บทที่ 4: สิทธิของเธอเป็นได้แค่ ‘พี่เลี้ยง’

1555 Words
เวลาต่อมา... เพล้ง!! เสียงถ้วยจานแตกกระจายเกลื่อนพื้นห้องอาหารสุดหรู ตามมาด้วยรอยเปรอะเปื้อนของซุปข้าวโพดที่สาดกระเซ็นไปทั่วบริเวณ เหล่าสาวใช้และแม่บ้านต่างพากันก้มหัวหลบวิถีสิ่งของที่ลอยละลิ่วมาเป็นระลอก “ม่ายอาววว! มาร์คม่ายกีน! ปายยย! ออกปายยย!” เสียงแหลมเล็กตะโกนลั่นคือ ‘มาร์คัส’ หรือ ‘น้องมาร์ค’ ทายาทตัวน้อยวัยสองขวบแห่งตระกูลเลอกรองจ์ ร่างอวบอ้วนในชุดนอนลายทางยืนกระทืบเท้าอยู่บนเก้าอี้เด็ก ใบหน้าหล่อเหลาที่ถอดพิมพ์ผู้เป็นพ่อมาทุกกระเบียดนิ้วแดงก่ำด้วยความเอาแต่ใจ สองมือป้อมคว้าแก้วน้ำ ช้อนเงินหรืออะไรก็ตามที่อยู่ใกล้มือปาใส่สาวใช้ที่พยายามจะป้อนข้าวอย่างเกรี้ยวกราด “โธ่… คุณหนูมาร์คัสคะ ทานสักนิดเถอะนะคะเดี๋ยวปวดท้องเอา…” ป้าแม่บ้านวัยกลางคนพยายามเกลี้ยกล่อมด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ พลางยกถาดขึ้นบังช้อนที่ลอยหวือมาชนจนเกิดเสียงดังแก๊ง! “ม่าย! แด๊ดดี้! แด๊ดดี้ตีๆ ป้า! มาร์คจาเอาของเล่นนน!” เด็กน้อยพูดยังไม่ค่อยชัด ทว่าน้ำเสียงและแววตาดุดันนั้นกลับถอดแบบพ่อมาไม่มีผิดเพี้ยน มาร์คัสไม่ฟังใครทั้งสิ้น ชี้ไม้ชี้มือฟ้องผู้เป็นพ่อที่นั่งอยู่หัวโต๊ะ ทว่าคนถูกเรียกหาว่ากลับเพียงแค่นั่งไขว่ห้าง จิบกาแฟดำรสเข้มใบหน้าหล่อเหลาคมคายเรียบเฉย นัยน์ตาสีน้ำตาลเข้มมองลูกชายที่กำลังอาละวาดทำลายข้าวของด้วยสายตาว่างเปล่า ไม่มีการห้ามปราม เยื้องไปด้านหลังของมาเฟียหนุ่ม มีบอดี้การ์ดคนสนิทสองคนยืนขนาบซ้ายขวาทำหน้าที่อารักขา คนซ้ายคือ ‘คริส’ ชายหนุ่มร่างสูงใหญ่ที่มีใบหน้าหล่อเหลาติดจะเย็นชา สุขุม เยือกเย็น และแทบจะไม่เคยมีใครเห็นรอยยิ้มของเขา คริสยืนนิ่งเป็นรูปปั้นไม่แม้แต่จะปรายตามองเศษจานที่กระเด็นมาโดนรองเท้าของตัวเอง ส่วนคนขวาคือ ‘เจซ’ บอดี้การ์ดหนุ่มที่มีบุคลิกผ่อนคลายกว่าคริสเล็กน้อย เขามีใบหน้าหล่อเหลาร้ายกาจและแววตาที่ดูขี้เล่น ทว่าเวลางานก็เฉียบขาดไม่แพ้ใคร เจซแอบเบี่ยงตัวหลบช้อนคันจิ๋วที่ลอยเฉียดหน้าไปได้อย่างหวุดหวิด พลางลอบถอนหายใจ ทั้งคริสและเจซรู้ดีว่าสถานการณ์ตอนนี้ตึงเครียดแค่ไหน