ควันบุหรี่สีเทาจาง ๆ ลอยอ้อยอิ่งคว้างอยู่กลางอากาศภายในห้องทำงานกว้างขวางบนชั้นสูงสุดของ Prince Club
แสงไฟสลัวจากโคมไฟระย้าคริสตัลสาดส่องกระทบเฟอร์นิเจอร์ไม้สักทองและโซฟาหนังแท้สีดำมันขลับ สร้างบรรยากาศที่ทั้งหรูหราและกดดันในเวลาเดียวกัน
สิบทิศทอดกายเอนหลังพิงพนักเก้าอี้ทำงานตัวใหญ่ ขาข้างหนึ่งยกขึ้นไขว่ห้างด้วยท่าทีผ่อนคลายทว่าแฝงไปด้วยอำนาจ
นัยน์ตาคมกริบดุจพญาเหยี่ยวจับจ้องไปที่หน้าจอแท็บเล็ตขนาดใหญ่ที่วางตั้งอยู่บนโต๊ะเบื้องหน้า นิ้วแกร่งที่มีรอยสักรูปงูพันรอบข้อมือเคาะลงบนที่วางแขนเป็นจังหวะเชื่องช้า
ภาพบนหน้าจอกำลังฉายวิดีโอสัมภาษณ์ซ้ำไปซ้ำมา เป็นรอบที่สิบ
หญิงสาวในชุดเดรสกำมะหยี่สีดำขับผิวขาวผ่องยืนโดดเด่นอยู่ท่ามกลางแสงแฟลช
ใบหน้าสวยเฉี่ยวเชิดขึ้นเล็กน้อย ริมฝีปากเคลือบสีแดงสดแย้มยิ้มด้วยความมั่นใจ แววตาที่มองกล้องนั้นพราวระยับและทรงพลัง ราวกับนางพญาที่กำลังมองดูอาณาจักรของตนเอง
“ความภักดีของดิฉัน ซื้อไม่ได้ด้วยเงินค่ะ ถ้าใจไม่แลกใจ ดิฉันก็ไม่ทำงานให้”
เสียงหวานใสแต่หนักแน่นกังวานออกมาจากลำโพงอีกครั้ง
สิบทิศกดหยุดภาพวิดีโอไว้ที่วินาทีนั้น วินาทีที่เธอกำลังสบตากับกล้อง ซึ่งให้ความรู้สึกเหมือนเธอกำลังจ้องมองมาที่เขาโดยตรง ผ่านหน้าจอและกาลเวลา
“เพียงรัก”
ชายหนุ่มพึมพำชื่อนั้นออกมาด้วยน้ำเสียงที่เจือไปด้วยความสับสนและประหลาดใจ
รอยยิ้มหยันที่มักจะประดับอยู่บนใบหน้าของเขาเลือนหายไป เหลือเพียงคิ้วเข้มที่ขมวดมุ่นเข้าหากันจนเป็นปม
เขาจำเธอได้ แน่นอนว่าต้องจำได้ ผู้หญิงหน้าโง่ที่ยอมเอาตัวเข้าแลกเพื่อจับเขา
ผู้หญิงที่วัน ๆ เอาแต่นั่งร้องไห้ฟูมฟายเรียกร้องความสนใจ ผู้หญิงที่แววตามีแต่ความหวาดกลัวและโหยหาความรักจากเขาเหมือนลูกหมาหลงทาง
แต่ผู้หญิงในจอนี้... คือใคร?
แววตาขี้ขลาดหายไปไหน? ความอ่อนแอที่น่ารำคาญถูกทิ้งไว้ที่ใด?
สิ่งที่เขาเห็นตรงหน้ามีเพียงผู้หญิงที่เต็มเปี่ยมไปด้วยเสน่ห์เย้ายวน ความฉลาดเฉลียวที่ฉายชัดออกมาจากแววตา และความอันตราย ที่ทำให้เลือดในกายของนักล่าอย่างเขาพลุ่งพล่าน
ความเปลี่ยนแปลงนี้มันมากเกินไป มากจนน่าสงสัย ราวกับเป็นคนละคน
ก๊อก ก๊อก ก๊อก
เสียงเคาะประตูไม้สักดังขึ้นเบา ๆ ก่อนจะถูกผลักเข้ามา พร้อมกับการปรากฏตัวของ เจษมือขวาคนสนิทที่เดินเข้ามาพร้อมแฟ้มเอกสารสีดำในมือ
“ขออนุญาตครับนาย” เจษเอ่ยเสียงเรียบ เดินเข้ามายืนหยุดอยู่หน้าโต๊ะทำงานด้วยท่าทีสำรวม
สิบทิศละสายตาจากหน้าจอแท็บเล็ต เงยหน้าขึ้นมองลูกน้อง
“ได้เรื่องไหม?”
