เช้าวันรุ่งขึ้น
บรรยากาศภายในออฟฟิศของบริษัท Aura Communications ที่เคยสดใสและเต็มไปด้วยพลังสร้างสรรค์ กลับถูกปกคลุมด้วยเมฆหมอกแห่งความหวาดหวั่น
พนักงานนับร้อยชีวิตต่างจับกลุ่มกระซิบกระซาบด้วยสีหน้าตื่นตระหนก สายตาทุกคู่จับจ้องไปยังหน้ากระจกใสบานใหญ่ของล็อบบี้
ภาพที่ปรากฏเบื้องล่างคือขบวนรถยนต์สีดำสนิทหรูหราจำนวนกว่าสิบคัน จอดเรียงรายปิดหน้าตึกสำนักงาน
ชายฉกรรจ์ในชุดสูทสีดำสวมแว่นตาดำนับยี่สิบคนยืนประจำจุดต่าง ๆ ราวกับกองทัพมรณะที่กำลังล้อมปราบศัตรู
น้ำอุ่นก้าวเท้าเข้ามาในบริษัทด้วยหัวใจที่หนักอึ้ง นี่ไม่ใช่การมาเยี่ยมเยียนธรรมดา แต่เป็นการประกาศสงครามประสาทของผู้ชายบ้าอำนาจ
“คุณเพียงรักคะ แย่แล้วค่ะ! มีกลุ่มคนน่ากลัวบุกขึ้นไปที่ห้องประชุม แล้ว... แล้วพวกเขาก็เชิญคุณตุลย์เข้าไปขังไว้ข้างใน ห้ามใครเข้าออกเด็ดขาด!”
เลขาสาววิ่งหน้าตื่นเข้ามารายงาน เสียงสั่นเครือจนแทบจับใจความไม่ได้
น้ำอุ่นกำหมัดแน่น เล็บจิกเข้าเนื้อจนเจ็บเพื่อระงับโทสะ
“ไม่ต้องห่วง เดี๋ยวฉันจัดการเอง ทุกคนกลับไปทำงาน ห้ามแตกตื่น”
เธอสั่งการด้วยน้ำเสียงเข้มแข็ง พยายามทำตัวเป็นเสาหลักให้ลูกน้อง ทั้งที่ภายในใจกำลังรุ่มร้อนดั่งไฟสุม
เธอสูดลมหายใจเข้าลึก รวบรวมความกล้าทั้งหมดที่มี แล้วเดินตรงดิ่งไปยังลิฟต์ผู้บริหาร
ณ ห้องประชุมใหญ่
ทันทีที่ประตูบานหนักอึ้งถูกผลักเปิดออก ความเย็นยะเยือกที่ไม่ได้มาจากเครื่องปรับอากาศก็พุ่งเข้ามาปะทะใบหน้า
ภาพที่เห็นทำให้น้ำอุ่นต้องขบกรามแน่นด้วยความโกรธ
ตุลย์ซีอีโอหนุ่มผู้ใจดีและเป็นเจ้านายที่รักของลูกน้อง นั่งตัวลีบอยู่เก้าอี้ฝั่งตรงข้าม
ใบหน้าซีดเผือดไร้สีเลือด เหงื่อเม็ดโป้งผุดพรายตามกรอบหน้า ทั้งที่แอร์เย็นเฉียบ มือไม้สั่นเทาขณะจับแก้วน้ำ
ส่วนที่หัวโต๊ะ... ตำแหน่งประธานที่ควรจะเป็นของตุลย์ กลับถูกจับจองด้วยชายหนุ่มร่างสูงใหญ่ในชุดสูทสีเทาเข้มตัดเย็บประณีต
สิบทิศนั่งไขว่ห้างด้วยท่วงท่าสบาย ๆ ราวกับเป็นเจ้าของที่นี่ ใบหน้าหล่อเหลาคมคายไร้ที่ติประดับด้วยรอยยิ้มจาง ๆ ที่มุมปาก
แต่เป็นรอยยิ้มที่ทำให้คนมองรู้สึกหนาวเหน็บไปถึงกระดูกสันหลัง ด้านหลังของเขามีเจษและบอดี้การ์ดอีกสองคนยืนคุมเชิงอย่างเงียบเชียบ
“มาแล้วเหรอ นางเอกของงาน”
สิบทิศเอ่ยทักทาย น้ำเสียงทุ้มต่ำกังวานไปทั่วห้องที่เงียบกริบ ดวงตาคมกริบสีเทาตวัดมามองเธอ โลมเลียไปทั่วร่างระหงในชุดเดรสทำงานสีครีมอย่างจาบจ้วงและถือสิทธิ์
“ออกไปจากเก้าอี้ของบอสฉัน” น้ำอุ่นเอ่ยเสียงแข็ง เดินเข้าไปหยุดยืนประจันหน้าเขาโดยไม่หวั่นเกรง “ที่นี่บริษัทโฆษณา ไม่ใช่ซ่องโจรที่คุณจะมาทำตัวกร่างได้!”
