“เราจะไปไหนกันคะพี่ต้นกล้า” กรรณิการ์จะเรียกอธิปว่าพี่กล้าบ้าง พี่ต้นกล้าบ้างแล้วแต่อารมณ์ตอนนั้นว่าอยากเรียกชื่อเขาแบบสั้นๆ หรือยาว
“กรุงเทพฯ พี่มีธุระที่โน่นสักสามสี่วัน ถือว่ากรรณตามพี่ไปเป็นเลขาแล้วกัน” อธิปตอบในขณะจอดรถพวกเขาไปถึงสนามบินภูเก็ตแล้วเพื่อเดินทางต่อไปยังกรุงเทพมหานคร
“สามสี่วันเลยเหรอคะ แต่กรรณเตรียมเสื้อผ้ามาไม่เยอะ” หญิงสาวบวกลบคูณหารว่าจะทำอย่างไร เธอคิดว่าเขาจะไปกระบี่จึงไม่ได้เตรียมอะไรมาเยอะ อธิปเองก็ทำท่าเครียดจนเธอไม่กล้าถามซอกแซกอะไรมากด้วย
“ไปหาเอาที่โน่นก็ได้ กรุงเทพฯ ของใช้ส่วนตัวไม่ได้หายาก ไปถึงเรายังพอมีเวลาไปซื้อของที่ขาด” ชายหนุ่มก้าวยาวๆ เข้าไปในตัวอาคารท่าอากาศยานนานาชาติภูเก็ต เขาหิ้วเป้ของหญิงสาวไปให้แล้วให้เจ้าตัวหอบไปแค่กระเป๋าถักสะพายข้างใบเล็กๆ ส่วนสัมภาระของเขาไม่มีอะไรเพราะเขามีเสื้อผ้าที่บ้านกรุงเทพฯ พอๆ กับที่นี่
คงเขตยืนรออยู่ด้านหน้าเคาเตอร์เช็คอิน ในมือถือตั๋วเครื่องบินสองใบระบุชื่อของอธิปและกรรณิการ์เรียบร้อย
“ได้บินไฟล์ทสี่ทุ่มอีกสองชั่วโมงแน่ะ นายพอมีเวลากินข้าว ช้อปปิ้งสบายๆ ก่อนขึ้นเครื่อง น้องกรรณพี่ขอบัตรประชาชนครับเดี๋ยวพี่ไปเช็คอินให้”
ท้ายประโยคคงเขตคุยกับหญิงสาว เธอจึงรีบเปิดกระเป๋าเงินส่งบัตรประชาชนให้แบบงงๆ
“คนที่จะช้อปคงไม่ใช่ผมหรอก โน่นแน่ะบ่นว่าเอาเสื้อผ้ามาไม่พอใช้” อธิปหันไปทางคนที่มาด้วย แต่กรรณิการ์ถอนใจแล้วแย้ง
“แหม... ในเกตยังกะมันมีร้านเสื้อผ้าแน่ะค่ะคุณพี่ ว่าแต่ว่ากรรณหิวค่ะ ขอตัวไปหาอะไรทานก่อนขึ้นเครื่องได้ไหมคะ”
“เดี๋ยวไปด้วยกัน รอเข้าเกตก่อนจะได้หาร้านนั่งยาวๆ หรือจะนั่งในเลาจน์ก็ได้” อธิปห้ามไว้
ระหว่างรอคงเขตไปเช็คอินอธิปนั่งทำงานผ่านไอแพดซึ่งส่วนมากเป็นการอ่านอีเมลจากคู่ค้าและอีเมลธุรกิจอื่นๆ ที่คงเขตยังไม่ได้สอนให้กรรณิการ์รับช่วงงานต่อในส่วนนี้
“พี่ขอเมลของกรรณหน่อยครับ ส่งมาทางไลน์ก็ได้”
“ค่ะพี่กล้า ส่งแล้ว” กรรณิการ์ส่งอีเมลแอดเดรสให้ผ่านทางแอพพลิเคชั่นไลน์ ไม่นานสักครู่ก็มีอีเมลที่ถูก CC ส่งต่อมาจากอธิปและคงเขต
“ต่อไปพี่จะเอาเมลของกรรณเป็นหนึ่งในซีซีที่จะต้องส่งต่อมาจากสำนักงานของเรานะ จะมาจากสองออฟฟิศหลักคือฟาร์มมุกกับบริษัทรังนก”
“ฟาร์มมุกเราเป็นคนบริหารหลักเหรอคะ กรรณนึกว่ามันเป็นของบ้านลุงคินซะอีก” ลุงคินที่หญิงสาวพูดถึงคือคิรินทร์ ญาติสนิทอีกคนของอธิป คิรินทร์เป็นลูกพี่ลูกน้องของศิวัช บิดาของอธิป นอกจากนี้คิรินทร์ยังแต่งงานกับอรุณประภา ซึ่งเป็นพี่สาวฝาแฝดของอรุณีมาลามารดาของอธิปอีกด้วย
“ฟาร์มมุกมีสองส่วนน่ะ ส่วนแรกเป็นฟาร์มที่ใช้เพาะเลี้ยงกับรับซื้อหอยมุกจากชาวบ้าน ตรงนั้นลุงคินกับลูกๆ เขาดูแลเองร้อยเปอร์เซ็นต์ อีกส่วนเป็นบริษัทลูกที่เปิดแยกตัวมาทำการตลาด คือการผลิตชิ้นงานและเครื่องประดับจากไข่มุกและจัดจำหน่าย ตรงนี้จะมีหลายหุ้น สามหุ้นหลักคือลุงคิน ลุงเมฆกับพ่อพี่สามคนถือหุ้นคนละสามสิบเปอร์เซ็นต์ อีกสิบเปอร์เซ็นต์เป็นของปู่ภาคย์ที่ยกให้พี่ถือต่อ”
นอกจากเป็นผู้ถือหุ้นสิบเปอร์เซ็นต์แล้วอธิปยังมีตำแหน่งเป็นประธานกรรมการบริหารในส่วนนี้อีกด้วย เพราะหุ้นใหญ่สามคนบอกว่าไม่มีเวลาดูแล นั่นเป็นคำตอบว่าทำไมเขาจึงต้องไปกระบี่บ่อยๆ เพราะสำนักงานหลักอยู่ที่กระบี่และมีหน้าร้านทั้งที่กระบี่และภูเก็ต ซึ่งปกติอธิปจะเข้าสำนักงานหลักสองสามวันต่อสองสัปดาห์ หรือไปเดือนละสองครั้งนั่นเอง
“ค่ะพี่ กรรณเข้าใจละ ปกติพี่เขตทำงานที่กระบี่ด้วยไหมคะ”
“ใช่ แต่ต่อไปพี่จะเริ่มให้กรรณมาเรียนงานทีละส่วน ไม่ต้องเครียด ทำใจสบายๆ” เขารีบพูดเมื่อเห็นเธอทำสีหน้าตั้งอกตั้งใจมาก
“ไปกันเถอะ” อธิปบอกเมื่อเห็นคงเขตเดินกลับมา พร้อมกับบอร์ดดิ้งพาสที่พิมพ์ออกมาเรียบร้อย
“ไม่มีโหลดกระเป๋าใช่ไหม นายกับน้องกรรณเข้าเกตได้เลย”
“เออ ฝากประชุมพรุ่งนี้ด้วยล่ะ” อธิปสั่งงานที่คงเขตจะต้องเข้าประชุมผู้ถือสัมปทานเกาะรังนกแทนตนเอง
“ได้ไม่ต้องห่วง”
#############
หลังจากที่รอขึ้นเครื่องในเลานจ์ของสายการบิน ทั้งสองก็ออกมาขึ้นเครื่องหลังจากที่ได้ยินเสียงประกาศเตือน
“ถ้ากรรณไปเองคงไม่ขึ้นสายการบินนี้แน่ค่ะ ตั๋วแพงจัง นั่งแค่แปบเดียวไม่ถึงสองชั่วโมงก็ถึง” กรรณิการ์ดูบอร์ดดิ้งพาสในมือชวนคุยตามปกตินิสัยของเธอ
“แล้วตอนเรามาจากอังกฤษอย่าบอกนะว่ามาชั้นประหยัด” อธิปทำหน้าแปลกใจ