เจษพยักหน้าเล็กน้อย วางแฟ้มเอกสารลงบนโต๊ะตรงหน้าเจ้านาย
“ข้อมูลทั้งหมดที่นายให้ไปสืบอยู่ในนี้ครับ”
สิบทิศเอื้อมมือไปหยิบแฟ้มขึ้นมาเปิดอ่าน ดวงตาเทากวาดมองตัวหนังสือบนกระดาษอย่างรวดเร็ว แต่ละเอียดถี่ถ้วนทุกบรรทัด
“เพียงรักปัจจุบันดำรงตำแหน่ง Strategic Director ของบริษัท Aura Communications... ประสบความสำเร็จในการรีแบรนด์สินค้ามากว่า 50 แบรนด์ ได้รับรางวัลนักการตลาดดาวรุ่งแห่งปี”
สิบทิศอ่านออกเสียงเบา ๆ ก่อนจะแค่นหัวเราะในลำคอ
“เก่งนี่... เก่งจนเหลือเชื่อ สำหรับผู้หญิงที่จบแค่ ม.6 และเคยทำเป็นแค่ชงเหล้า”
เขาเงยหน้ามองเจษ แววตาจับผิดฉายชัด
“ใครอยู่เบื้องหลังเธอ?”
เจษชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะตอบด้วยน้ำเสียงที่มั่นคงแต่แฝงความหนักใจ
“ไม่มีครับนาย”
“หมายความว่าไงว่าไม่มี?”
สิบทิศเสียงเข้มขึ้น ปิดแฟ้มลงเสียงดัง ปัง!
“ผู้หญิงตัวคนเดียว หอบลูกหนีไปตอนท้อง 5 เดือน ไม่มีเงิน ไม่มีเส้นสาย จะปีนขึ้นมาอยู่จุดนี้ได้ยังไงภายใน 6 ปี? อย่ามาบอกนะว่าเธอสร้างมันด้วยตัวเอง ฉันไม่เชื่อ!”
ในความคิดของสิบทิศ โลกใบนี้ขับเคลื่อนด้วยอำนาจและผลประโยชน์ ผู้หญิงสวย ๆ อย่างเพียงรัก
ถ้าไม่มีเสี่ยเลี้ยงดู หรือไม่มีผู้ชายคอยหนุนหลัง เป็นไปไม่ได้ที่จะก้าวกระโดดได้เร็วขนาดนี้ เขาปักใจเชื่อว่าเธอต้องมี ‘ใครสักคน’ ซ่อนอยู่แน่ ๆ
“ผมตรวจสอบเส้นทางการเงินและประวัติความสัมพันธ์อย่างละเอียดแล้วครับ” เจษอธิบายอย่างใจเย็น “เธอเริ่มจากรับงานแปลเอกสาร เขียนคอนเทนต์ แล้วสมัครงานในตำแหน่งเล็ก ๆ ไต่เต้าขึ้นมาด้วยผลงานล้วน ๆ ไม่มีประวัติการโอนเงินผิดปกติ หรือความสัมพันธ์ชู้สาวกับผู้มีอิทธิพลคนไหนเลยครับ”
สิบทิศนิ่งงันไป ข้อมูลที่ได้รับขัดแย้งกับสัญชาตญาณและความเชื่อของเขาอย่างรุนแรง
“แล้วเรื่องผู้ชายล่ะ?” เขาถามย้ำ หรี่ตามองลูกน้อง “สวยขนาดนี้ แซ่บขนาดนี้ ไม่มีผู้ชายมาติดพันเลยหรือไง?”
