สหรัฐไม่ได้สนใจว่าผู้เป็นน้องชายจะตะโกนตามตัวเองหรือวิ่งออกมาด้วยกันหรือเปล่า คว้าแค่กุญแจรถยนต์คันหรูของตัวเองออกมาได้ ช่วงขายาวก็วิ่งข้ามถนนในตอนที่สัญญาณไฟขึ้นเตือนตรงทางม้าลายพอดิบพอดี แล้วนับว่าโชคเข้าข้างเป็นอย่างมากที่ครั้งนี้เขาไม่ได้คลาดกันกับบุคคลตรงหน้า โดยมองมาที่โรมอย่างไม่อยากจะเชื่อสายตาเช่นเดียวกัน
“ระ...โรม”
“เออ กูเอง ตามหามึงมาทั้งวีค แม่งจุดไต้ตำตอชัด ๆ แล้วเป็นอะไรถึงมาโรงพยาบาล คงไม่ใช่ว่า...”
“อ่า ทิพาลูกมาฉีดวัคซีนน่ะ”
“ลูก? หมายถึงเด็กคนนี้เป็นลูกมึงเหรอกะทิ”
“อือ”
โรมนิ่งไปทันทีที่ได้ยินแบบนั้น ทว่าจากตรงนี้ข้ามไปฝั่งรอรถมันก็ร้อนมากเสียเหลือเกิน เลยเลือกเก็บทุกอย่างเอาไว้ในใจก่อน แล้วรีบแย่งร่มในมือขาวมาถือเอาไว้เอง ส่วนข้างที่ว่างก็คว้าเอามือเล็กให้เดินข้ามถนนไปด้วยกันในตอนที่ไฟคนข้ามถนนเปลี่ยนเป็นสีเขียวอีกครั้ง
“โรม เดี๋ยวก่อนสิ จะพาทิไปไหน”
“กลับไง หาหมอกันเสร็จแล้วไม่ใช่เหรอ”
“มันก็ใช่ แต่โรมพาทิกับลูกเดินเลยที่รอรถมาแล้วนะ”
“ก็กูจะไปส่งเอง”
“ทิกับลูกไม่รบกวน โรมมาทำธุระแถวนี้ใช่ไหม งั้นไปทำเถอะ”
“ใช่ กูมาเจอน้องชาย น้องกูเป็นหมอที่โรงพยาบาลนี้”
กะทิที่พยายามยื้อข้อมือเล็กของตัวเองออกจากพันธนาการคีบเหล็กชะงักไปชั่วขณะ ก่อนจะรีบปรับสีหน้าท่าทางให้มันกลับมาเป็นปกติที่สุด
แน่นอนว่าเธอเคยได้ยินว่าน้องชายของโรมนั้นเป็นหมอที่สอบเข้าเรียนได้ตั้งแต่อายุยังน้อย คิดว่าเจ้าตัวคงจะจบมาแล้วทำงานในเมืองหลวง ไม่ใช่กลับมาทำงานที่บ้านเกิดเช่นนี้ แล้วน้องของอีกฝ่ายจบหมออะไรมานะ คงไม่ใช่อยู่แผนกที่เธอต้องไปบ่อย ๆ หรอกใช่ไหม
แต่ไม่ใช่หรอก ถ้าใช่ก็ต้องมีเจอกันบ้างแล้ว
“อ๋อ งั้นก็ปล่อยทิได้แล้วโรม เดี๋ยวน้องชายจะรอเอานะ”
“ป่านนี้มันกลับเข้าไปทำงานแล้วมั้ง รถกูจอดอยู่ตรงนั้น เดี๋ยวกลับมอพร้อมกันเลย”
“ทิยังไม่ได้กลับมาเรียน ยังไม่ได้เช่าห้องแถวมอเอาไว้เลยด้วย”
มิน่าโรมถึงไม่เจออีกฝ่ายที่มหาวิทยาลัยเลย แล้วที่ไอ้เตอร์มันเห็น หญิงสาวคงจะแค่เข้ามาในเมืองเพื่อทำงานเฉย ๆ แล้วก่อนหน้านั้นกะทิไปอยู่ไหนมา ถ้ากลับอำเภอบ้านเกิด เขาก็ต้องเจอเธอบ้างสิ
“แต่มีแพลนจะกลับมาเรียนต่อใช่ไหมล่ะ งั้นไปอยู่กับกู”
“เดี๋ยวสิโรม มันไม่ได้หรือเปล่า”
“ทำไมจะไม่ได้ กูไม่ถืออะไรอยู่ละ หนัก หรือถ้ามึงถือ คอนโดนทั้งชั้นมันก็ของที่บ้านกู แค่มึงกับลูก กูแบ่งได้อยู่แล้ว อยากนอนห้องไหนก็ชี้เอา”
ภาพพี่ชายตัวเองพูดคุยอยู่กับใครบางคน ก่อนจะจับยัดสองแม่ลูกเข้าไปในรถยนต์คันหรู ขับออกไปโดยที่ไม่แม้แต่จะบอกลากัน ไม่ได้ทำให้รันนั้นรู้สึกอะไร ทว่ากลับมีเพียงมุมปากที่ยกขึ้นมาเพียงเล็กน้อย ก่อนคุณหมออายุน้อยจะเลือกนั่งลงทานข้าวต่อเงียบ ๆ และเก็บทุกอย่างที่เห็นวันนี้เอาไว้ในใจไปก่อน
ก่อนหน้านี้กะทิไม่ได้กลับไปอยู่ที่อำเภอบ้านเกิด ทั้งเรื่องที่ว่าไม่มีที่อยู่เป็นหลักแหล่งใกล้สถานศึกษามันก็เป็นเรื่องโกหกทั้งเพ
แต่ใครจะไปคิดว่าจู่ ๆ จะโดนเพื่อนมัดมือชกเช่นนี้ จะเอ่ยอธิบายมากความออกไปก็ไม่ได้อีก เลยต้องจำใจขึ้นคอนโดหรูตัวเปล่ามาพร้อมลูกชายและสัมภาระของเด็กน้อยอีกนิดหน่อย
“กว้างแค่นี้ได้ไหม หรือมึงอยากได้ห้องเด็กอีก เดี๋ยวกูให้คนมาจัดการให้”
“โรม ตั้งสติหน่อย ห้องระดับนี้ ทิไม่มีเงินจ่ายหรอกนะ แค่ค่ากินอยู่ ค่าแพมเพิสทิก็เต็มกลืนมากแล้ว”
“หลานกู กูกับไอ้เตอร์เลี้ยงได้ ที่หายไปคือแบบนี้ใช่ไหม แล้วทำไมมึงไม่บอกพวกกูก่อน ไม่น่าดรอปเรียนแล้วหายไปเฉย ๆ เลยทิ เหนื่อยมากหรือเปล่า”
“นิดหน่อย แต่ทิรับน้ำใจขนาดนี้ไม่ได้จริง ๆ โรม มันมากเกินไป ปล่อยให้คนอื่นเช่ายังดีกว่าให้ทิอยู่ฟรี ๆ”
“งั้นไว้เรียนจบ มีงานทำมึงค่อยใช้คืนกู”
“กว่าจะถึงตอนนั้น”
“มันอยู่ตรงข้ามห้องกู แล้วกูก็ไม่อยากจะอยู่ร่วมชั้นกับใคร ปล่อยทิ้งไว้แบบนี้มานานแล้ว”
“แบบนั้นความเป็นส่วนตัวของโรมก็จะหาไปเลยนะ”
แล้วยังไง ก็ในเมื่อเขาเต็มใจ
“ไม่อยากอยู่ฟรี ก็ช่วยทำความสะอาดให้กูตอนว่างก็ได้ มึงยังไม่กลับไปเรียนเร็ว ๆ นี้ไม่ใช่เหรอ”
“โรม”
“จะอยู่หรือจะอยู่ ไอ้เด็กนี่มันก็หลานกูปะ”
เธอคบโรมเป็นเพื่อนมาตั้งกี่ปี อย่างไรจะไม่รู้ว่าอีกฝ่ายเป็นประเภทรักมารดาและอ่อนโยนกับเพศแม่เป็นอย่างมาก ที่ผ่านมาชายหนุ่มคงจะคิดว่ากะทิลำบาก แล้วตัวเองก็เป็นเพื่อน จึงอยากจะชดเชยให้
“แอะ”
“นั่นไง! ไอ้เด็กนี่มันตอบตกลงจะเอาห้องนี้แล้ว เพราะงั้นกูจะยกให้เป็นชื่อมึงกับลูกเป็นของขวัญไปเลยก็แล้วกัน กูโทรหาคนของแด๊ดแป๊บเดียว”
“ไม่ได้นะ!”
กะทิเผลอตะโกนออกไปสุดเสียง ยามได้ยินประโยคที่เจ้าของห้องนี้กล่าวถึงครอบครัว ทั้งหัวใจมันก็เต้นรัวเร็ว มือไม้เย็นขึ้นมามากกว่าเดิม
“ตะคอกทำไม เดี๋ยวลูกมึงก็ตกใจ”
“ยอมแล้ว ยอมแล้ว ทิจะอยู่ที่นี่ แต่โรมไม่ต้องถึงขั้นยกห้องนี้ให้ทินะ มันมากเกินไป ขอร้องนะโรม”
เครื่องหน้าหล่อเบือนหนีไปทางหน้าต่างทันที ที่เห็นคุณแม่ลูกหนึ่งช้อนนัยน์ตากลม ๆ ขึ้นมามองกัน พร้อมกับจับข้อมือเขาเอาไว้ไม่ให้โทรแจ้งแก่บิดาเรื่องเปลี่ยนกรรมสิทธิ์
ไอ้เหี้ย จู่ ๆ ก็มาใจสั่นกับสายตาเพื่อนที่เป็นคุณแม่ลูกหนึ่งแล้วอะนะ อกหักจนสมองเพี้ยนไปหมดละมั้งกู ก่อนจะสะดุ้งตอนที่เด็กชายซึ่งอยู่ในเป้สะพายของมารดานั้นร้องไห้ขึ้นมาเฉย ๆ
“แง้!”
“อะไร มันร้องทำไมอะ กลัวกูเหรอ”
“เปล่า มันเป็นเวลากินนมของเขาน่ะ ถ้าโรมยังไม่ออกไปก็ช่วยหันไปก่อนได้ไหม”
“หัน? หันทำไมอะ”
“ทิต้องเอาลูกเข้าเต้าน่ะ”
TBC.
ทรงนี้ อย่าให้คลั่งรัก 🥴
E-Book มาสิ้นเดือนนี้ฮะ
ฝากคอมเมนต์รอด้วยน้า