“แล้วหนูฟ้าล่ะลูกเป็นยังไงบ้างจ๊ะ”
“ฟ้าไหวค่ะคุณแม่ อากาศที่นี่ดีมากเลยนะคะ หายใจแล้วโล่งไปทั้งอก” อัญญาวดีตอบเสียงนุ่ม ก่อนจะยกมือไหว้อย่างนอบน้อม
ขุนเขาเดินตามออกมาสมทบ หัวเราะเบาๆ อย่างพอใจ
“ดีแล้วล่ะที่หนูชอบ เอาล่ะ เข้าไปข้างในก่อน อากาศเริ่มเย็นแล้วเดี๋ยวจะไม่สบาย”
บุญญานัทที่นั่งอยู่ก่อนแล้วลุกขึ้นยืน เขายื่นช่อดอกไม้ให้พี่สะใภ้พร้อมรอยยิ้มบางๆ
“นี่ครับ ของขวัญต้อนรับกลับไร่…พี่นุชฝากมาให้ครับ”
อัญญาวดีรับช่อดอกไม้ไปอย่างแปลกใจ ก่อนจะยิ้มกว้างเมื่อเห็นดอกไม้โทนหวานที่จัดอย่างประณีต
“สวยมากเลยค่ะ ขอบคุณพี่นุชด้วยนะคะ แล้วพี่นุชไม่มาด้วยเหรอคะ”
“เดี๋ยวพี่นุชกับน้องเบญ แล้วก็พี่พงศ์จะตามมาทีหลังครับ พอดีพี่พงศ์ติดเคส เลยเลทหน่อย” เขาบอกยิ้มๆ แต่เป็นยิ้มที่ดูไม่สดใสนัก
บุญญานนท์เหลือบมองน้องชายแวบหนึ่ง เหมือนจะสังเกตอะไรบางอย่างแต่ยังไม่พูดออกมา เขาเพียงพยักหน้าแล้วพาภรรยาเข้าไปในบ้าน บรรยากาศในบ้านค่อยๆ เติมเต็มด้วยเสียงทักทาย เสียงหัวเราะ เสียงถามไถ่อาการแพ้ท้องของอัญญาวดี เสียงจานชามที่ขยับไปมาเพราะทุกคนช่วยกันจัดโต๊ะอาหารเย็นอย่างเรียบง่ายแต่อบอุ่น
ในจังหวะนั้นเอง…เสียงรถอีกคันแล่นเข้ามาจอดหน้าบ้าน
“พี่นุชน่าจะมาถึงแล้วค่ะคุณแม่” อัญญาวดีหันไปมองที่ประตูบ้านอย่างตื่นเต้น
ประตูรถเปิดออก บุญญานุชก้าวลงมาก่อน ตามด้วยชายวัยกลางคนในชุดสุภาพอย่าง นายแพทย์ธีรพงศ์ และเด็กหญิงตัวเล็กที่วิ่งแจ้นนำหน้าเข้ามาอย่างร่าเริงนั่นก็คือหนูเบญหลานสาววัยสิบขวบนั่นเอง
“คุณยายขาหนูเบญมาแล้วค่ะ!” เด็กหญิงร้องเสียงใส
บุญญิศาลุกไปรับหลานทันที
“มาแล้วเหรอจ๊ะหลานรักของยาย เหนื่อยมั้ยนุชได้ยินว่ามีเคสกัน” บุญญิศาถามต่อ
“ค่ะคุณแม่ ขอโทษที่มาช้านะคะ” บุญญานุชบอกยิ้มๆ
“ไม่เป็นไรจ้ะ ทางนี้กำลังจัดโต๊ะอาหารกันพอดี ไปจ้ะ เข้าบ้านกันดีกว่า”
โต๊ะอาหารไม้ยาวถูกจัดไว้กลางบ้าน แกงจืด ผัดผัก ไข่เจียว กับน้ำพริกพื้นบ้านวางเรียงกันอย่างพอดี ไม่หรูหราแต่หอมกรุ่น
อัญญาวดีนั่งข้างบุญญานนท์ มือหนึ่งยังวางบนหน้าท้องตามเคย บุญญิศาตักแกงจืดใส่ชามให้ลูกสะใภ้ด้วยตัวเอง
“แล้วนี่หลานแม่เริ่มดิ้นหรือยังลูก อายุครรภ์ห้าเดือนแล้วนี่นา”
“ดิ้นแล้วค่ะคุณแม่ บางทีดิ้นจนฟ้าต้องตื่นกลางดึกเลยเพราะชวนกันดิ้นพร้อมกันเลย” อัญญาวดีหัวเราะเบาๆ แววตาเป็นประกาย
“เหมือนเขารู้ว่าคุณพ่อคุยด้วยก็เลยตื่นมาคุยตอบ ดูท่าว่าโตมาคงจะซนน่าดูเลยค่ะ”
บุญญานนท์ยิ้มมุมปาก มือใหญ่ลูบท้องภรรยาแผ่วๆ เหมือนทักทายลูกผ่านผิวหนังบางๆ
“ซนแค่ไหนพี่ก็รับได้ ขอแค่แข็งแรงก็พอ”
ขุนเขาหัวเราะเอ็นดู
“ดีแล้ว เด็กแข็งแรงก็ดี แค่แรงดิ้นก็รู้แล้วว่าอยากออกมาดูโลกแค่ไหน”
บุญญานัทนั่งฟังเงียบๆ เขาตักอาหารเข้าปากช้าๆ แทบไม่รู้รส สายตาคมเผลอเหลือบไปที่มือของบุญญานนท์ที่วางบนหน้าท้องอัญญาวดีอยู่หลายครั้ง
ภาพนั้นไม่ได้ทำให้เขาอิจฉา
แต่ทำให้ความคิดเขาถูกลากไปหาหน้าท้องของใครบางคนที่เขาเพิ่งเห็นมาเมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อน
ใหญ่ขึ้นกว่าเดิม…ชัดขึ้นกว่าเดิม…
และไกลออกไปกว่าเดิม…เพราะเธอมีคำว่า ‘สามี’ มากั้นไว้ด้วยน้ำเสียงนิ่งๆ และท่าทางที่ไม่เหมือนคนโกหก
บุญญิศาหันมองลูกชายคนเล็กเมื่อเห็นว่าเขานั่งเงียบผิดปกติ
“นัท ไม่หิวเหรอลูก วันนี้ทำไมเงียบจัง”
บุญญานัทสะดุ้งเล็กน้อย ก่อนจะฝืนยิ้ม
“หิวครับแม่ แค่เหนื่อยนิดหน่อย”
ขุนเขาหรี่ตา เหมือนคนที่มองลูกตัวเองออกโดยไม่ต้องให้พูดอะไร
“เหนื่อยแล้วทำไมต้องทำหน้าเหมือนคนอมทุกข์”
บุญญานนท์วางช้อนลงช้าๆ แล้วเหลือบมองน้องชายตรงๆ
“มีอะไรหรือเปล่านัท”
บุญญานัทยกช้อนขึ้นอีกครั้งเหมือนจะตัดบท แต่ปลายนิ้วกลับเกร็งแน่นโดยไม่รู้ตัว เขาไม่อยากให้ค่ำคืนแรกที่พี่ชายกลับบ้านกลายเป็นค่ำคืนแห่งปัญหา เขาไม่อยากให้โต๊ะอาหารที่ควรอบอุ่นถูกความค้างคาในใจของเขาทำให้หม่นลง
แต่สายตาของพ่อแม่…และพี่ชาย…เหมือนบีบให้เขาหายใจลึกขึ้นเรื่อยๆ
“ไม่มีอะไรครับพี่นนท์” เขาตอบในที่สุด “ผมแค่เหนื่อยจริงๆ”
ขุนเขาเอียงคอเล็กน้อย เสียงทุ้มต่ำแต่ชัด
“นัท…พ่อถามอีกครั้ง มีอะไรอยู่ในใจหรือเปล่า”
บุญญานัทขบกรามแน่น เขาก้มลงมองจานตัวเองอยู่ครู่หนึ่งเหมือนหาคำพูดที่จะไม่ทำให้เรื่องมันใหญ่เกินไป แต่ยิ่งคิด เขาก็ยิ่งรู้ว่าเรื่องนี้ใหญ่ตั้งแต่ต้นอยู่แล้ว เขาถอนหายใจช้าๆ แล้ววางช้อนลง
“ความจริงแล้ว...ผมมีเรื่องที่ไม่สบายใจอยู่จริงๆ ครับ”
ทั้งโต๊ะเงียบลงทันที แม้แต่เสียงลมจากนอกบ้านยังเหมือนจะเบาลงไปอย่างเห็นได้ชัด
บุญญานัทเงยหน้าขึ้น สายตากวาดมองคนในบ้านทีละคน ก่อนจะเริ่มเล่าด้วยน้ำเสียงราบเรียบที่สุดเท่าที่ทำได้
“ก่อนหน้านี้…ผมเคยเจอผู้หญิงคนหนึ่งในผับครับ ก็..เป็นคืนที่พี่นนท์ไล่ให้ผมไปนอนที่อื่นเพื่อจะปรับความเข้าใจกับฟ้านั่นแหละ”
บุญญานนท์ชะงักเล็กน้อย แต่ไม่ได้พูดแทรก เขาแค่รอฟังให้จบ
“วันนั้นเธอโดนเพื่อนท้าทายให้มาจีบผม เหมือนจะบอกว่าเธอไม่มีเสน่ห์ไม่มีผู้ชายคนไหนชอบอะไรแบบนั้นแหละครับ…ตอนแรกผมก็ไม่ได้สนใจอะไรหรอก แต่พอเห็นท่าทีของเพื่อนเธอแล้วผมก็นึกสนุกอยากช่วยให้เธอเอาชนะเพื่อนขึ้นมา จากนั้น...เราก็ไปจบกันที่โรงแรม”
บุญญานนท์ยังนิ่ง สีหน้าอ่านยาก แต่สายตาจับอยู่ที่น้องชายไม่ปล่อยวางตา