“ชิ…ซวยชะมัด ทำไมฉันต้องมาเจอผู้ชายแบบนี้ด้วยนะ”
อะตอมบ่นพึมพำอย่างหัวเสีย ขณะทิ้งตัวนั่งลงบนม้าหินอ่อนใต้ร่มไม้ในมหาวิทยาลัย ที่ซึ่งมีเพื่อนสนิทสองคนนั่งคุยกันอยู่ก่อนแล้ว
“ไม่อยากมีแล้วสามีอะไรนั่น ไม่อยากมีแล้ว! ไม่เห็นเหมือนที่พ่อกับแม่เล่าไว้สักนิดเดียว ไม่อยากมีแล้ว ไม่อยากมีแล้วโว้ย!”
เธอส่ายหน้าแรงๆ พร้อมทั้งบ่นไม่หยุด
ลูกแพรหันมายิ้มให้เพื่อนรักด้วยสีหน้าทะเล้นปนล้อเล่น
“เป็นอะไรแก บ่นตั้งแต่มาถึงเลยนะเนี่ย เป็นไงจ๊ะคืนแรกของการแต่งงาน รีวิวหน่อยสิอยากรู้ว่าจะหวานแค่ไหน”
คำถามนั้นยิ่งเหมือนเติมไฟให้คนกำลังเดือด
“รีวิวอะไรล่ะ!”
อะตอมสวนกลับทันที
“มีแต่เรื่องแย่ๆทั้งนั้นแหละ ฉันไม่อยากอยู่บ้านหลังเดียวกับไอ้ผู้ชายปากปีจอแบบนั้นเลยนะแก... ฉันเกลียดคนที่เอาแต่สั่ง เอาแต่บังคับที่สุดในโลก”
อาร์เธอร์ที่นั่งฟังอยู่ถึงกับขมวดคิ้ว ก่อนจะเอ่ยเสียงจริงจัง
“เดี๋ยวก่อนๆ ใครบังคับอะตอม อย่าบอกนะว่าผู้ชายคนนั้นน่ะ เขาทำอะไรอะตอมบ้างบอกเรามา ถ้ามันไม่โอเคเราจะได้ช่วยได้”
เขามองเพื่อนด้วยแววตาเป็นห่วง
อะตอมหัวเราะหยันเบาๆ
“ใช่! ก็ไอ้ผู้ชายที่พ่อกับแม่จับให้ฉันแต่งงานด้วยนั่นแหละ”
เธอสูดลมหายใจเข้าลึก ก่อนจะระบายออกมาเป็นชุด
“เอาจริงๆนะ ฉันไม่เคยคิดเลยว่าจะมีผู้ชายแบบนี้อยู่บนโลกนี้ แย่มาก… เรียกได้ว่าแย่ที่สุดเท่าที่ฉันเคยรู้จักมา ปากเสีย ปากแซ่บ ปากปีจอ ปากนรก ฉันไม่เคยเจอผู้ชายคนไหนพูดจาแย่ขนาดนี้มาก่อนเลย”
คำบ่นถูกเทออกมารัวเร็ว ราวกับเขื่อนอารมณ์ที่พังทลาย ดวงตาของเธอลุกวาวด้วยความเดือดดาล หัวใจอัดแน่นไปด้วยความอัดอั้นที่แทบระเบิด
ลูกแพรกับอาร์เธอร์มองหน้ากันอย่างอึ้ง ก่อนจะหันกลับมามองเพื่อนรักอีกครั้ง พวกเขารู้ได้ทันทีว่าคืนแรกของชีวิตคู่ของอะตอม ไม่ได้เหลือร่องรอยของคำว่าหวานอยู่เลยสักนิด มีเพียงไฟโทสะกับความเกลียดชังที่กำลังก่อตัวขึ้นอย่างชัดเจน
“โอเคๆพอแล้วแก ใจเย็นก่อน ไม่ต้องรีวิวละเอียดขนาดนั้นก็ได้ ฟังดูแล้วอารมณ์เสียสุดๆเลยนะเนี่ย มันจะแย่อะไรขนาดนั้นวะ ถึงได้เดือดตั้งแต่เช้าแบบนี้”
ลูกแพรรีบเอ่ยพลางยกมือขึ้นห้าม
อะตอมถอนหายใจแรงๆ
“ก็แย่ทุกอย่างนั่นแหละ แย่ตั้งแต่รู้เลยว่าต้องมาใช้ชีวิตอยู่กับผู้ชายแบบนั้นแล้วด้วย”
ลูกแพรขมวดคิ้วเล็กน้อยก่อนจะพูดอย่างใช้เหตุผล
“แต่เท่าที่ฉันเคยได้ยินมา พี่เขาก็ไม่ได้ดูแย่ขนาดนั้นนะ ตามสไตล์มาเฟียมันก็ประมาณนี้อยู่แล้วป่ะ แกดูพี่ชายแกดิ ฉันก็ว่าโทนเดียวกันไม่ใช่เหรอ”
คำพูดนั้นทำให้อะตอมหันขวับทันที
“อย่าเอาพี่ชายฉันไปเปรียบกับผู้ชายคนนั้นนะ อย่างน้อยพี่ชายฉันก็รักฉัน และไม่เคยพูดจาทำร้ายจิตใจฉันแบบนี้ แถมยังเอาใจและตามใจฉันเก่งมากๆด้วย”
น้ำเสียงแข็งกร้าวขึ้นชัดเจน เธอเชิดหน้าขึ้นอย่างมั่นใจ ราวกับย้ำคุณค่าของตัวเอง
อาร์เธอร์ที่นั่งฟังอยู่เงียบๆจึงเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงนุ่มลง
“เราว่า ใจเย็นก่อนดีไหมอะตอม บางทีมันอาจจะไม่แย่ขนาดนั้นก็ได้ อะตอมเพิ่งเริ่มใช้ชีวิตคู่ก็อาจจะยังไม่ชินมากกว่า ลองให้โอกาสกับตัวเองสักหน่อย ก่อนจะตัดสินอะไรหรือพูดอะไรแรงๆดีไหม”
เขามองเพื่อนรักอย่างเป็นห่วง
อะตอมนิ่งไปชั่วครู่ มือกำชายเสื้อแน่น อารมณ์เดือดดาลยังไม่จางหาย แต่คำพูดของเพื่อนก็ทำให้หัวใจที่คุกรุ่นชะลอลงเล็กน้อย แม้ลึกๆแล้วเธอก็ยังไม่เชื่อเลยว่าผู้ชายแบบคีริน จะมีวันทำให้ชีวิตคู่ของเธอไม่แย่ลงได้จริงๆ
“เราไม่อยากอยู่กับผู้ชายคนนั้นแล้วอ่ะอาร์เธอร์...”
อะตอมเอ่ยเสียงแผ่ว สายตาที่มองออกไปไกลบ่งบอกชัดว่าเธอไม่ได้พูดเล่น ความรู้สึกอึดอัดและเจ็บปวดมันเอ่อล้นจนแทบเก็บไม่อยู่
อาร์เธอร์มองเธออย่างสงสาร ก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงนุ่มลง
“เราเข้าใจนะ… แต่ลองอยู่ไปสักพักก่อนไหม ถ้ามันไม่ดีขึ้นจริงๆก็ค่อยออกมา แค่บอกผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่ายให้รับรู้ก็พอ”
เขายิ้มบางๆให้กำลังใจ
“ไม่ว่ายังไง เราจะอยู่ข้างๆอะตอมเสมอ”
คำพูดนั้นเต็มไปด้วยความจริงใจ เพราะตั้งแต่ปีหนึ่งจนถึงวันนี้ปีสี่แล้ว หัวใจของอาร์เธอร์ก็ไม่เคยเปลี่ยนไปจากอะตอมเลยสักนิด แม้จะรู้ดีว่าเธอแต่งงานไปแล้ว แม้ในวันงานเขาจะต้องยืนยิ้มแสดงความยินดีทั้งที่ในใจแทบแตกสลาย แต่ความรู้สึกนั้นก็ยังถูกเก็บซ่อนไว้ลึกที่สุดโดยไม่ให้ใครล่วงรู้
“แหมๆๆ ทีเป็นอะตอมหน่อยนี่ เข้าใจใหญ่เลยนะ”
ลูกแพรแซวขึ้น พลางยิ้มให้เพื่อนทั้งสอง คลายบรรยากาศตึงๆลงเล็กน้อย
อะตอมหันไปมอง ก่อนจะบ่นต่ออย่างหัวเสีย
