“มันร้ายกว่าที่เราคิดไว้มากเลยนะ” ทันทีที่มาถึงบ้านและเข้าห้องพักแขกแล้วลักษณาก็เอ่ยขึ้นทันที
“เห็นไหม ฉันบอกแล้วว่ามันร้ายเธอจะไปเห็นใจมันทำไม สลดที่ไหนกันละหน้าด้านหน้าทนขนาดนั้น” พิรัลพัชรเออออ
“ฉันจะฟ้องต้นกล้า ให้เขารู้ว่ายายนี่มันปากคอร้ายมาก มันด่าว่าพวกเราแก่ได้ยังไง ฉันไม่ยอม” ฤดีมาศยังคงอารมณ์คุกรุ่น
“แกอย่าเพิ่งฟ้อง จะให้ต้นกล้ามาว่าเราเหรอว่าเราตั้งใจแกล้งมันน่ะ” พิรัลพัชรห้ามเพื่อนทันที เกรงว่าฤดีมาศจะทำเสียเรื่อง
“เออน่ะ ว่าแต่มันพักอยู่ที่นี่ด้วยหรือเปล่า”
“สายของฉันบอกว่ามันอยู่ที่นี่ ห้องมันอยู่ชั้นบนด้วยเหมือนของต้นกล้า” พิรัลพัชรพูดอย่างโมโห คิดเรื่องนี้ทีไรเธอก็หงุดหงิดทุกครั้ง ทีเวลาพวกเธอมาที่นี่อธิปจะจัดห้องนอนข้างล่างให้ โดยที่เขาบอกว่าเป็นโซนห้องนอนแขกที่ถูกจัดไว้แล้ว ส่วนชั้นบนเป็นพื้นที่ส่วนตัวของครอบครัวเขา แล้วยายเด็กนี่มันเป็นครอบครัวเขาตั้งแต่เมื่อไหร่ กาฝากชัดๆ เธอคิดในใจ
“แล้วพ่อแม่พี่น้องต้นกล้าเขาไม่ว่าอะไรเลยเหรอ ที่ให้มันมาอยู่ที่นี่กับต้นกล้าตามลำพังสองต่อสอง” ลักษณาถามขึ้นบ้าง
“ฉันก็สงสัยเหมือนกัน แต่คิดว่าอาจจะเป็นเรื่องมรดกก็ได้นะเธอ” พิรัลพัชรเคยไปหาอรุณีมาลามาแล้วที่กรุงเทพฯ โดยทำทีเป็นพบกันโดยบังเอิญและถามถึงอธิป เป็นเชิงห่วงว่าเขาอยู่ที่ระนองคนเดียวใครจะดูแลเรื่องความเป็นอยู่ มารดาของอดีตคนรักก็ตอบตามจริงว่าอธิปไม่ได้ตัวคนเดียวขนาดนั้น คนเต็มบ้านทั้งลูกจ้างทั้งกรรณิการ์คนที่มีศักดิ์เป็นหลานสาวเป็นน้องของอธิปเองก็อยู่ด้วย
“ยังไงนะแก” ฤดีมาศขมวดคิ้ว
“อ้าว ก็เด็กนั่นได้ส่วนแบ่งในมรดกของคุณปู่ไปตั้งเยอะนะเธอ ทั้งบ้านที่นี่ เงินสดเป็นล้านๆ ไหนจะที่ดินบนเกาะพยามอีก นั่นน่ะทำเลทอง หรือว่าต้นกล้าอาจจะอยากได้มรดกคืนเลยแกล้งทำดีกับมันก็ได้”
“หมายความว่าต้นกล้าอาจจะรอจังหวะรวบหัวรวบหางมัน เพื่อเอามรดกคืนงั้นเหรอ เออก็เป็นไปได้นะ” ลักษณาเห็นด้วย
“ฉันก็ว่างั้นล่ะ ต้นกล้าไม่ใช่คนโง่ดูจากพินัยกรรมใครๆ ก็รู้ว่าคุณปู่อยากจับคู่ยายนั่นให้ต้นกล้าจะตาย ก็หลับหูหลับตาหลอกให้มันรักสักพักจะได้เซ็นยกสมบัติให้ก็ดีเหมือนกัน” พิรัลพัชรเดาใจอธิปในทางที่เธอคิดว่ามันเป็นไปได้ที่สุด
“งั้นพวกเราจะมาทำไมล่ะ ไหนๆ มันก็ไม่ใช่คนที่จะมาเทียบแกได้อยู่แล้วนะเป็ก” ฤดีมาศพูดต่ออย่างรู้ใจเพื่อน เธอรู้ดีว่าพิรัลพัชรอยากกลับมาคืนดีกับอธิปใจจะขาด แต่ก็ยังมีฟอร์มจัดด้วยการรอให้อธิปเป็นฝ่ายขอให้กลับมาคบกันอีกครั้ง
