ชายหนุ่มรับมาพร้อมกับเข่นเขี้ยวในใจ เขานึกออกแล้วว่าอิสริยาซื้อเค้กร้านนี้กลับบ้านอยู่บ้างในสมัยที่ยังไม่ทะเลาะกัน เขาไม่เคยรู้เลยว่าราคามันจะสูงมาก
‘เค้กห่าไรวะ ชิ้นละสองร้อย’ ชายหนุ่มนึกในใจขณะที่ส่งธนบัตรสีเทาให้เจ้าของร้าน
“เงินทอนครับ ขอบคุณที่อุดหนุนโอกาสหน้าเชิญใหม่นะครับลูกค้า” เชฟดนัยพูดเสียงนุ่ม
“ไปกันค่ะลูก คุณแม่รอนานแล้ว” ชายหนุ่มรับแก้วเครื่องดื่มสองแก้วมาถือมือเดียวกับขนมและจูงลูกอีกมือ
“หนูไปนะคะ บ๊ายบายค่าน้านายน้าเอก” น้องเพียงโบกมือลาคุณน้าทั้งสอง เธอยิ้มร่าสดชื่นที่มากับบิดาส่วนชายหนุ่มทั้งสองโบกมือตอบและยิ้มนิดๆ แทนคำลา
“ขนมกับน้ำพี่ซื้อมาฝากเอ๋ครับ” สกนธีมาส่งลูกที่ชั้นสอง เพราะว่าอิสริยาให้คนเตรียมปิดร้านแล้ว เขาจึงถือโอกาสตามลูกขึ้นมาด้วย
“ขอบคุณค่ะ ทีหลังไม่ต้องลำบากก็ได้ฉันสั่งให้น้องเขามาส่งทุกวัน” อิสริยารับมาแล้ววางไว้ตรงหน้าเธอเอี้ยวตัวไปมองลูกที่กำลังดูดนมปั่นและเมียงมองขนมในถุง
“แม่ว่าหนูต้องกินขนมมาแล้ว ถ้ายังไม่อิ่มกินข้าวกันก่อนไหมคะน้องเพียง”
เด็กหญิงพยักหน้าทันที
“ให้คุณพ่อกินด้วยกันนะคะคุณแม่” เธอบอกแทนสกนธีทำให้ชายหนุ่มยิ้มหน้าบาน แต่ฉับพลันใจต้องเหี่ยวแฟบเมื่อได้ยินคำตอบจากแม่ของลูกสาว
“คุณพ่ออยู่กินไม่ได้หรอกค่ะลูก คุณพ่อต้องไปคุยงานนะคะ” เธอตอบเด็กหญิงสุพิชชาและหันมามองหน้าเขา “ใช่ไหมคะคุณ”
เธอสายตานั้นบังคับให้เขาทำตามอย่างเลี่ยงไม่ได้ สกนธีจำใจต้องตามน้ำไปด้วย
“จ้ะลูก พ่อมีธุระจริงๆ งั้นไว้วันหน้านะคะ”
“มึงว่าอะไรนะ”
ชานนท์ถามอีกครั้ง เขาคิดว่าถ้าหูเขาไม่เพี้ยนเพื่อนสนิทก็คงบ้าไปแล้ว
“นายมีเพื่อนที่เมียเขาเปิดร้านขนมใช่ไหม ลูกค้าเราที่มาจ้างทำร้านขนมน่ะ” สกนธีพูดถึงลูกค้ารายหนึ่งของบริษัทที่ชานนท์เคยบอกว่าเป็นเพื่อนเก่า มาจ้างออกแบบร้านขนมเล็กๆ ให้ภรรยา
“อ้อ.. เออ ใช่ก็ไอ้กรไง ว่าแต่มึงจะขอไปเรียนทำขนมกับน้องนุทจริงเหรอวะ งานมึงน้อยไปจนฟุ้งซ่านหรือไง”
‘หรือว่ามันจะทำงานมากไปจนเพี้ยน’ ชานนท์คิดในใจ อย่าว่าจะทำขนมแค่กินขนมเขายังไม่เคยเห็นมันสนใจ มีให้กินก็กิน ไม่มีก็ไม่เคยคิดจะซื้อหามากิน
“ลูกกูชอบขนมเค้ก ชอบเบเกอรีต่างหาก เดือนหน้าจะถึงวันเกิดน้องเพียงกูอยากทำของขวัญให้ลูกต่างหาก”
ชานนท์พยักหน้า งงนิดหน่อยแต่ไม่เข้าใจมากๆ นี่ขนาดง้อลูกมันยังทุ่มเทขนาดนี้ ง้อเมียไม่ปลูกบ้านให้ฟรีเหรอวะชายหนุ่มคิดอย่างขำๆ ในใจแต่ก็ต้องสะดุ้งเมื่อสกนธีพูดต่อ
“ส่วนงานกูตอนนี้ไม่รับงานใหม่นะ จะออกแบบห้างให้ที่บ้านเอ๋ค่าใช้จ่ายตั้งแต่ต้นจนจบลงบิลกูได้เลย” สกนธีหันไปหาลูกน้องในทีมที่นั่งทำงานห้องเดียวกัน
“เฮ้ย ทีมสำรวจลงตารางไว้ด้วยวันจันทร์หน้ามีลงพื้นที่หน้างาน ไปกันสักสี่ห้าคน”
ในที่สุดชานนท์ก็ต้องพาสกนธีไปหาภากรและชมพูนุท เจ้าของร้านเบเกอรีที่พวกเขาเคยเป็นลูกค้าของบริษัท ในคราวที่ภากรต้องการเปิดร้านเบเกอรีให้กับภรรยา
“รบกวนคุณนุทด้วยนะครับ” สกนธีกล่าวกับฝ่ายเจ้าของร้านสาว เขามองไปรอบๆ บริเวณร้านขนมที่ตั้งบนพื้นที่แค่งานเดียวนั้นได้รับการออกแบบจนดูไม่คับแคบ ทำให้บรรยากาศไม่ต่างจากไปคาเฟชื่อดังทั้งหลาย
“ยินดีค่ะพี่เก่ง ไม่ต้องเรียกนุทว่าคุณนะคะ” ชมพูนุทยิ้มให้อย่างร่าเริงตามนิสัย เธอถามต่อว่า
“แล้วพี่เก่งอยากฝึกทำเมนูไหนดีคะ น้องชอบทานอะไรลองลิสต์มาดูก่อนไหมจะได้วางแผนได้”
“เอ่อ... น้องเพียงชอบกินพวกช็อกโกแลตครับ เอามาทำขนมอะไรได้บ้าง” สกนธีไม่ค่อยรู้เรื่องขนมนัก โดยเฉพาะถ้าเป็นพวกขนมตะวันตกแนวเบเกอรีเขายิ่งไม่รู้จักว่าอะไรคืออะไร
“อ๋อ น้องชอบช็อกโกแลต งั้นเป็นนี่ไหมคะอัลมอนด์ลอนดอนคุกกี้” ชมพูนุทชี้ไปยังขนมในถาดเธออธิบายต่อ
“จะเป็นบัตเตอร์คุกกี้สอดใส่อัลมอนด์แล้วเคลือบด้วยช็อกโกแลตค่ะ น้องน่าจะชอบนะคะ”
สกนธีคิดตามแล้วยิ้ม ชายหนุ่มมองเจ้าของร้านสาวที่ไปหยิบขนมใส่จานเล็กมาให้เขาชิม เขาลองชิมแล้วรู้ว่าน้องเพียงจะต้องชอบแน่นอน เขาตกลงใจทันที
“ตกลงครับ ผมอยากเรียนทำอันนี้ แต่มีอีกอันที่อยากทำนิวยอร์คชีสเค้กไม่ทราบว่าน้องนุทสอนได้ไหมฮะ” เขาจำชื่อเมนูนี้ขึ้นใจหลังจากที่กลับจากร้านของเชฟดนัย
“นิวยอร์คชีสเค้กเหรอคะ ก็ถือว่ายากในระดับนึงค่ะแต่จริงๆ ขนมตัวนี้อยู่ที่วัตถุดิบหลัก ถ้าใช้ของดีก็ออกมาดีซึ่งส่วนมากต้นทุนจะค่อนข้างแพงด้วยค่ะ”
“เลยขายกันแพงเหรอครับ มิน่าล่ะ” เขาเริ่มเข้าใจว่าทำไมค่าเค้กที่จ่ายไปนั้นแพงในความรู้สึกเขาแต่ก็ยังมีคนซื้อ
“ใช่ค่ะพี่เก่ง ตัวนี้หนักครีมชีส วิปครีมหรือ Sour Cream ตัวบิสกิตที่มาทำฐานก็ต้องใช้ของดีมากๆ ถ้าพี่เก่งอยากทำนัดวันได้เลยค่ะนุทจะเตรียมของไว้ให้”
“เรียนครับ ยังไงมีค่าใช้จ่ายเท่าไหร่บอกได้เลยนะครับ”
สกนธีตัดสินใจทันที มันจะสักเท่าไหร่กัน ก็แค่ทำขนม?
ชานนท์และภากรหัวเราะหึหึ มองตากันแล้วนึกตรงกัน ‘แล้วมันจะรู้ว่าซื้อเขาเถอะ สบายกว่าเยอะ’
“เอ๋ตัดสินใจหรือยังครับ ว่าสนใจผืนไหน” พุฒิเมธมาขอพบอิสริยาเรื่องที่ดินที่เขาให้ข้อมูลไว้รอบก่อน
“ค่ะ เอ๋อยากถามพี่เมธว่าที่ผืนนั้นแปลงล่าสุดที่ห้าไร่น่ะค่ะ พี่ติดต่อกับเจ้าของเขาเองแน่ใช่ไหมคะ”
“ครับ ทีมงานพี่รู้จักตัวเจ้าของเลยครับ น้องเอ๋ไม่ต้องกลัวนะว่าพี่มาหลอก ที่ไม่มีใครซื้อเพราะว่าสู้ราคาไม่ได้ครับ เจ้าของเขาไม่ได้ร้อนเงินเลยรอคนที่ให้ราคาดีที่เขาพอใจ”
“สักเท่าไหร่ล่ะคะ”
“ห้าร้อยล้านครับ ที่ยี่สิบห้าไร่ใจกลางเมืองราคานี้หาที่ไหนไม่ได้แล้วนะน้องเอ๋ พี่ไปต่อรองมาได้ราคานี้พิเศษสุด” พุฒิเมธตัดสินใจให้ราคาสูงพอที่เจ้าของที่จะต้องพอใจ หากเขาไปเจรจาด้วยตัวเอง ชายหนุ่มคิดว่ามิลินคงอยากกั๊กไว้คนเดียวไม่อยากให้เขาได้ส่วนแบ่งค่านายหน้าเป็นแน่
“ถ้าพี่เมธแน่ใจว่าเขาขายแน่ เอ๋อยากไปดูที่จริงค่ะ สักวันจันทร์นี้สะดวกไหมคะ”