ตุลย์สะดุ้งเฮือก รีบส่งสายตาปรามลูกน้องคนเก่ง
“พะ... เพียงรัก ใจเย็น ๆ ก่อน”
“ใจเย็นไม่ได้หรอกค่ะบอส คนพวกนี้บุกรุกบริษัทของเราโดยไม่มีความเกรงกลัวกฎหมายเลยสักนิด”
น้ำอุ่นตอบกลับ แต่สายตายังจ้องเขม็งไปที่สิบทิศ
สิบทิศหัวเราะเบา ๆ ในลำคอ เสียงหัวเราะที่ฟังดูน่าขนลุก เขาค่อย ๆ ลุกขึ้นยืนเต็มความสูง
ร่างกายที่สูงใหญ่กว่าร้อยเก้าสิบเซนติเมตรข่มให้ร่างของน้ำอุ่นดูเล็กลงถนัดตา
เขาเดินอ้อมโต๊ะมาช้า ๆ เสียงรองเท้าหนังกระทบพื้นดังก้องเป็นจังหวะกดดันหัวใจ
“ดุจริงนะ ฉันแค่มารอคุยธุรกิจ ก็เธอเล่นไม่ยอมไปหาฉันที่คลับ ฉันก็เลยต้องลำบากมาหาถึงที่”
เขาหยุดยืนตรงหน้าเธอ ระยะห่างเพียงแค่เอื้อม กลิ่นน้ำหอมบุรุษเพศผสมกลิ่นบุหรี่จาง ๆ ลอยมาแตะจมูกน้ำอุ่น
กลิ่นที่คุ้นเคยและเคยหลงใหลในอดีต แต่ตอนนี้กลับเป็นกลิ่นแห่งฝันร้าย
“ฉันบอกไปชัดเจนแล้วว่าไม่รับงานนี้” น้ำอุ่นเชิดหน้าขึ้นตอบโต้ “กลับไปซะ ไม่อย่างนั้นฉันจะแจ้งตำรวจ”
“ตำรวจ?” สิบทิศเลิกคิ้ว แสร้งทำหน้าตกใจ “โอ้... กลัวจังเลย แต่ก่อนจะแจ้งตำรวจ ลองถามเจ้านายเธอหน่อยไหมว่าสถานการณ์ตอนนี้เป็นยังไง?”
น้ำอุ่นหันขวับไปมองตุลย์
“บอสคะ?”
ตุลย์กลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก ก่อนจะเอ่ยเสียงสั่นเครือ
“เพียงรัก... คือว่า... หุ้นส่วนของเราเพิ่งโทรมาบอกว่าจะถอนหุ้นทั้งหมดถ้าเราไม่รับงานนี้ แล้วก็... ลูกค้าเจ้าใหญ่สามรายเพิ่งส่งอีเมลมายกเลิกสัญญาเมื่อกี้นี้เอง”
น้ำอุ่นเบิกตากว้าง หันขวับกลับมามองสิบทิศที่กำลังยืนยิ้มเยาะอย่างผู้ชนะ
“คุณทำอะไร?”
