ตอนที่ 13 โลกที่คุ้นเคย

1098 Words
“สวัสดีค่ะพี่เปิ้ล นี่ป้าสมบูรณ์ค่ะ เรียกว่าป้าสมก็ได้ ป้าสมเป็นคุณป้าของมี่เองค่ะท่านเลี้ยงมี่มาตั้งแต่เด็กๆ แล้ว ยังไงเราสองคนก็ขอฝากเนื้อฝากตัวกับทุกคนด้วยนะคะ มีอะไรก็แนะนำได้เลยค่ะไม่ต้องเกรงใจ” มิรันตียกมือไว้คนอาวุโสกว่าอย่างนอบน้อมไม่ได้คิดว่าเธอมาที่นี่ในตำแหน่งอะไรด้วยซ้ำ “สวัสดีค่ะคุณเปิ้ล ป้าฝากตัวด้วยนะคะ” ป้าสมบูรณ์บอกอย่างเกรงใจ “สวัสดีค่ะป้าสม ยินดีรับฝากมากเลยค่ะ เข้าร้านกันก่อนดีกว่านะคะมากันเหนื่อยๆ มาดื่มน้ำกันก่อนดีกว่า เปิ้ลเตรียมน้ำส้มเย็นๆ ชื่นใจเอาไว้ให้แล้วล่ะ” ปวีณาบอกด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม “ไปค่ะพี่มี่ ดื่มน้ำส้มแล้วเดี๋ยวหวานพาขึ้นไปดูห้องนะคะ” รวีวรรณจูงมือหัวหน้าคนใหม่และคุณป้าเข้าไปในร้านอย่างระมัดระวัง การทักทายระหว่างคนแปลกหน้าเป็นไปอย่างเรียบง่าย ไม่มีคำถามเกินจำเป็น ไม่มีสายตาอยากรู้อยากเห็นเกินพอดี ทั้งสองคนพูดคุยกับเธอเหมือนหัวหน้าคนใหม่ที่ควรให้ความเคารพ แต่ในขณะเดียวกันก็ให้ความรู้สึกเหมือนพี่น้องร่วมงานมากกว่าเจ้านายกับลูกน้อง ป้าไก่ แม่บ้านประจำร้าน เดินออกมาจากด้านหลังพร้อมผ้าเช็ดมือในมือ เมื่อเห็นหน้ามิรันตีก็รีบเข้ามาทักทายด้วยรอยยิ้มใจดีอย่างคนคุ้นเคย ทั้งที่เพิ่งเจอกันเป็นครั้งแรก และด้วยความที่เป็นคนคุยสนุกเลยทำให้บรรยากาศยิ่งครื้นเครงมากขึ้น ภายในร้านเต็มไปด้วยความเป็นกันเองอย่างที่มิรันตีไม่เคยสัมผัสมาก่อน ไม่มีการซุบซิบ ไม่มีการชั่งน้ำหนักชีวิตใครด้วยสายตา ทุกคนต่างมีหน้าที่ของตัวเอง และต่างก็ทำมันอย่างตั้งใจ ในฐานะผู้จัดการร้าน มิรันตีเริ่มงานทันทีโดยไม่รีรอหลังจากขึ้นไปดูห้องพักและปล่อยให้ป้าสมเป็นคนจัดเก็บข้าวของเพราะของส่วนใหญ่ท่านเป็นคนเก็บลงกล่องเลยรู้ว่ากล่องไหนเป็นอะไรตามประสาคนเจ้าระเบียบโดยมีป้าไก่คอยช่วยจัดอีกแรง มิรันตีจัดระบบสต๊อกดอกไม้ใหม่ตามที่คุณแก้วอบรมมาจากกรุงเทพฯ ทั้งยังปรับพื้นที่ทำงานให้คล่องตัวขึ้น และลงมือจัดดอกไม้เคียงข้างรวีวรรณกับปวีณาอย่างไม่ถือตัว ความชำนาญและรสนิยมที่เธอสั่งสมมาทำให้ผลงานของร้านดูโดดเด่นขึ้นอย่างเห็นได้ชัด จนทั้งสองคนอดชื่นชมไม่ได้และเข้าใจแล้วว่าทำไมมิรันตีถึงได้เป็นผู้จัดการร้านทั้งที่อายุยังน้อย ป้าของเธอก็ไม่ได้น้อยหน้า หลังจัดเก็บข้าวของส่วนตัวจนเรียบร้อย ท่านก็คอยช่วยป้าไก่ดูแลความสะอาดและเตรียมอาหารง่ายๆ ให้ทุกคนในร้านในช่วงเย็น รอยยิ้มของหญิงสูงวัยดูสดใสกว่าที่เคย มิรันตีเห็นแล้วก็อดยิ้มตามไม่ได้ ชีวิตใหม่ที่เชียงใหม่ค่อยๆ ซึมซับเข้าไปในหัวใจของเธอทีละน้อย ไม่มีใครถามว่าพ่อของเด็กในท้องเป็นใคร ไม่มีใครมองเธอด้วยสายตารังเกียจ ไม่มีใครพยายามตอกย้ำอดีตที่เธออยากทิ้งไว้ข้างหลัง ทุกคนเพียงแค่ยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือในแบบที่ควรจะเป็น คอยเตือนให้เธอพักผ่อน คอยหาผลไม้มาให้กิน และคอยดุเบาๆ เมื่อเห็นว่าเธอฝืนทำงานหนักเกินไป มิรันตีไม่รู้ตัวเลยว่า รอยร้าวในใจที่เคยคิดว่าจะไม่มีวันสมาน กำลังค่อยๆ ถูกเยียวยาด้วยความธรรมดาและความจริงใจของผู้คนที่นี่ เธอเงยหน้ามองท้องฟ้ายามเย็นที่เชียงใหม่ในวันแรกของชีวิตใหม่ แสงอาทิตย์สีทองสาดลงบนหลังคาร้าน ดอกไม้หลากสีในมือเธอสดใสกว่าที่เคย และหัวใจของเธอก็เช่นกัน แม้จะรู้ว่าในวันเดียวกันนี้พ่อของลูกคงได้เข้าสู่ประตูวิวาห์อย่างมีความสุขไปแล้วก็ตาม... กว่าสองสัปดาห์หลังจากมิรันตีย้ายมาใช้ชีวิตที่เชียงใหม่ ร้านดอกไม้แห่งนี้เริ่มเข้าที่เข้าทางมากขึ้น เสียงหัวเราะของรวีวรรณกับปวีณาดังแทรกกับเสียงกรรไกรตัดก้านดอกไม้ กลิ่นหอมสดชื่นของลิลลี่และกุหลาบรวมไปถึงดอกไม้อีกหลายชนิดลอยอวลอยู่ในอากาศตั้งแต่เช้า ทำให้ทุกวันของเธอเริ่มต้นด้วยความรู้สึกสบายใจอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน เช้าวันนี้มิรันตีกำลังจัดดอกไม้ล็อตใหม่อยู่หลังร้าน เธอสวมผ้ากันเปื้อนสีครีม ผมยาวถูกรวบไว้หลวมๆ ใบหน้าเรียบง่ายแต่ดูสดใสกว่าเดิมมาก มือบางเลือกดอกไม้ทีละดอกด้วยความคุ้นเคยและใส่ใจ ราวกับทุกกลีบมีชีวิตและความหมายในตัวเอง “พี่มี่ มีลูกค้าเข้ามาค่ะ บอกว่าอยากได้ดอกไม้ช่อพิเศษหน่อย” เสียงรวีวรรณดังขึ้นจากหน้าร้าน “เดี๋ยวพี่ออกไปนะ” มิรันตีหันไปตอบ ก่อนจะเช็ดมือแล้วเดินออกไปจากห้องคัดแยกด้านหลัง หญิงสาววัยกลางคนในชุดทำงานเรียบหรูยืนเลือกดอกไม้อยู่หน้าชั้นวาง เธอมีบุคลิกสุขุม ท่าทางมั่นใจ แต่แววตากลับอ่อนโยนอย่างน่าประหลาด เมื่อเธอหันมาเห็นมิรันตี เธอก็ยิ้มให้ทันที “สวัสดีค่ะ น้องเป็นผู้จัดการร้านเหรอคะ” น้ำเสียงนั้นเป็นกันเองอย่างไม่ถือตัว “ใช่ค่ะ ลูกค้าสนใจดอกไม้แบบไหนคะ อยากจะเลือกไว้เป็นของขวัญ ของเยี่ยมไข้หรือให้ในโอกาสพิเศษก็บอกมาได้เลยนะคะ เดี๋ยวมี่จะจัดการให้จนกว่าลูกค้าจะพอใจเลยค่ะ” มิรันตียิ้มตอบ พลางเชื้อเชิญอีกฝ่ายมานั่งที่โต๊ะจัดดอกไม้เพื่อคุยรายละเอียด “ขอบคุณค่ะ พี่อยากได้ช่อดอกไม้ไปแสดงความยินดีให้เพื่อนร่วมงานค่ะ พอดีเค้าเพิ่งได้เลื่อนตำแหน่งเลยอยากให้เป็นช่อที่พิเศษสื่อความหมายดีๆ หน่อย” ลูกค้าอธิบายพร้อมมองไปรอบร้าน “ร้านนี้บรรยากาศดีนะ ดูอบอุ่น ไม่เหมือนร้านดอกไม้ทั่วๆ ไป” คำพูดนั้นทำให้มิรันตีรู้สึกดีโดยไม่รู้ตัว “ขอบคุณมากเลยค่ะ งั้นรบกวนลูกค้าเล่าให้มี่ฟังหน่อยนะคะว่าเพื่อนคนนั้นมีบุคลิกยังไง ชอบดอกอะไรเป็นพิเศษหรือเปล่า” “คือว่าเค้า...” เธออธิบายลักษณะของเพื่อนและดอกไม้ที่คิดว่าน่าจะชอบให้มิรันตีฟัง บทสนทนาเริ่มต้นขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ มิรันตีตั้งใจฟังทุกคำ ทั้งยังเลือกดอกไม้ตามบุคลิกของผู้รับอย่างพิถีพิถัน มือบางขยับอย่างคล่องแคล่ว ดอกไม้ถูกจัดวางทีละชั้น สีสันค่อยๆ กลมกลืนกันอย่างลงตัว
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD