“ดื่มได้ค่ะ แต่อย่าถึงกับเมาจนลุกไม่ไหวนะคะ พรุ่งนี้ต้องตื่นมาแต่งตัวกันแต่เช้าด้วย”
“รับทราบแล้วครับ งั้นเดี๋ยวพี่พาฟ้าไปนั่งพักดีกว่า เดินไปเดินมาทั้งวันคงเมื่อยแย่แล้วสิ”
“ดีเหมือนกันค่ะ” เธอพยักหน้ารับ
“อ้อ จริงสิ พี่จำไม่ได้ว่าตอนท้องสองเดือนท้องของฟ้าใหญ่มากมั้ยครับ”
“ตอนสองเดือนเหรอคะ ก็ยังไม่ใหญ่มากนะคะ ไม่งั้นฟ้าคงรู้ตัวว่าท้องแล้วล่ะ เพิ่งจะมาขยายชัดเจนตอนสามเดือนมากกว่าค่ะ”
“อย่างนั้นเหรอ”
“ถามทำไมคะ หรือว่า...พี่นัททำใครท้องมา?” เธอถามยิ้มๆ
“ก็อยากอยู่เหมือนกันครับ” เขาตอบเสียงเบา
“คะ?” เธอมองเขาอย่างสงสัย
“ไม่มีอะไรครับ พี่พูดเล่นไปอย่างนั้นเอง”
แล้วเขาก็พาเธอไปนั่งที่โซฟารับรองของทีมงาน ไม่นานบุญญานนท์ก็ตามมาสมทบ
เวลาผ่านไปเกือบทุ่มพวกเขาอยู่ตรวจสอบความเรียบร้อยให้แน่ใจว่าวันพรุ่งนี้จะไม่มีอะไรผิดพลาด จากนั้นเขาก็พาน้องชายไปหาร้านนั่งดื่มด้วยกันโดยมีว่าที่เจ้าสาวอยู่ข้างๆ เสมอ เป็นภาพที่บุญญานัทเห็นแล้วรู้สึกอิจฉาอย่างบอกไม่ถูก ยิ่งเมื่อเห็นพี่ชายวางมือลงบนท้องของอัญญาวดีแล้วทำทีพูดคุยกับลูกในท้อง เขาก็อยากรู้ว่าความรู้สึกแบบนั้นมันจะดีมากสักแค่ไหน
บ่ายของวันต่อมา...
เสียงล้อเครื่องบินเสียดสีกับรันเวย์ดังขึ้นช้าๆ ก่อนที่ลำตัวโลหะขนาดใหญ่จะค่อยๆ ลดระดับลงอย่างนุ่มนวล ท่ามกลางทิวเขาสีเขียวหม่นที่เรียงตัวซ้อนกันเป็นฉากหลัง มิรันตีนั่งอยู่ริมหน้าต่าง มองผ่านกระจกใสออกไปยังผืนแผ่นดินเบื้องล่างด้วยหัวใจที่เต้นไม่เป็นจังหวะนัก ความรู้สึกหลากหลายถาโถมเข้ามาพร้อมกัน ทั้งตื่นเต้น ทั้งหวั่นไหว และทั้งโล่งใจอย่างประหลาด
นี่ไม่ใช่แค่การเดินทางข้ามจังหวัด แต่คือการเดินออกจากชีวิตเดิมที่เธอพยายามอดทนอยู่มานานหลายปี
หญิงสาวยกมือขึ้นลูบหน้าท้องของตัวเองเบาๆ อย่างเคยชิน ความรู้สึกอุ่นอวลภายในนั้นชัดเจนเหลือเกิน คล้ายจะบอกลูกๆ ของเธอว่าจากนี้ไปพวกเราจะเริ่มต้นชีวิตใหม่กันที่นี่จริงๆ
“ถึงแล้วลงกันเถอะลูก”
เสียงป้าดังขึ้นข้างๆ เมื่อเครื่องบินหยุดสนิท มิรันตีหันไปยิ้มให้หญิงสูงวัยที่นั่งอยู่ข้างกัน ดวงตาคู่นั้นแม้จะผ่านเรื่องราวมามาก แต่ก็ยังอ่อนโยนและมั่นคงอย่างที่เธอคุ้นเคยมาตลอดชีวิต
“ค่ะป้า”
เธอตอบเสียงเบา แต่แววตากลับเปล่งประกายกว่าที่เคย
พวกเธอลงจากเครื่องบินพร้อมกระเป๋าเดินทางเพียงไม่กี่ใบ เพราะข้าวของส่วนใหญ่ที่เก็บจากบ้านหลังเดิมได้ว่าจ้างรถขนส่งนำมาส่งที่ร้านดอกไม้ในเชียงใหม่ตั้งแต่เมื่อวานเรียบร้อยแล้ว มิรันตีตั้งใจจัดการทุกอย่างให้จบก่อนเดินทาง เพื่อไม่ให้มีอะไรผูกมัดใจเธอไว้กับที่เดิมอีก
แม้แต่เบอร์โทรศัพท์…เธอก็เปลี่ยนใหม่ มีเพียงเจ้าของร้านดอกไม้เท่านั้นที่รู้ เพราะเธอไม่อยากเปิดช่องให้ใครจากอดีตติดต่อเข้ามาได้อีกแล้ว
ชีวิตใหม่ควรเริ่มต้นด้วยความเงียบสงบ และสิทธิ์ในการเลือกว่าจะให้ใครอยู่ในโลกของเธอบ้าง
เมื่อเดินออกมาจากประตูทางออก เธอก็หันมองซ้ายขวาเพราะเจ้าของร้านแจ้งว่าส่งพนักงานที่ร้านมารับเธอกับป้าแล้ว ก่อนที่จะมีผู้หญิงคนหนึ่งเดินเข้ามาหาด้วยท่าทางสุภาพ
“สวัสดีค่ะ พี่มี่ใช่มั้ยคะ”
หญิงสาววัยไล่เลี่ยกันส่งยิ้มนำทางมาก่อน
“ใช่ค่ะ น้องหวานรึเปล่าคะ”
“ใช่ค่ะ คุณแก้วบอกให้หวานมารับพี่มี่กับคุณป้า เชิญทางนี้ค่ะ รถจอดที่ลานจอดรถด้านนอกแล้ว มีอะไรให้หวานช่วยขนมั้ยคะ” หวาน หรือ รวีวรรณ หันไปมองกระเป๋าที่สองป้าหลานนำติดตัวมา
“ไม่เป็นไรค่ะ แค่กระเป๋าใบเล็กไม่กี่ใบเท่านั้น จริงสิ รถขนของไปส่งของที่ร้านครบแล้วใช่มั้ยคะ”
“ค่ะ มาถึงเมื่อเช้าแล้ว หวานให้เค้าขนไปไว้ห้องพักชั้นบนให้แล้วค่ะ” เธอบอกพลางยื่นมือไปช่วยหิ้วกระเป๋าสองใบแม้อีกฝ่ายจะบอกว่าไม่เป็นไรก็ตาม
“ขอบคุณมากค่ะ งั้นเราไปกันเถอะ”
แล้วพวกเธอทั้งสามก็มุ่งหน้าเข้าสู่ตัวเมืองเชียงใหม่ ถนนกว้างทอดยาว สองข้างทางเต็มไปด้วยต้นไม้ใหญ่ที่ให้ร่มเงาอย่างเป็นมิตร แตกต่างจากความอึดอัดของเมืองหลวงอย่างสิ้นเชิง มิรันตีนั่งพิงเบาะ หลับตาลงครู่หนึ่ง สูดลมหายใจเข้าลึกๆ แล้วค่อยๆ ผ่อนออกมาอย่างช้าๆ
กลิ่นอากาศที่นี่ต่างออกไปจริงๆ มันไม่เร่งเร้า ไม่กดดัน และไม่ทำให้เธอรู้สึกว่าตัวเองเป็นภาระของใคร
ไม่นานนัก รถก็เลี้ยวเข้ามาจอดหน้าทาวน์เฮาส์สามชั้นหลายคูหาที่ตั้งอยู่บนถนนสายรอง ไม่พลุกพล่านแต่ก็ไม่เปลี่ยวเกินไป ป้ายร้านดอกไม้ติดอยู่เหนือประตูด้านหน้าว่า Bloom of Love ตัวอักษรสีขาวบนพื้นไม้สีอ่อนดูอบอุ่นและเป็นกันเองตั้งแต่แรกเห็น
“ถึงแล้วเหรอลูก” ป้าบอกพลางมองร้านด้วยสายตาพิจารณา ก่อนจะยิ้มบางๆ อย่างพอใจเพราะที่ร้านดูดีกว่าที่ท่านคิดเอาไว้มาก
“ใช่ค่ะป้า นี่แหละร้านของพวกเรา” หวานบอกอย่างภาคภูมิใจ ก่อนจะเปิดประตูลงจากรถ
ทันทีที่ประตูรถเปิดออก กลิ่นดอกไม้สดก็ลอยออกมาต้อนรับพวกเธอราวกับรู้จักกันมานาน กลิ่นกุหลาบ กลิ่นลิลลี่ และกลิ่นดอกไม้พื้นเมืองผสมกันอย่างลงตัว มิรันตีก้าวลงจากรถด้วยหัวใจที่พองโต เธอรู้สึกเหมือนกำลังยืนอยู่ตรงจุดเริ่มต้นของชีวิตบทใหม่จริงๆ
“มากันแล้วเหรอคะ”
เสียงทักดังขึ้นจากในร้าน หญิงสาววัยประมาณสามสิบกลางๆ เดินออกมาพร้อมรอยยิ้มกว้าง
“สวัสดีค่ะน้องมี่ ยินดีต้อนรับสู่เชียงใหม่นะคะ พี่ชื่อพี่เปิ้ลนะคะ”
เปิ้ล หรือ ปวีณา เอ่ยทักทายอย่างเป็นมิตร