เขาพยายามตะโกนถามว่า “พวกแกเป็นใคร!” แต่สิ่งที่ได้รับกลับมาคือเสียงคำรามอีกครั้ง
“จำเอาไว้...อย่าแตะต้องเธออีก ไม่อย่างนั้น แกจะไม่ได้ตื่นมาเห็นแสงตะวันอีกเลย!”
หลังจากนั้นคือความมืด ความเจ็บปวด และรสเลือดในปากที่ขมจนแทบอาเจียน
เมื่อฟื้นขึ้นมาอีกครั้งเขาก็พบว่าตัวเองนอนอยู่ในโรงพยาบาลแขนซ้ายกระดูกแตกร้าว ใบหน้าเต็มไปด้วยรอยช้ำดีที่สมองยังใช้งานดีอยู่
ไม่มีใครบอกได้ว่าใครเป็นคนพาเขามาส่งที่โรงพยาบาล เขาเพียงได้รับคำเตือนจากกระดาษโน้ตเล็กๆ ที่มาพร้อมช่อดอกไม้ว่า
“อย่ากลับไปยุ่งกับผู้หญิงคนนั้นอีก”
ตั้งแต่นั้นมาเขาก็รู้ว่า...ลัลน์ลลิตไม่ใช่คนที่เขาจะสามารถแตะต้องได้อีกต่อไป แม้ไม่รู้ว่าเธอรู้จักใครในโลกสีเทานั่น แต่กันตวีร์รู้แน่ว่าเธอมีคนคอยปกป้องอยู่
เขาเงยหน้าขึ้นมองลัลน์ลลิตอีกครั้ง ดวงตาเธอเต็มไปด้วยความสงบอย่างที่เขาไม่เคยเห็นมาก่อน มันไม่ใช่สายตาแห่งความเกลียดชังหรือโกรธแค้น แต่มันคือสายตาของคนที่ ‘ปล่อยวาง’ จากทุกอย่างไปแล้วจริงๆ
“กันต์...” เธอเอ่ยเบาๆ “นายอยากพูดอะไรก็พูดเถอะ”
เขาสูดลมหายใจเข้าลึก มือขวาสั่นเล็กน้อยก่อนพูดออกไปเพราะคิดว่าคงไม่มีใครอยากเห็นหน้าเขานานนัก
“กันต์...อยากขอโทษลัลน์ ขอโทษจริงๆ สำหรับทุกอย่าง ขอโทษที่ทำร้ายคนที่ไว้ใจ ขอโทษที่ทำลายมิตรภาพระหว่างเรา...กันต์...เสียใจ”
ไม่มีใครพูดอะไรต่อ เสียงเครื่องชงกาแฟยังคงดังเป็นจังหวะเบาๆ จากฝีมือบาริสต้าคนอื่น
จนกระทั่งพันทิวาพูดขึ้น
“เสียใจแล้วทุกอย่างมันกลับมาได้เหรอกันต์?”
“ไม่ได้หรอก...” เขาตอบเสียงแผ่ว “กันต์ก็รู้ว่ามันไม่มีวันเหมือนเดิม”
“แล้วทำไปทำไม?” อรดีถามอย่างไม่เข้าใจ “พวกเราเป็นเพื่อนกันมาตั้งแต่ปีหนึ่งนะ รู้มั้ยว่าลัลน์ไว้ใจนายแค่ไหน ในชีวิตลัลน์ตั้งแต่เล็กจนโตนายคือเพื่อนผู้ชายคนเดียวที่เค้ามี”
กันตวีร์ก้มหน้า มือที่วางบนโต๊ะกำแน่น
“ที่กันต์ทำไป...เพราะกันต์รักลัลน์”
“ไม่หรอกกันต์ นายไม่ได้รักลัลน์ ถ้านายรักเธอจริง นายจะไม่มีวันทำให้คนที่นายรักต้องช้ำใจ นายมันก็แค่หาเหตุผลให้ความเห็นแก่ตัวของตัวเองเท่านั้น” พันทิวาบอกอย่างหงุดหงิดใจ นี่ถ้าไม่เห็นว่าอีกฝ่ายมีแผลเต็มตัว เธอนี่แหละจะกระทืบมันให้จมดินตรงนี้เลย
เขาเงียบไป น้ำตาที่พยายามกลั้นเริ่มเอ่อขึ้นมาที่ขอบตา
“กันต์รู้ว่ากันต์เลว...และกันต์ก็เกลียดตัวเองทุกวันตั้งแต่คืนนั้น”
ความเงียบปกคลุมรอบโต๊ะ ทุกคนต่างจมอยู่กับความคิดของตัวเอง
จนกระทั่งเขาพูดต่อเสียงแผ่ว
“แต่สิ่งที่ผ่านไปแล้วกันต์ไม่สามารถกลับไปแก้ไขอะไรได้อีก และพรุ่งนี้กันต์จะย้ายไปอยู่ต่างประเทศถาวรคงไม่ได้กลับไทยอีกแล้ว ก่อนจะไปกันต์ก็อยากขอโทษ อยากให้ลัลน์ให้อภัย...กับเพื่อนเลวๆ คนนี้ ได้รึเปล่า”
คำพูดนั้นทำให้หัวใจของลัลน์ลลิตสะเทือนเล็กน้อย เธอมองหน้าเขาอีกครั้ง เห็นความอ่อนแอและความสำนึกผิดที่แท้จริงอยู่ในนั้น
“ลัลน์...” เขาเรียกชื่อเธออีกครั้ง “ถ้าไม่ให้อภัยก็ไม่เป็นไร แต่อยากให้รู้ว่ากันต์ไม่ได้ตั้งใจทำร้ายลัลน์เลยนะ”
หญิงสาวถอนหายใจเฮือกก่อนตอบไป
“ลัลน์ให้อภัยกันต์”
กันตวีร์ชะงัก น้ำตาเริ่มไหลโดยไม่อายใคร “จริงเหรอ...”
“ลัลน์ให้อภัย...ไม่ใช่เพื่อกันต์ แต่ลัลน์ทำเพื่อตัวเอง ลัลน์ไม่อยากเกลียดกันต์ไปตลอดชีวิต” เธอยิ้มบางๆ
“และถึงกันต์จะทำผิดไปแล้ว ก็ไม่ได้หมายความว่ากันต์จะเริ่มชีวิตใหม่ไม่ได้ ถึงความเป็นเพื่อนของเราจะสิ้นสุดลง แต่ชีวิตเรายังต้องเดินต่อไป ขอให้กันต์เก็บเรื่องนี้ไปเป็นบทเรียน อย่าทำกับคนที่กันต์รักแบบนี้อีก ถ้ากันต์รักใครก็แค่ใช้หัวใจแลกมันมา ไม่ใช่วิธีสกปรก”
เขาเม้มปากแน่น หัวใจราวกับถูกบีบ
“ขอบคุณนะลัลน์...ขอบคุณมากจริงๆ”
“หวังว่านายจะสำนึกผิดได้จริงๆ นะกันต์” อรดีพูดเสียงเรียบ
“ลัลน์เก่งมากนะ...ที่ยังยิ้มได้แบบนี้” พันทิวาเอื้อมมือแตะไหล่เพื่อนเบาๆ
“ลัลน์ไม่อยากจำแค่ความเจ็บ อยากจำไว้ว่าเราทุกคนเคยมีช่วงเวลาดีๆ ร่วมกันมา สักวันถ้าหากเราได้กลับมาพบกันอีก ก็หวังว่าเราจะสามารถเป็นเพื่อนกันได้อีกครั้ง”
ทั้งสามคนหัวเราะเบาๆ น้ำตาเริ่มคลอแต่บรรยากาศกลับอบอุ่นขึ้นอย่างน่าประหลาด
กันตวีร์มองพวกเธออย่างซาบซึ้งรู้ดีว่านี่อาจเป็นครั้งสุดท้ายที่ได้เห็นใบหน้าของเธอทั้งสาม เพราะต่อให้ยังอยู่เมืองไทยเขาก็คงไม่มีหน้ามาพบพวกเธออีก เขาเช็ดน้ำตาช้าๆ เมื่อได้ทำในสิ่งที่อยากทำเป็นครั้งสุดท้ายก่อนลุกขึ้นยืน
“งั้นกันต์ไปก่อนนะ ลาก่อนทุกคน”
“เดินทางปลอดภัยนะกันต์” ลัลน์ลลิตยิ้มบาง ไม่ได้ลุกตามเขาไปด้วยเธอเพียงแค่มองหน้าราวกับจะเก็บความทรงจำดีที่เคยมีแก่กันเอาไว้ในใจ
“ขอบใจนะลัลน์ และกันต์ก็ขอให้ลัลน์ได้เจอคนที่รักลัลน์ด้วยหัวใจ ไม่ใช่วิธีสกปรกแบบที่กันต์ทำ”
เขามองสบตาเธอนิ่ง ก่อนหมุนตัวเดินออกจากร้าน เสียงกระดิ่งเหนือประตูดังขึ้นอีกครั้ง ลมเย็นจากเครื่องปรับอากาศพัดกลิ่นกาแฟออกไปพร้อมร่างของเขาที่ค่อยๆ ลับหายไปอย่างช้าๆ
ลัลน์ลลิตมองตามเงานั้นผ่านกระจก ดวงตาเธอสั่นไหวเล็กน้อย แต่ริมฝีปากกลับยิ้มออกมา
“ลาก่อนนะ...กันต์” เธอพูดกับตัวเองเบาๆ
ในใจของหญิงสาวไม่มีอีกแล้วทั้งความกลัวและความโกรธ เหลือเพียงความสงบที่ค่อยๆ ก่อตัวขึ้นแทนที่
บางที...การให้อภัยอาจไม่ได้เปลี่ยนอดีตที่ผิดพลาด
แต่มันอาจทำให้เราสามารถกลับมายืนอยู่ตรงปัจจุบันได้อย่างเข้มแข็งอีกครั้ง