“มีคนเข้ามาจีบเยอะมากครับ ทั้งนักธุรกิจ ไฮโซ หรือแม้แต่ดารา” เจษรายงานตามความจริง “แต่เธอปฏิเสธทุกคน เธอวางตัวดีมากครับ ไม่เคยไปทานข้าวสองต่อสองกับใคร เลิกงานก็รีบกลับไปรับลูกที่โรงเรียน ชีวิตเธอมีแค่ งาน กับ ลูก ครับ”
คำว่า ‘ลูก’ ทำให้บรรยากาศในห้องเงียบสงัดลงชั่วอึดใจ
สิบทิศเหลือบตามองรูปถ่ายใบเล็กที่แนบมาในแฟ้ม เป็นรูปแอบถ่ายขณะที่เพียงรักกำลังจูงมือเด็กชายตัวน้อยในชุดนักเรียนเดินออกจากโรงเรียน
เด็กชายที่มีใบหน้าถอดแบบเขามาทุกกระเบียดนิ้ว
ความรู้สึกประหลาดวูบผ่านเข้ามาในอก ไม่ใช่ความรัก ไม่ใช่ความผูกพัน แต่มันคือความรู้สึก ‘เป็นเจ้าของ’
เลือดเนื้อเชื้อไขของเขา เด็กที่เขาเคยคิดจะให้เธอไปเอาออก แต่เธอกลับรั้นจะเก็บไว้
“เด็กนั่น... ชื่ออะไรนะ?” เขาถามเสียงเรียบ พยายามไม่แสดงอารมณ์
“ชลธี ครับ ชื่อเล่น น้องชล อายุ 6 ขวบ เรียนอยู่ที่โรงเรียนนานาชาติเกรดเอ เป็นเด็กฉลาดมากครับ ผลการเรียนท็อปของชั้นปี” เจษตอบ พร้อมลอบสังเกตสีหน้าเจ้านาย
“หึ!” สิบทิศกระตุกยิ้มมุมปาก “ฉลาดงั้นเหรอ? คงได้เชื้อพ่อไปเยอะสินะ”
เขาหยิบรูปถ่ายใบนั้นขึ้นมาดูใกล้ ๆ นิ้วโป้งลูบไล้ไปที่ใบหน้าของเด็กชาย ก่อนจะเลื่อนไปหยุดที่ใบหน้าของหญิงสาวข้าง ๆ
รอยยิ้มของเพียงรักในรูปนี้ช่างแตกต่างจากรอยยิ้มจอมปลอมที่เธอใช้ในงานสังคม มันเป็นรอยยิ้มที่อ่อนโยน อบอุ่น และเต็มไปด้วยความรัก ความรักที่เขาไม่เคยได้รับ และไม่เคยคิดจะให้ใคร
“เธอเปลี่ยนไปมากจริง ๆ นะเจษ”
สิบทิศวางรูปลง แล้วเอนหลังพิงพนักเก้าอี้อีกครั้ง ยกมือขึ้นลูบคางอย่างใช้ความคิด
“ครับนาย เปลี่ยนไปจนน่าตกใจ เหมือนเป็นคนละคน”
“รู้ไหม...”
สิบทิศเอ่ยขึ้น ลุกขึ้นยืนแล้วเดินไปหยุดที่หน้ากระจกบานใหญ่ ทอดสายตามองลงไปยังแสงสีของกรุงเทพฯ ยามค่ำคืน
“ตอนที่เธอร้องไห้ฟูมฟายเกาะแข้งเกาะขาฉัน ฉันรู้สึกรำคาญและขยะแขยงจนไม่อยากมองหน้า”
เขาหันกลับมา แววตาดุจนักล่าที่เจอเหยื่อที่สมน้ำสมเนื้อ
“แต่พอเธอกลายเป็นแบบนี้ เป็นผู้หญิงที่หยิ่งผยอง ปีกกล้าขาแข็ง และทำเหมือนว่าโลกนี้ไม่มีฉันเธอก็อยู่ได้ มันกลับทำให้ฉันรู้สึก ‘อยาก’ ขึ้นมา”
เจษกลืนน้ำลายลงคออึกใหญ่ รู้ดีว่าคำว่า ‘อยาก’ ของสิบทิศ หมายถึงหายนะของใครบางคน
“นายจะทำยังไงต่อครับ?”