“ก็แค่... โทรศัพท์คุยกับเพื่อนเก่าสองสามคน” สิบทิศยักไหล่ทำท่าไม่รู้ร้อนรู้หนาว “วงการธุรกิจมันก็แบบนี้แหละเพียงรัก ปลาใหญ่กินปลาเล็ก หรือถ้าปลาเล็กไม่ยอมให้กิน ก็แค่บดขยี้ให้ตายคามือ”
เขาโน้มหน้าลงมาใกล้ จนใบหน้าห่างกันแค่คืบ แววตาที่เคยมองอย่างหยอกล้อเปลี่ยนเป็นแข็งกร้าวและอำมหิตฉับพลัน
“ถ้าเธอไม่เซ็นสัญญาฉบับนี้ ภายในเที่ยงวันนี้ บริษัท Aura Communications จะถูกฟ้องล้มละลาย พนักงานร้อยกว่าชีวิตจะตกงาน และเจ้านายที่แสนดีของเธออาจจะเจออุบัติเหตุเล็ก ๆ น้อย ๆ ระหว่างกลับบ้าน”
“สิบทิศ! คุณมันเลวจนหาที่เปรียบไม่ได้จริง ๆ” น้ำอุ่นตะโกนใส่หน้าเขา มือบางเงื้อขึ้นหมายจะตบหน้าคนใจหมา
หมับ!
มือแกร่งของสิบทิศคว้าข้อมือเธอไว้ได้ทันก่อนที่ฝ่ามือจะสัมผัสใบหน้า
เขาบีบข้อมือเธอแน่นจนเจ็บ รั้งร่างบางกระชากเข้ามาปะทะอกแกร่ง
“อย่าริอาจทำร้ายร่างกายฉัน เพียงรัก” เขากระซิบเสียงลอดไรฟัน นัยน์ตาวาวโรจน์ “ฉันไม่ใช่ผัวโง่ ๆ คนเดิมที่เธอจะปั่นหัวเล่นได้อีกแล้ว”
น้ำอุ่นพยายามบิดข้อมือออก แต่แรงบีบของเขามหาศาลราวกับคีมเหล็ก เธอเจ็บจนน้ำตาเล็ด แต่ไม่ยอมร้องออกมา
“ปล่อยนะ!”
“เซ็นสัญญาซะ” สิบทิศยื่นคำขาด เสียงเย็นยะเยือก “หรือจะให้ฉันสั่งลูกน้องไป ‘เยี่ยม’ โรงเรียนลูกชายเธอตอนนี้เลย?”
คำว่า ‘ลูก’ เปรียบเสมือนสายฟ้าที่ผ่าลงกลางใจน้ำอุ่น ร่างกายของเธอชาวาบ ความโกรธแค้นถูกแทนที่ด้วยความหวาดกลัวสุดขีด
เขากล้า... เขากล้าเอาลูกมาขู่!
น้ำอุ่นหันไปมองตุลย์ที่นั่งกุมขมับด้วยความสิ้นหวัง มองออกไปนอกห้องกระจกเห็นพนักงานทุกคนที่กำลังทำงานอย่างตั้งใจโดยไม่รู้อีโหน่อีเหน่
เธอสร้างที่นี่มากับมือ เธอรักทุกคนที่นี่เหมือนครอบครัว และเธอรักลูกชายยิ่งกว่าชีวิต
เธอไม่มีทางเลือกอื่นแล้วจริง ๆ สินะ!
“ก็ได้” น้ำอุ่นเอ่ยเสียงแผ่ว ไหล่บางลู่ลงอย่างยอมจำนน “ปล่อยฉัน... ฉันจะเซ็น”
สิบทิศยิ้มมุมปาก คลายแรงบีบที่ข้อมือเธอลง แต่ยังไม่ยอมปล่อยมือ เขาใช้นิ้วโป้งไล้ไปตามหลังมือเนียนนุ่มของเธอเบา ๆ อย่างจาบจ้วง ก่อนจะปล่อยให้เป็นอิสระ
“เจษเอาสัญญามา”
เจษรีบวางสัญญาฉบับเดิมลงบนโต๊ะ พร้อมปากการาคาแพง
น้ำอุ่นหยิบปากกาขึ้นมา มือสั่นเทาเล็กน้อย เธอจ้องมองตัวหนังสือในสัญญาที่ระบุให้เธอเป็นผู้ดูแลโปรเจกต์และต้องรายงานตัวกับสิบทิศโดยตรง มันคือสัญญาทาสชัด ๆ
เธอสูดลมหายใจเข้าลึก กลั้นใจตวัดปลายปากกาเซ็นชื่อลงไป