“ถึงจะอย่างนั้นเราก็ต้องมาคอยจับตาดูมัน ให้มันรู้ตัวว่ามันเป็นใคร ต้นกล้ากับพวกเราเป็นใคร จะมาตีตัวเสมอกันไม่ได้”
อธิปรู้เรื่องที่เกิดขึ้นที่สนามบินอย่างคร่าวๆ จากผู้จัดการร้านไข่มุกของครอบครัว ชายหนุ่มไม่ได้ว่าอะไรนอกจากรับฟังอย่างเงียบๆ
“ขอบใจที่บอก แค่นี้นะ”
เขานึกชมกรรณิการ์ที่แก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้ดี และไม่ได้เอาเรื่องนี้มาฟ้องแต่ก็รู้จักปกป้องตัวเองไม่ให้ใครมาแกล้งเช่นกัน
“มีอะไรเหรอคุณกล้า” คงเขตที่ทำงานอยู่ใกล้ๆ กันถามเมื่อเห็นสีหน้าของชายหนุ่ม
“ร้านมุกที่แอร์พอร์ตโทรมาบอกว่ากรรณถูกเป็กกี้กับเพื่อนๆ แกล้งให้ถือกระเป๋าให้ทั้งหมด” เขาพูดเสียงเรียบ
“อ้าว ผมบอกแล้วว่าคุณเป็กเธอมารอบนี้ไม่ได้มีเจตนาดีแน่ๆ แล้วคุณกรรณป่านนี้เป็นไงบ้างครับ”
อธิปเหลือบตามองคนที่เลือกข้างแบบออกนอกหน้า สีหน้าเขายังคงเรียบเฉยเหมือนไม่รู้สึกอะไร
“ก็ไม่ไง กรรณมาตามพนักงานที่ร้านมุกไปช่วยยกให้” ชายหนุ่มลุกขึ้นหยิบสูทที่พาดไว้ที่พนักเก้าอี้ทำท่าจะออกจากห้อง
“ผมจะกลับระนองเลยนะ มีอะไรก็ติดต่อไปทางโทรศัพท์” เห็นทีจะปล่อยให้กรรณิการ์ต้อนรับแขกคนเดียวไม่ได้แล้ว อธิปคิดในใจก่อนจะเร่งฝีเท้าเดินออกไปขึ้นรถยนต์ที่จอดอยู่ด้านนอก
###############
เย็นวันนั้นชายหนุ่มก็มีอันต้องปวดหูเมื่อเขาต้องฟังสาวสามแข่งกันเล่าเกี่ยวกับกรรณิการ์เด็กในปกครองของตนเอง
“มันไม่ได้นะกล้า จะให้เด็กที่ปีนเกลียวแบบนี้มาอยู่สบายๆ แบบนี้ไม่ได้ มันก็ยิ่งได้ใจสิ”
“ใช่เป็กพูดถูก ลักษ์ว่าต้นกล้าควรจะลงโทษเด็กคนนี้บ้าง ไม่งั้นใครเขาจะว่าเอาได้ว่าอุปการะเด็กเหลือขอไว้ทำไม”
อธิปยืดตัวตรงทันทีเมื่อได้ยินแบบนั้น เขาเห็นเงาคนแวบๆ ที่หน้าประตูคิดว่าน่าจะเป็นกรรณิการ์และเธอน่าจะได้ยินทั้งหมด
“เดี๋ยวนะอย่างแรกคือผมไม่ชอบให้ใครมาพูดว่ากรรณเป็นเด็กปีนเกลียวหรืออะไรแบบที่พวกเธอกล่าวหา”
“ต้นกล้า นี่เธอหลงมันขนาดนี้เลยเหรอ อย่าลืมสิว่าเราเป็นเพื่อนกันมากี่ปีแล้วคำพูดพวกฉันไม่มีน้ำหนักเหรอ” ฤดีมาศเสียงสูง
“ก็เพราะว่ารู้จักมาหลายปี ผมถึงรู้ว่าเพื่อนผมแต่ละคนเป็นยังไงน่ะสิ” อธิปพูดและหยุดมองหน้าทุกคนทีละคน สายตาเขาหยุดจ้องที่พิรัลพัชรนานจนฝ่ายนั้นเริ่มอึดอัด
“และการที่ว่าเราว่าใครสักคนว่าปีนเกลียวหรือเป็นเด็กเหลือขอ ก็เท่ากับว่าคนที่เลี้ยงเขามาว่าไม่ได้อบรมสั่งสอนดีพอ เท่ากับพวกเธอกำลังด่าปู่ย่าของผมอยู่นะซึ่งบอกเลยว่าผมไม่โอเค”
