ตอนที่ 6 อุบัติเหตุ

1063 Words
บ่ายสามโมงตรง เธอเดินเข้าไปในห้องทำงานของบิดา เสียงเคาะประตูเบาๆ ดังขึ้นก่อนที่เธอจะผลักบานประตูเข้าไป “มาแล้วเหรอลัลน์ นั่งก่อนสิลูก” เสียงอบอุ่นของท่านดังขึ้นพร้อมรอยยิ้มอ่อนโยน “พ่อมีเรื่องด่วนเหรอคะ เห็นทีมเลขาฯ บอกว่าเกี่ยวกับเรื่องหุ้น” “ใช่” ชายสูงวัยวางแฟ้มบนโต๊ะ “พ่อเพิ่งได้รับแจ้งจากก้องภพว่าเค้าขอถอนหุ้นออกจากบริษัททั้งหมด และขายต่อให้ผู้ถือรายใหม่เรียบร้อยด้วย” “ขายให้ใครเหรอคะ” จักรินทร์หยิบเอกสารแผ่นหนึ่งส่งให้ “ชื่อเมฆินทร์ พัฒนไพศาล มิลเลอร์ ลูกครึ่งไทย–อเมริกัน เค้าถือหุ้นในหลายกิจการ รวมถึง...ไนต์คลับในกรุงเทพฯ” ลัลน์ลลิตเลิกคิ้วเล็กน้อยอย่างแปลกใจ “ไนต์คลับเหรอคะ? ดูเหมือนไม่น่าจะสนใจธุรกิจห้างสรรพสินค้าเลยนะคะ” “ใช่ พ่อเองก็แปลกใจเหมือนกัน แต่เค้าดูจะเป็นคนหนุ่มที่มีทุนหนา และคงเห็นโอกาสทางธุรกิจบางอย่างในบริษัทเรา พ่อเลยอยากให้ลัลน์ช่วยเตรียมข้อมูลภาพรวมตลาดไว้หน่อย เผื่อเค้าจะขอดูในการประชุมครั้งแรก” “ได้ค่ะพ่อ” เธอตอบรับด้วยน้ำเสียงสงบ ทั้งที่ในใจยังไม่เข้าใจว่าทำไมจู่ๆ หุ้นถึงเปลี่ยนมือรวดเร็วขนาดนั้น “อย่าเพิ่งพูดเรื่องนี้กับใครจนกว่าพ่อจะได้เจอเค้าโดยตรงนะลูก” “ลัลน์เข้าใจค่ะ” จักรินทร์ยิ้มบางๆ “พ่อมั่นใจว่าลัลน์จะช่วยให้พ่อคุยงานราบรื่นเหมือนเดิม พ่อดีใจที่ลูกกลับมาทำงานได้อีกครั้งนะ” หญิงสาวยิ้มตอบ แม้ในใจจะยังมีเงาเศร้าบางๆ จากเหตุการณ์ก่อนหน้า แต่กำลังใจจากบิดาก็ทำให้เธอเริ่มมีแรงก้าวต่อ หลังคุยกับบิดาเสร็จ เธอยืนอยู่หน้าทางเดินกระจกยาวที่เชื่อมต่อไปยังห้างสรรพสินค้า มองวิวเมืองใหญ่ที่คุ้นเคยด้วยสายตาเหม่อลอย ชื่อของผู้ถือหุ้นรายใหม่แวบเข้ามาในหัวอีกครั้ง แต่เธอก็ไม่ได้คิดอะไรมากนักคงเป็นเพียงนักลงทุนหนุ่มคนหนึ่งที่กำลังจะเข้ามาเปลี่ยนทิศทางของบริษัท หญิงสาวสูดหายใจลึก พยายามสลัดความกังวลทั้งหมดออกไป ก่อนจะก้าวกลับไปยังแผนกของตัวเองโดยไม่รู้เลยว่า...ชื่อที่เธอเพิ่งได้ยินเมื่อครู่กำลังจะกลายเป็นจุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ในชีวิตของเธอ... สองวันต่อมา กลิ่นกาแฟหอมกรุ่นอบอวลอยู่ทั่วร้านเล็กๆ ที่ตกแต่งด้วยโทนไม้สีอ่อนและกระจกบานใหญ่รับแสงยามบ่าย เสียงเครื่องบดเมล็ดกาแฟดังคลอเบาๆ ในจังหวะคงที่ ฟังดูสงบแต่ในอกของใครหลายคนกลับปั่นป่วนจนแทบหายใจไม่ทั่วท้อง ลัลน์ลลิตนั่งอยู่ริมหน้าต่าง มือเรียวประสานกันแน่นบนตัก ดวงตาก้มต่ำและเหม่อมองเงาแก้วกาแฟที่ค่อยๆ เย็นลงตรงหน้า ตรงข้ามคืออรดี เพื่อนสาวที่นั่งพิงเก้าอี้ด้วยสีหน้าเรียบเฉยแต่เต็มไปด้วยความกังวล ข้างกันคือพันทิวาเจ้าของร้าน ผู้ยังสวมผ้ากันเปื้อนอยู่แต่ยอมนั่งลงร่วมโต๊ะด้วย เพราะไม่อยากปล่อยให้เพื่อนต้องเผชิญหน้าเพียงลำพัง ไม่มีใครพูดกันมากนัก เสียงเพลงบรรเลงแนวแจ๊ซเบาๆ กลายเป็นเพียงฉากหลังของความอึดอัดที่จับต้องได้ “แน่ใจเหรอลัลน์ว่าอยากเจอมันจริงๆ” พันทิวาพูดขึ้นในที่สุด เสียงทุ้มต่ำของเธอเหมือนพยายามกดอารมณ์ที่คุกรุ่นไว้ภายใน ลัลน์ลลิตเงยหน้าขึ้นนิดหนึ่ง รอยยิ้มจางบนริมฝีปากดูทั้งอ่อนแรงและเข้มแข็งในเวลาเดียวกัน “แน่ใจสิพั้นช์...กันต์เค้าอยากขอโทษ บอกว่าจะไปต่างประเทศคืนนี้ ลัลน์เองก็ไม่อยากมีอะไรค้างคาใจอีก ถ้าการให้อภัยมันจะปลดปล่อยความรู้สึกผิดในใจของเค้าได้ อย่างน้อยเค้าคงเริ่มต้นชีวิตใหม่ได้อย่างสบายใจขึ้น” “ใจดีเกินไปแล้วลัลน์” อรดีพูดแทรกทันที “ถ้าเป็นอร อรไม่ให้อภัยง่ายๆ แบบนี้แน่ ต่อให้อรจะเคยชอบเค้ามาก แต่สิ่งที่เค้าทำกับลัลน์...มันยากเกินจะให้อภัย อรไม่อยากให้ลัลน์ยอมแพ้คนอย่างกันต์” “บางที...การให้อภัยไม่ได้หมายความว่าเรายอมแพ้หรอกอร แต่มันคือการปล่อยให้เรากลับมาหายใจได้อีกครั้งต่างหาก” ลัลน์ลลิตบอกพร้อมรอยยิ้มบาง เพราะก่อนตัดสินใจมาวันนี้เธอได้คิดมาอย่างรอบคอบแล้ว อย่างน้อยครั้งหนึ่งเขาก็เคยเป็นเพื่อนที่ดีของเธอ เพื่อนที่เคยทำให้เธอยิ้มได้ แม้ว่ามิตรภาพของพวกเขามันจะไม่ยาวนานนักก็ตาม คำพูดนั้นทำให้สองเพื่อนสาวเงียบลง เสียงช้อนกระทบแก้วกาแฟดังเบาๆ ก่อนที่เสียงกระดิ่งเหนือประตูร้านจะดังขึ้น ร่างสูงโปร่งของชายหนุ่มคนหนึ่งก้าวเข้ามาในร้านอย่างช้าๆ กันตวีร์...ชายหนุ่มที่ครั้งหนึ่งเธอเคยเรียกว่า ‘เพื่อนสนิท’ วันนี้เขาสวมเสื้อเชิ้ตสีดำ ใบหน้าที่เคยหล่อสะอาดกลับมีรอยฟกช้ำใต้ตาและริมฝีปากที่แตกอย่างเห็นได้ชัด แขนซ้ายพันเฝือกอ่อนไว้และใช้ผ้าคล้องไหล่เข้าช่วย เขาเดินเข้ามาช้าๆ ราวกับกลัวเสียงฝีเท้าจะรบกวนใคร “สวัสดี...ลัลน์ พั้นช์ อร” เขาเอ่ยเสียงเบา ดวงตาเต็มไปด้วยความสำนึกผิด พันทิวาหรี่ตามองก่อนเอ่ยถาม “นี่นายไปโดนอะไรมา?” “อุบัติเหตุนิดหน่อยน่ะ” กันตวีร์ฝืนยิ้ม เขาตอบแต่แววตาไหววูบอย่างเห็นได้ชัด ลัลน์ลลิตมองเขาอย่างเงียบงัน ใจเธอเต้นแรงโดยไม่รู้สาเหตุ เธอพยายามมองข้ามความสงสารออกจากสายตา แต่เมื่อเห็นสภาพของเขาในตอนนี้ เธอก็ไม่อาจปฏิเสธได้ว่ามันสะเทือนใจ แต่ภายใต้คำว่า ‘อุบัติเหตุ’ นั้น ความจริงกลับไม่ง่ายเลย... กันตวีร์จำได้ดีว่าคืนนั้น หลังจากถูกลูกน้องของผู้ชายคนนั้นลากออกไป พวกมันก็พาเขาไปที่ห้องมืดๆ ห้องหนึ่ง “มึงกล้ามากที่มายุ่งกับผู้หญิงของนาย!” เสียงทุ้มต่ำเย็นเยียบดังขึ้น ก่อนที่หมัดแรกจะฟาดเข้ากรามเขาเต็มแรง เขาแทบไม่ได้มองหน้าคู่กรณีด้วยซ้ำ รู้เพียงว่ามีชายอย่างน้อยสามคนล้อมอยู่รอบตัว
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD