัน ถ้ากูไม่ไหวจริงๆกูจับส่งคืนพ่อแม่ไปให้ดูแลกันเอง เด็กไม่มีความเป็นเด็กสักนิด แก่แดดไปวันๆ ไม่รู้สอนลูกมายังไง” ดวงตาคมกริบวาวขึ้นด้วยความหงุดหงิด เขาบ่นไม่หยุด ความโมโหตั้งแต่เช้ายังไม่จางหาย แทนที่วันใหม่จะเริ่มต้นสดใส กลับต้องเริ่มด้วยผู้หญิงคนเดียวที่ทำให้โลกทั้งใบของเขาน่ารำคาญขึ้นมาได้ขนาดนี้ คีรินลุกขึ้นยืน คว้ากุญแจรถในมือแน่น “กูไปล่ะ” เพื่อนทั้งสองมองตามแผ่นหลังกว้างไปพร้อมรอยยิ้มรู้ทัน เพราะดูจากท่าทางแล้วยิ่งเขาบ่นมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งเหมือนผู้หญิงคนนั้นกำลังเข้าไปป่วนอยู่ในหัวของคีรินมากขึ้นเท่านั้น “โชคดีเว้ยเพื่อน” อัคนีตะโกนไล่หลังไปพร้อมรอยยิ้มขำๆ เมื่อเห็นแผ่นหลังกว้างของคีรินที่เดินออกไปด้วยท่าทางหัวเสีย สำหรับเขาแล้วภาพนั้นชวนให้นึกถึงคำพูดในอดีตของเพื่อนคนนี้ขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว คีรินเคยพูดไว้หนักแน่นว่า ชาตินี้ทั้งชาติจะไม่แต่งงานเด็ดขาด ถ้าไม่เจอผู้หญิงที่ตรงสเปก และตรงใจตามที่ตัวเองต้องการจริงๆ แต่ใครจะคิดว่าสุดท้ายเขากลับเป็นคนที่ถูกจับแต่งงานเสียเอง แถมยังต้องมาเจอกับเจ้าสาวที่ปากจัด ดื้อรั้น และพร้อมชนทุกคำพูดแบบนี้อีก อัคนีส่ายหน้าพลางหัวเราะในลำคอเบาๆ ในใจอดคิดไม่ได้ว่า นี่แหละนะชะตาชีวิตยิ่งหนีเท่าไหร่ ดูเหมือนมันจะยิ่งเล่นตลกใส่มากขึ้นเท่านั้น @มหาลัย รถคันหรูค่อยๆชะลอความเร็ว ก่อนจะจอดสนิทลงหน้าอาคารสูงขนาดใหญ่ของมหาวิทยาลัย “เฮ้ออออ…” คีรินถอนหายใจยาวอย่างเหนื่อยหน่าย สายตาคมกริบทอดมองไปรอบๆอย่างไร้อารมณ์ “ทำไมกูต้องมาทำอะไรแบบนี้ด้วยวะ” เขาบ่นพึมพำกับตัวเอง ก่อนจะเปิดประตูรถลงไป หยิบบุหรี่ขึ้นมาหนึ่งมวน จุดไฟแล้วสูดควันเข้าปอดแรงๆ ราวกับต้องการกดทุกความขุ่นมัวในใจให้จมหายไปกับควันสีเทาที่ลอยฟุ้งไปกับอากาศ ร่างสูงทิ้งตัวนั่งพิงบนกระโปรงหน้ารถ ท่ามกลางสายตาของเหล่านักศึกษาที่พากันเหลือบมองมาอย่างสนใจ แต่เขากลับไม่คิดใส่ใจแม้แต่น้อย “ฟู่~~” ควันสีขาวขุ่นถูกพ่นออกมาช้าๆทีละนิด ราวกับเป็นตัวแทนของอารมณ์อึดอัด หงุดหงิด และความไม่พอใจที่อัดแน่นอยู่เต็มอกตั้งแต่เช้า คีรินหรี่ตามองไปเบื้องหน้า ในหัวมีเพียงความคิดเดียววนเวียนไม่จบสิ้น อีกไม่นาน เขาก็ต้องเผชิญหน้ากับต้นเหตุของอารมณ์ทั้งหมดนี้อีกครั้ง ผู้หญิงที่ชื่อว่าอะตอม เวลาค่อยๆล่วงเลยไป จนกระทั่งบุหรี่มวนที่อยู่ระหว่างนิ้วมือของเขาใกล้มอดดับ แต่เงาของเด็กผู้หญิงต้นเหตุแห่งความขุ่นมัวในอก ก็ยังไม่ปรากฏให้เห็นสักที ทั้งที่เธอบอกไว้ชัดเจนตั้งแต่เช้าว่าให้มารับตอนสี่โมงเย็น และตอนนี้เข็มนาฬิกาก็ล่วงเลยมาเป็นสี่โมงสิบแล้ว แต่ประตูตึกกลับยังคงไร้วี่แววของเธอ “ทำไมยังไม่ออกมาอีกล่ะเนี่ย” คีรินพึมพำอย่างหงุดหงิด มือขยี้ก้นบุหรี่กับที่เขี่ยจนดับสนิท ก่อนจะเงยหน้ามองไปยังทางเข้าอาคารอีกครั้ง อารมณ์ของคนรอเริ่มปะทุขึ้นเรื่อยๆ เพราะปกติแล้วเขาไม่เคยต้องมารอใครเกินห้านาทีเลยด้วยซ้ำ ในชีวิตของเขามีแต่คนอื่นที่ต้องรอคำสั่งของเขา ไม่ใช่ให้เขามานั่งรอใครแบบนี้ แต่เด็กผู้หญิงคนนั้น กลับเป็นคนแรกที่ทำให้เขาต้องยืนรอ และพยายามกลืนความไม่พอใจลงคอ เพื่ออดทนให้ได้มากถึงเพียงนี้ คีรินสูดลมหายใจเข้าลึก มือกำแน่นโดยไม่รู้ตัว ในใจเริ่มตั้งคำถามว่า ถ้าเธอยังไม่ออกมาในอีกไม่กี่นาทีข้างหน้า ความอดทนที่เหลืออยู่ของเขาอาจจะหมดลงไปในเร็วๆนี้ก็ได้ และแน่นอนเขาอาจจะไม่รอเธออีกต่อไป
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD