“จริง งั้นเราก็กางกันแถวๆ นี้ล่ะ สามหลังเรียงไปเลย” พิชญะเห็นด้วย เดินตามมาสำรวจไปรอบๆ และเดินกลับไปเตรียมของทั้งหมด
“พิมทำเองก็ได้ค่ะพี่หมอ” เต็นท์ของเขาเองชายหนุ่มยังไม่ได้กางด้วยซ้ำ จะให้เขามาทำให้เธอก่อนได้อย่างไร
อัครัชเงยหน้าขึ้นมอง ถามสั้นๆ “พิมกางเป็น?”
หญิงสาวยิ้มจืดเจื่อน ส่ายหน้าอย่างมั่นใจ “แหมเรื่องแค่นี้ พิมจะไปทำเป็นได้ยังไงคะ”
คุณหมอหนุ่มส่ายศีรษะไปมา “พิมนั่งเฉยๆ เถอะครับ ผมจัดการเองคนเดียวน่าจะเร็วกว่า”
“ค่ะ สู้ๆ นะคะ” พิมพิกาถอยไปนั่งบนก้อนหินใหญ่ ถือว่าบอกแล้วนะ เกรงใจพองามหญิงสาวคิดในใจ มองดูเขาตอกหมุดลงบนพื้นดินแข็งๆ แล้วก็ชมตัวเองที่คิดถูกไม่แย่งงานเขาทำ
เมื่อการกางเต็นท์เป็นหน้าที่ของผู้ชายไปโดยปริยาย อุษมาจึงเรียกให้พิมพิกาไปเตรียมเครื่องดื่มให้สองหนุ่ม
“พี่ว่าหมอคิงมาด้วยก็ดี พิมจะได้ไม่เหงา”
เพราะว่าในตอนแรกนภธีป์พี่ชายของพิมพิกาบอกเองว่าจะมาด้วย แต่จู่ๆ เมื่อถึงวันจริงชายหนุ่มดันบอกว่ามีงานเข้ามากะทันหัน ทำให้อุษมาห่วงน้องสาวคนสนิทเหมือนกัน ว่าจะมาเหงาหรือเปล่าหากพี่ชายไม่มาด้วย
แต่ไปๆ มาๆ มีอัครัชมาด้วยถึงจะไม่ได้นอนเต็นท์เดียวกันแต่ก็อยู่ไม่ไกลกัน ถึงอย่างไรพิมพิกาก็มีเพื่อนคุยดีกว่ามากันแค่สามคน อีกอย่างหากเธอมองไม่ผิดก็รู้สึกว่าตัวนายแพทย์หนุ่มก็สนใจน้องสาวเธออย่างออกนอกหน้าชัดเจนขนาดนั้น
“ดวงจิตเดิม กลับมาอยู่ในสถานที่เดิม และหากมีกรรมใหม่ที่ทำซ้ำแบบเดิม รอยแห่งกรรมจะพาให้เรื่องในอดีตมีผลกับปัจจุบัน”
“ข้ารู้หนานเมือง มันใกล้จะถึงเวลาแล้ว” รอยอินยืนอยู่บนเนินเขาไกลออกไป มองอัครัชและพิมพิกาที่กำลังช่วยกันจัดเตรียมที่สำหรับการรับประทานอาหารเย็น
“ข้าจึงต้องมาอยู่ตรงนี้ เช่นเวลานี้”
“ท่านคิดว่ารุธิระจะยอม?” หนานเมืองส่งคำถามต่อ
“หมอนั่นมันไม่มีวันยอมแน่ แต่ตราบใดที่ข้ายังอยู่มันจะไม่มีวันเข้าใกล้แม่หญิงได้ ยกเว้นแต่แม่หญิงสวมสร้อยเส้นนั้น”
หนานเมืองถอนใจ
“ไหนจะแม่หญิงเพ็ญจันทร์ ชาติภพใหม่นางก็ยังดูไม่ได้เปลี่ยนความคิดได้”
“นั่นไม่ใช่ความคิดหากแต่เป็นสันดานย่อมเปลี่ยนไม่ได้ แล้วเจ้ารู้ไหมหนานเมืองว่าเจ้ากรรมนายเวรแบบไหนที่ร้ายที่สุด” รอยอินตั้งคำถาม ทำให้หนานเมืองทำหน้าฉงน
“มิใช่ปีศาจร้ายเช่นเจ้ารุธิระหรอกหรือ”
“เจ้ากรรมนายเวรที่ร้ายที่สุดก็คือเจ้ากรรมที่เกิดเป็นมนุษย์เช่นเดียวกันต่างหาก เพราะมนุษย์ย่อมไม่รับรู้ในคำขอขมากรรม ไม่รับรู้ในคำอนุโมทนาจากจิตในภพอื่น”
หนานเมืองทำสีหน้าเข้าใจปรุโปร่ง “ข้าลืมไปเสียสนิท”
“เจ้าเคยบวชเรียนมา ลืมได้อย่างไร” รอยอินหัวเราะในคอ ดวงตายังจับจ้องที่หนุ่มสาวสองคู่
“ข้าเรียนแต่พระวินัยและการปฏิบัติ ไม่ได้เรียนอะไรเกี่ยวกับผีๆ สางๆ เลยท่าน”
พิมพิกาเริ่มหาวหลังจากรับประทานอาหารมื้อเย็นเรียบร้อย ซึ่งพวกเธอเลือกการทำปิ้งย่างหน้าเต็นท์ที่พักนั่นเอง
“พิมง่วงก็เข้านอนได้แล้ว พวกพี่เก็บเอง” อุษมาไล่น้องสาวไปนอน พิมพิกากับอัครัชเป็นคนเตรียมดังนั้นเมื่อรับประทานเสร็จหญิงสาวกับสามีจึงอาสาเก็บและเคลียร์สถานที่เอง
“นั่นสิ ไปนอนเลย พี่จะเอาถ่านที่เหลือไปทิ้งตรงนั้นแล้วก็จะมาเก็บตรงนี้ ถ้าพิมอิ่มก็ไปนอน” พิชญะกล่าวเสริม
“หมอคิงไม่กินแล้วใช่ไหมพี” อุษมาถามถึงคนที่ลุกออกจากวงไปรับโทรศัพท์เมื่อสักครู่ที่ผ่านมา
“คงอิ่มแล้วล่ะ ไม่รู้คุยอะไรหน้าตาซีเรียสคิงมันอาจจะกินไม่ลงแล้ว” พิชญะพูดทีเล่นทีจริง
“ไปว่าเขาได้ยังไงพี” อุษมาปรามพอดีกับที่อัครัชเดินกลับมา สีหน้าดูเครียดกว่าปกติ
“กินต่อไหมหมอคิง มีไรทำหน้าเครียดเชียว” พิชญะถาม
“ไม่แล้วดีกว่าผมอิ่มแล้วล่ะ นั่นพิมจะเข้านอนแล้วเหรอ” ชายหนุ่มเห็นพิมพิกามุดเข้าเต็นท์ไปแล้วจึงหันกลับมาคุยกับพิชญะ
“ไอ้[1]นีลน่ะ จมน้ำที่เกาะทะลุแต่ตอนนี้ปลอดภัยแล้ว” อัครัชพูดถึงน้องชายที่อายุห่างกันสามปี อัครัชตอบเขาทรุดตัวลงนั่งขัดสมาธิกับพื้นที่ปูด้วยผ้ายางสำหรับแคมปิง เบี่ยงศีรษะหันไปมองพิมพิกาที่กำลังมุดเข้าเต็นท์ก่อนจะเปลี่ยนจุดโฟกัสมาตอบคำถามเพื่อนหนุ่ม
“ฮะ นีลมันว่ายน้ำคล่องยังกะปลา จมน้ำเหรอ” พิชญะทำหน้าตกใจ
“เป็นตะคริวหรือเปล่า ใครๆ ก็จมน้ำได้ทุกคนแล้วหมอคิงต้องไปดูไปเยี่ยมน้องนีลไหม” อุษมาแย้งและถามต่อ
“คงไม่ต้องไปหรอกครับพี่เอื้อ มันฟื้นแล้วได้คุยแล้วปกติดี” อัครัชลุกขึ้นจะช่วยสองสามีภรรยาเก็บของ แต่พิชญะรีบห้าม
“ไม่ต้องๆ นายไปพักผ่อนได้เลย”
พิมพิกาเปิดเต็นท์ออกมาพร้อมกับของในมือ “พิมจะไปอาบน้ำก่อนนะคะ”
“เดี๋ยวให้หมอคิงเดินไปเป็นเพื่อน ยังไม่ได้อาบเหมือนกัน” พิชญะจัดแจง “ไปเอาของสิหมอ ถ้าดึกแล้วจะหนาวนะ”
“ห้องน้ำแค่เดินข้ามถนนไปเองนี่คะ ไม่ต้องมีเพื่อนไปก็ได้” พิมพิกาชี้มือไปทางถนนเล็กๆ สองเลน ห้องน้ำก็อยู่ตรงนั้นไม่ได้น่ากลัวอะไร มีไฟเปิดสว่าง
“ไปเถอะครับ” อัครัชออกมาจากเต็นท์พร้อมกับของที่เตรียมไว้แล้ว เป็นพวกอุปกรณ์อาบน้ำและชุดที่จะเปลี่ยน
“ปกติพิมมาเที่ยวแบบนี้บ่อยไหม” อัครัชถามขณะที่เดินไปห้องอาบน้ำด้วยกัน ท่าทางเหมือนการชวนคุยปกติธรรมดา
“ไม่ค่ะ ปกติพิมเน้นเที่ยวแบบสบายๆ ไม่ค่อยมาแบบนี้” พิมพิกาตอบตามตรง เธอถือคติว่ามาเที่ยวทำไมต้องเหนื่อย ไอ้พวกที่คนชอบพูดกันว่าเกิดมาชาตินึงต้องเดินขึ้นเขานี้ ขึ้นภูนั้นสักครั้งหญิงสาวไม่เคยมีในหัวเลยว่าอยากไปแบบนั้น
พวกเขาเดินมาถึงหน้าห้องอาบน้ำที่แบ่งโซนชายหญิงคนละฝั่ง ในตอนนั้นยังพอมีคนมาใช้ห้องน้ำอยู่บ้างประปราย พิมพิกาเข้าไปทำธุระอยู่ราวสิบห้านาทีกลับออกมากับชุดใหม่ที่พร้อมเข้านอน อัครัชที่ออกมาพอดีกันทั้งคู่จึงเดินกลับมาด้วยกัน เมื่อมาถึงเต็นท์อุษมาและพิชญะก็รอที่จะไปอาบน้ำเช่นกัน
“งั้นพิมขอตัวเลยนะคะ” พิมพิกาชูโทรศัพท์ที่มีสายเรียกเข้าให้ทุกคนดูเป็นเชิงขอเวลาส่วนตัวแล้วมุดเข้าเต็นท์ไป
กลางดึกคืนนั้นอัครัชที่หลับไปได้นานพอสมควร ต้องสะดุ้งตื่นเมื่อได้ยินเสียงกิ่งไม้หัก ชายหนุ่มลืมตาอย่างงงๆ หยิบนาฬิกามาดูเห็นว่าเพิ่งตีสองก็ทำท่าจะหลับต่อ แต่ก็ต้องหูผึ่งเมื่อได้ยินเสียงคนเดินนอกเต็นท์
“พิม” เขาพึมพำเห็นพิมพิกาเดินผ่านหน้าเต็นท์เขาไป ชายหนุ่มรีบออกจากเต็นท์เดินตามเธอออกไป
“พิม จะไปไหนน่ะ”
เขาตัดสินใจเรียกเมื่อรู้สึกแปลกๆ แต่พิมพิกาไม่มีทีท่าจะได้ยินหรือหันกลับมามอง ร่างบางยังเดินไปเรื่อยๆ จนสุดทางที่เป็นแนวป่า ตอนนั้นเองที่อัครัชนึกได้ว่าข้างล่างเป็นหน้าผา เขาวิ่งตรงไปคว้าร่างเธอไว้ได้ทันพอดีที่พิมพิกาไปถึงราวเหล็ก
“พิมจะทำอะไร”
เขาดึงตัวเธอไว้แต่หญิงสาวดิ้นรนด้วยแรงที่มากกว่าหญิงสาวทั่วไปจนเกือบจับไม่อยู่ อัครัชตัดสินใจกอดเธอไว้ทั้งตัวเขย่าตัวเธอจนดวงตาที่ยังปิดสนิทเริ่มลืมตาช้าๆ
“เกิดอะไรขึ้นคะ”
ดวงตากลมโตมองเขาอย่างไม่เข้าใจ เธอเริ่มกวาดตามองไปรอบๆ เห็นว่าตัวเองอยู่นอกเต็นท์ก็ยิ่งไม่เข้าใจ เธออึ้งอยู่หลายนาที ตกใจมากจนยอมนิ่งให้เขากอดเฉยๆ
“พี่ก็ไม่รู้ กำลังหลับๆ ได้ยินเสียงเดินจนตื่น พอออกมาดูก็เห็นว่าพิมเดินไปดุ่มๆ จนจะตกหน้าผาเลยดึงไว้ ดีที่ทัน”
ชายหนุ่มตอบพร้อมกับพาเธอเดินออกมาให้ห่างจากราวเหล็กที่กั้นไว้อีกนิด พิมพิกาเหลียวไปมองด้านล่างก่อนจะทำหน้าตกใจมากขึ้นไปอีก
[1] นีล จัตวา พระเอกจากเรื่องเกล็ดนิลลา