สามสาวมองหน้ากัน ความที่อยากใส่ไฟให้กรรณิการ์ดูไม่ดีมันมีมากจนลืมว่าจะลามปามถึงผู้ใหญ่ที่เคยเลี้ยงดูฝ่ายนั้นมา
“ก็... ขอโทษ เราลืมคิดไปแต่เราไม่ได้มีเจตนาว่าคุณปู่คุณย่าของต้นกล้านะ พวกเราขอโทษได้หรือเปล่าล่ะ”
อธิปฟังคำขอโทษที่ออกจากปากอดีตคนรัก ทำนองว่าขอโทษนะแต่ฉันไม่ผิดแล้วก็ได้แต่มองบน นึกดีใจที่ตอนนี้เขาและเธอไม่ได้ไปด้วยกันต่อในฐานะคนรัก เพราะดูแล้วทัศนคติไปกันคนละทางอย่างเห็นได้ชัด
“เราก็ขอโทษด้วยละกัน ก็คนมันโมโห ต้นกล้าน่าจะรู้ว่าสำหรับผู้หญิงการถูกด่าว่าแก่มันคือเรื่องใหญ่” ลักษณาออกตัวและฤดีมาศก็พยักหน้าเห็นด้วย
“ใช่ เราขอโทษถึงแม้ว่าเราจะไม่ได้เป็นคนเริ่มก็ตาม”
อธิปขยับแว่นไปมาก่อนจะสรุป “ก็ถ้าพวกเธอจะเลิกแล้วต่อกันฉันก็ไม่ได้ว่าอะไร ข้างนอกมีใครอยู่บ้างไปตามคุณกรรณมาทีสิ” เขาตะโกนเรียกสาวใช้ที่คอยฟังเสียงเรียกหาที่หน้าห้อง ครู่เดียวกรรณิการ์ก็เดินเข้ามาสีหน้าตึงไม่แพ้กัน
“ค่ะพี่กล้ามีอะไรจะใช้กรรณเหรอคะ”
“มานั่งนี่” เขาชี้ลงที่ว่างบนโซฟาข้างตัว หญิงสาวทำตามท่ามกลางสายตาที่จ้องมองมาจากเพื่อนสาวของเขาทั้งสามคน
“พี่อยากให้กรรณขอโทษเพื่อนพี่ที่เราไปล่วงเกิน ยังไงเขาก็ผู้ใหญ่กว่าเรา”
กรรณิการ์เม้มปากขณะที่สามสาวมองหน้าเธออย่างผู้ชนะ พลางเชิดหน้ารอรับคำขอโทษ
“กรรณ” อธิปลงเสียงหนัก กรรณิการ์มองหน้าเขาแต่ชายหนุ่มพยักหน้าให้ทำตามนั้น
“ค่ะ กรรณขอโทษคุณทั้งสามคนนะคะ ถ้าไปล่วงเกินอะไร” ตั้งใจทั้งนั้นค่ะ ก็สมควรแล้วนี่ ประโยคต่อมาเธอคิดในใจ
“เห็นแก่ต้นกล้า ฉันยกโทษให้เธอก็ได้ แต่ก็อย่าให้มีอีกละกัน” พิรัลพัชรพูดอย่างถือตัว
“ไม่มีอีกแน่ เพราะว่ากรรณจะไม่ได้อยู่ต้อนรับพวกเธอแล้ว” อธิปลุกขึ้นแล้วเรียกหญิงสาวให้ลุกตามท่ามกลางความงุนงงของเพื่อนเก่าทั้งสามคน
“ที่พวกเธอขอเรือกับไกด์นำเที่ยวไปเกาะพยาม ผมติดต่อให้แล้วอีกไม่เกินห้านาทีคงมาถึง ทำตัวตามสบายกันเลยนะอยากได้อะไรใช้พวกเขาได้เต็มที่ ส่วนผมกับกรรณเรามีเรื่องด่วนต้องไปจัดการยังไงก็ขอตัวเลยแล้วกัน กรรณไปได้แล้วเก็บกระเป๋าเสร็จหรือยัง” ชายหนุ่มหันมาถามคนที่ยังยืนงง
“จัดเสร็จแล้วค่ะ” ท่าทีหงอยๆ หายไปราวกับปลิดทิ้ง กรรณิการ์เดินตามอธิปออกไปอย่างร่าเริง สุดท้ายเธอหันมาโบกมือให้พิรัลพัชรก่อนจะออกจากห้องไปกับเจ้าของบ้านหนุ่ม
“บ๊ายบายนะคะ ขอให้สนุกค่ะป้า” ท้ายประโยคเธอไม่ออกเสียงแต่สามสาวเห็นและแปลความหมายได้ชัดเจน จนพิรัลพัชรได้แต่กำหมัดแน่นอย่างคับแค้นใจ