“โห... นั่นก็หลายชั่วโมงค่ะ กรรณขึ้นชั้นประหยัดไม่ไหวหรอกแต่กรรณก็ทำงานพิเศษเก็บเงินสมทบค่าตั๋วนะคะ เกรงใจคุณปู่คุณย่าไม่อยากฟุ่มเฟือย” กรรณิการ์ทำงานพิเศษเป็นพนักงานเสริฟในร้านอาหารไทยที่ลอนดอนสัปดาห์ละสามวัน ซึ่งร้านดังกล่าวอธิปเองก็รู้จักกับเจ้าของดีเพราะเป็นเพื่อนของอิงควัตลุงของเขาเอง
“เอาเถอะ ทำงานกับพี่ก็ถือว่านี่เป็นสวัสดิการพนักงาน พี่จ่ายให้ได้” เขาไม่เคยแบ่งแยกอยู่แล้วว่าต้องแยกนั่งคนละชั้นกับพนักงานของตัวเอง ปกติคนที่ต้องเดินทางไปไหนมาไหนด้วยกันก็มีแต่คนสนิทในระดับหนึ่ง สนิทกึ่งเป็นเครือญาติมาแต่ไหนแต่ไรอยู่แล้ว
“จริงนะคะ รวมถึงของที่ต้องไปซื้อที่โน่นด้วยเลยไหม” กรรณิการ์ตาโตเสียงใส ความอายุน้อยทำให้กิริยานั้นดูน่าเอ็นดูในสายตาของคนที่พบเจอเสมอ
“ก็ด้วย ทำตัวดีๆ ก็จะมีพ็อกเก็ตมันนี่นอกเหนือจากเบี้ยเลี้ยงให้ด้วย” อธิปมักจะใช้เงินแก้ปัญหาเสมอและคราวนี้ก็เช่นกัน
“ขอบคุณค่า กรรณจะเป็นเด็กดี หนูจะเป็นเด็กดีค่ะหนูสัญญา”
เธอพูดปนหัวเราะ ขณะที่เดินขึ้นเครื่องอธิปให้หญิงสาวเดินนำหน้า โดยที่ในเที่ยวบินนี้เป็นเครื่องบินขนาดเล็กแถวละสองที่นั่ง มีระยะห่างแต่ละแถวไม่แคบมากนัก โดยเฉพาะสำหรับผู้หญิงนั่งถือว่าเหยียดเท้าได้สบาย
พวกเขาปฏิเสธอาหารบนเครื่องเพราะยังอิ่มมาจากในเลาจน์ รับแต่เพียงเครื่องดื่มซึ่งกรรณิการ์ขอเป็นน้ำเปล่าขวดเดียว หญิงสาวปิดปากหาวหลังจากที่เครื่องเทคออฟเรียบร้อย
“ง่วงก็นอนได้เลย” เสียงห้าวบอกมาเรียบๆ เขามองเห็นว่าเธอนั่งยุกยิกมาหลายนาทีแล้ว
“ไม่ดีกว่าค่ะเดี๋ยวก็ถึงแล้ว” เที่ยวบินนี้ใช้เวลาแค่เก้าสิบนาทีก็ไปถึงสนามบินสุวรรณภูมิ ใครจะไปหลับกันเธอคิดในใจ
“ตามใจ” อธิปเอนตัวพิงพนักหลับตาลงไม่สนใจอีกฝ่ายอีก เขาหลับไปจริงๆ ไม่รู้ว่านานเท่าไหร่จนรู้สึกตัวตื่นเพราะคนที่มาด้วยกันเอียงมาพิงแขนเขาและเธอหลับสนิท
“อ้าว ไหนบอกว่าจะไม่นอน” เขาพึมพำใช้มืออีกข้างยกโทรศัพท์ดูเวลา ก็เห็นว่าใกล้ถึงแล้ว พอดีกับที่มีเสียงประกาศในตัวเครื่องว่าอีกสิบห้านาทีเครื่องจะทำการลงจอดที่สนามบินสุวรรณภูมิ
กรรณิการ์ขยับตัวงัวเงียเพราะเสียงดังจ้อกแจ้กจอแจรอบตัว เธอลืมตาปริบๆ เมื่อรู้ว่าตัวเองหลับมาพิงแขนเขา
“โทษทีค่ะ จะถึงแล้วเหรอคะ”
“ฮื่อ เตรียมตัวลงได้แล้ว ปิดมือถือคาดเบลล์เดี๋ยวค่อยไปนอนต่อที่บ้าน”