“ก็ต้องเข้าใจสิ ก็เราเพื่อนกันนี่นา ถ้าเพื่อนไม่เข้าใจเพื่อน แล้วจะให้ฉันไปพึ่งใครได้อีกล่ะ”
เธอถอนหายใจแรง ดวงหน้ามุ่ยชัดเจน
“พ่อกับแม่ก็ไม่เข้าใจฉันสักนิด แถมยังจับให้ฉันมาอยู่กับใครก็ไม่รู้ นิสัยก็แย่ชะมัด… ยิ้มเป็นหรือเปล่าก็ไม่รู้ในแต่ละวัน เอาแต่ทำหน้าบึ้งใส่ตลอด”
อะตอมพูดรัวๆระบายทุกอย่างที่อัดอั้นออกมา ก่อนจะมองเพื่อนทั้งสองอย่างคนคิดหนัก หัวใจเธอสับสน เหนื่อยล้า และไม่รู้เลยว่าเส้นทางชีวิตคู่นับจากนี้ จะต้องฝืนเดินต่อไปได้นานแค่ไหน
ท่ามกลางรอยยิ้มแผ่วๆของเพื่อน และแววตาเป็นห่วงของใครอีกคน อะตอมกลับรู้สึกได้ชัดว่า เธอกำลังยืนอยู่ตรงจุดเริ่มต้นของความเจ็บปวด ที่อาจยาวนานกว่าที่คิดเอาไว้มากนัก
“ใจเย็นๆนะ… เราเชื่อว่าอะตอมเก่งอยู่แล้ว”
อาร์เธอร์เอ่ยขึ้นพร้อมยกมือวางลงบนไหล่บางอย่างแผ่วเบา แววตาเต็มไปด้วยความห่วงใย เขาแค่อยากให้เธอรู้ว่า อย่างน้อยก็ยังมีใครสักคนที่ยืนอยู่ข้างเธอ
“อืม…ขอบใจนะ”
อะตอมตอบเบาๆก่อนจะฝืนยิ้มบางๆให้เขา แล้วหันไปยิ้มให้ลูกแพรด้วยเช่นกัน แม้รอยยิ้มนั้นจะยังเจือความเหนื่อยล้าอยู่ก็ตาม
“งั้นเราไปหาอะไรกินกันเถอะ”
ลูกแพรพูดขึ้น พลางหยิบมือถือขึ้นมาดูเวลา
“กว่าจะถึงเวลาเรียนก็อีกตั้งครึ่งชั่วโมงแน่ะ ฉันเริ่มหิวแล้วล่ะ”
เธอยิ้มให้เพื่อนรักราวกับจะปลอบใจไปในตัว
“อืม ไปสิ”
อะตอมพยักหน้ารับ
“ให้เราถือกระเป๋าให้ไหม”
อาร์เธอร์เอ่ยขึ้น พร้อมยื่นมือไปตรงหน้าอะตอมโดยอัตโนมัติ
“ไม่เป็นไร เราถือเองได้”
เธอปฏิเสธพร้อมยิ้มบางๆให้เขาอย่างเกรงใจ
“งั้นถือของเราให้ก็ได้นะ”
ลูกแพรรีบพูดแทรกขึ้น ก่อนจะยื่นกระเป๋าของตัวเองไปให้
“ของเราหนักมากเลยแหละ”
อาร์เธอร์ชะงักไปนิดหนึ่ง ก่อนจะรับมากลั้นใจ
“อืม…ได้สิ”
ถึงในใจจะไม่ได้อยากถือให้ลูกแพรนัก แต่เขาก็ไม่อยากให้ใครมองว่าเขาลำเอียง หรือแสดงออกชัดเจนเกินไปว่าห่วงใยอะตอมมากแค่ไหน จึงจำต้องรับกระเป๋านั้นมาอย่างเลี่ยงไม่ได้
ทั้งสามคนจึงพากันเดินออกไปด้วยกัน ท่ามกลางรอยยิ้ม เสียงพูดคุย และบรรยากาศที่ดูเหมือนจะผ่อนคลายลง
ทว่าในหัวใจของอาร์เธอร์ ความรู้สึกที่เก็บซ่อนไว้ลึกที่สุดยังคงหนักอึ้ง เพราะไม่ว่าจะเดินอยู่ใกล้เธอแค่ไหน เขาก็รู้ดีว่าไม่มีสิทธิ์ก้าวข้ามเส้นของคำว่าเพื่อนไปได้อีกแล้ว