สิบทิศเดินกลับมาที่โต๊ะ หยิบแก้ววิสกี้ขึ้นมาเขย่าเบา ๆ ให้น้ำแข็งกระทบกันเกิดเสียงดังกริ๊ก ก่อนจะยกขึ้นจิบ รสชาติขมปร่าบาดคอทำให้เขารู้สึกตื่นตัว
“ในเมื่อเธอเก่งนัก ฉันก็อยากจะเห็นกับตาว่าเก่งจริงอย่างที่คุยหรือเปล่า หรือก็แค่ภาพลวงตาที่สร้างขึ้นมาหลอกพวกหน้าโง่”
เขาวางแก้วลง สายตาจับจ้องไปที่หน้าจอแท็บเล็ตอีกครั้ง ภาพของเพียงรักที่กำลังเชิดหน้าอย่างถือดีปลุกสัญชาตญาณดิบในตัวเขาให้ตื่นเพลิด
“เธอไม่มีสามีใหม่ใช่ไหม?” เขาถามย้ำเพื่อความแน่ใจ
“ครับ ยืนยันว่าโสดสนิท”
“ดี” รอยยิ้มร้ายกาจปรากฏขึ้นบนใบหน้าหล่อเหลา “ถ้างั้นตำแหน่ง ‘คนข้างกาย’ ของเธอก็ยังว่างสินะ”
“นาย... จะกลับไปคืนดีกับเธอเหรอครับ?” เจษถามด้วยความตกใจ
“คืนดี?” สิบทิศหัวเราะลั่น เสียงหัวเราะดังก้องไปทั่วห้อง “คนอย่างสิบทิศไม่มีคำว่าเดินถอยหลังไปเก็บของเก่ากินหรอกเว้ยเจษ แต่สำหรับเพียงรักในตอนนี้ เธอไม่ใช่ของเก่าเน่าเปื่อยคนเดิมแล้ว”
เขาเดินอ้อมโต๊ะมาหยุดตรงหน้าลูกน้อง นัยน์ตาฉายแววเจ้าเล่ห์เพทุบาย
“เธอคือของเล่นชิ้นใหม่ที่น่าสนใจต่างหาก สวย รวย เก่ง แถมยังพยศได้ใจ ฉันอยากรู้นักว่าถ้าฉันดึงเธอกลับลงมาอยู่ใต้ร่างฉันอีกครั้ง คราวนี้เธอจะร้องครางชื่อฉันด้วยน้ำเสียงแบบไหน จะน่ารำคาญเหมือนเดิม หรือจะเร้าใจกว่าเดิม”
สิบทิศหยิบแฟ้มเอกสารขึ้นมาโยนใส่เจษเบา ๆ
“พรุ่งนี้เช้า ติดต่อไปที่บริษัทของเธอ ยื่นข้อเสนอจ้างงาน PR โปรเจกต์กาสิโนคอมเพล็กซ์ของเรา งบประมาณไม่อั้น แต่มีข้อแม้ข้อเดียว”
เขาเว้นจังหวะ โน้มหน้าเข้าไปกระซิบเสียงเหี้ยม
“คนที่ต้องมาดูแลโปรเจกต์นี้ และต้องมารายงานความคืบหน้ากับฉันแบบตัวต่อตัวต้องเป็น เพียงรัก คนเดียวเท่านั้น”
“แล้วถ้าเธอปฏิเสธล่ะครับ?” เจษถามดักคอ เพราะรู้นิสัยของเพียงรักคนใหม่ดีว่าเธอคงไม่อยากข้องแวะกับสิบทิศ
สิบทิศเหยียดยิ้มเย็นยะเยือก แววตาคมกริบเปล่งประกายอำมหิตแบบฉบับมาเฟียผู้ไม่เคยถูกขัดใจ
“ก็บอกเธอไป ว่าถ้าเธอไม่รับงานนี้ ฉันจะใช้อำนาจที่มีทั้งหมด บดขยี้บริษัทที่เธอรักนักรักหนาให้แหลกคามือ ภายใน 24 ชั่วโมง!”
สิ้นคำสั่งเด็ดขาด สิบทิศหันกลับไปมองวิวเมืองหลวงอีกครั้ง ในใจจินตนาการถึงใบหน้าตื่นตระหนกของหญิงสาวเมื่อต้องกลับมาเผชิญหน้ากับเขา
มังกรหนุ่มได้เลือกเหยื่อแล้ว และกรงขังแห่งใหม่ที่เขาสร้างขึ้น จะแข็งแกร่งและเร่าร้อนกว่าเดิม จนเธอไม่มีวันหนีรอดไปได้อีกตลอดกาล
“เจอกันเร็ว ๆ นี้... อดีตเมียตัวร้าย”