วินาทีที่ปลายปากกายกขึ้นจากกระดาษ เธอรู้สึกเหมือนได้เซ็นขายวิญญาณให้ซาตานไปแล้ว
“พอใจหรือยัง?” เธอถามเสียงแข็ง โยนปากกาลงบนโต๊ะ
สิบทิศหยิบสัญญาขึ้นมาตรวจทานดูความเรียบร้อย รอยยิ้มพอใจฉายชัดบนใบหน้า เขาพยักหน้าให้เจษเก็บเอกสาร ก่อนจะหันมาหาน้ำอุ่นอีกครั้ง
“ดีมาก... เด็กดี”
มือหนาเอื้อมมาเชยคางมนของเธอขึ้น บังคับให้สบตา น้ำอุ่นพยายามจะสะบัดหน้าหนี
แต่เขาเกร็งนิ้วสู้แรง บังคับให้เธอจ้องมองเข้าไปในดวงตาสีเทาที่ลึกล้ำราวกับหลุมดำ
“จำไว้... ต่อจากนี้ไป เวลาของเธอเป็นของฉัน” สิบทิศเอ่ยเน้นทีละคำ “ทุกนาที ทุกวินาที จนกว่างานจะจบหรือจนกว่าฉันจะเบื่อ”
เขาก้มลงกระซิบที่ข้างหูเธอ ลมหายใจร้อนผ่าวเป่ารดต้นคอจนน้ำอุ่นขนลุกเกรียว
“เตรียมตัวให้ดีนะเมียรัก เพราะคราวนี้ ฉันจะรื้อฟื้นความทรงจำทุกอย่าง โดยเฉพาะเรื่องบนเตียงที่เธอชอบนักหนา”
น้ำอุ่นตัวแข็งทื่อ รังเกียจสัมผัสและคำพูดของเขาจนแทบอาเจียน แต่ทำได้เพียงยืนนิ่งกำหมัดแน่น
สิบทิศผละออก ยิ้มเยาะอย่างผู้กำชัยชนะ ก่อนจะหันไปพยักหน้าให้ตุลย์
“ขอบคุณที่ให้ความร่วมมือครับ คุณตุลย์ หวังว่าเราจะร่วมงานกันอย่างราบรื่น และไม่ต้องห่วง หุ้นส่วนกับลูกค้าของคุณจะกลับมาเหมือนเดิมภายใน 5 นาที”
พูดจบเขาก็หมุนตัวเดินออกจากห้องประชุมไปอย่างสง่าผ่าเผย ตามด้วยลูกน้องนับสิบคนที่เดินตามหลังไปราวกับขบวนเสด็จ
ทันทีที่ประตูห้องปิดลง น้ำอุ่นก็เข่าอ่อนทรุดฮวบลงกับพื้น ท่ามกลางความตกใจของตุลย์ที่รีบวิ่งเข้ามาประคอง
“เพียงรัก เป็นยังไงบ้าง ผมขอโทษ ผมขอโทษที่ปกป้องคุณไม่ได้” ตุลย์เอ่ยด้วยความรู้สึกผิดจับใจ
น้ำอุ่นส่ายหน้าทั้งน้ำตาที่เริ่มไหลรินออกมาเงียบ ๆ ความเข้มแข็งที่สร้างมาพังทลายลงในพริบตา
“ไม่เป็นไรค่ะบอสไม่เป็นไร” เธอกัดฟันพูด เสียงสั่นเครือ “ฉันตัดสินใจแล้ว ฉันจะสู้”
เธอยกมือขึ้นปาดน้ำตาแววตาแข็งกร้าวขึ้นมาอีกครั้งท่ามกลางคราบน้ำตา
“เขาคิดว่าใช้เงินและอำนาจบีบฉันได้ แต่เขาคิดผิดแล้ว”
น้ำอุ่นลุกขึ้นยืนด้วยการพยุงของตุลย์ เธอจัดเสื้อผ้าให้เข้าที่ สูดลมหายใจเข้าปอดลึก ๆ เพื่อเรียกวิญญาณนางพญากลับคืนร่าง
“ถ้าเขาอยากเล่นเกมกับฉันนัก ฉันก็จะเล่นให้สมใจ แต่คราวนี้ ฉันจะไม่ใช่เหยื่อที่รอให้เขาขย้ำฝ่ายเดียวแน่”
เธอหันไปมองประตูที่สิบทิศเพิ่งเดินออกไป แววตาเต็มไปด้วยความอาฆาตมาดร้าย
“คอยดูเถอะสิบทิศ ฉันจะทำให้คุณรู้ว่า นรกบนดินมันเป็นยังไง!”