และพวกเขาก็รู้ดีว่าใครคือที่จะหยุดพายุลูกน้อยนี้ได้… แต่พวกเขาเลือกที่จะเงียบ ทั้งสองให้ความเคารพ ‘ลาริมาร์’ ในฐานะนายหญิงของบ้าน แม้ในนามเธอจะเป็นเพียงเด็กรับใช้ ทว่าการแสดงความเคารพหรือปกป้องเธอออกนอกหน้า คือ ‘ข้อห้ามเด็ดขาด’ เพราะยิ่งพวกเขามองเห็นค่าเธอมากเท่าไหร่ คนที่จะถูกเจ้านายจอมเผด็จการผู้มีอารมณ์แปรปรวนลงโทษ… ก็คือตัวลาริมาร์เอง ตึก… ตึก… เสียงรองเท้าคัตชูดังสะท้อนเบาๆ บนทางเดิน เรียกให้สายตาทุกคู่ในห้องอาหารหันไปมอง ลาริมาร์ในชุดนักศึกษาเดินเข้ามาภายในห้องด้วยท่วงท่าที่พยายามบังคับไม่ให้สั่นเทา ร่างกายเธอยังคงปวดร้าวจากบทลงโทษอันป่าเถื่อนเมื่อคืนและเมื่อเช้า รอยสีกุหลาบช้ำๆ ยังคงซ่อนอยู่ใต้เสื้อเชิ้ตสีขาวพอดีตัวที่ถูกปลดกระดุมบนออกเพียงเม็ดเดียว แม้รูปร่างเธออวบอิ่มไม่ได้ผอมเพรียวแบบนางแบบ แต่กลับมีทรวดทรงองเอวโค้งเว้าเต็มไปด้วยเสน่ห์ทางเพศจนไม่อาจละสายตา กระโปรงทรงเอสีดำที่สวมใส่รัดรูปจนขับเน้นสะโพกผายและหน้าท้องแบนราบให้ดูเย้ายวนสายตา และนั่น… คือสิ่งที่ทำให้โดมินิคไม่สบอารมณ์ ถ้วยกาแฟถูกวางกระแทกลงบนจานรองเสียงดัง กึก! นัยน์ตาสีน้ำตาลเข้มของมาเฟียหนุ่มตวัดมองเรือนร่างของหญิงสาวตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า ความหงุดหงิดพลุ่งพล่านขึ้นมาในอกจนร้อนรุ่มราวกับโดนไฟสุมทรวง เสื้อผ้าบ้าบออะไร ทำไมมันถึงรัดรึงจนเห็นสัดส่วนชัดเจนขนาดนี้! แค่คิดว่าเธอใส่มันออกไปเดินให้ไอ้พวกผู้ชายหน้าโง่ข้างนอกมอง สันกรามคมก็ปูดนูนขึ้นเป็นริ้ว ฝ่ามือหนากำเข้าหากันแน่นจนเส้นเลือดหลังมือปูดโปน “มานี่” ลาริมาร์ชะงักฝีเท้าเมื่อปะทะเข้ากับสายตาดุดันของชายที่นั่งอยู่หัวโต๊ะ หัวใจดวงน้อยกระตุกวูบ ความหวาดกลัวตีตื้นขึ้นมาจุกอยู่ที่ลำคอ เธอไม่อยากเดินเข้าใกล้เขาเลยแม้แต่ก้าวเดียว สัมผัสป่าเถื่อนที่ฝากรอยร้าวไว้ทั่วร่างยังคงชัดเจนในความทรงจำ แต่นี่คืออาณาเขตของเขา เธอคือคนในปกครองที่ไม่มีสิทธิ์แม้แต่จะเอ่ยปากปฏิเสธ “จัดการสิ” เสียงทุ้มต่ำที่แสนเย็นชาเอ่ยสั่งออกมาสั้นๆ ริมฝีปากหยักขยับพูด ทว่าดวงตาคมกริบกลับจ้องเขม็งไปที่หน้าอกอวบอิ่มที่ดันเนื้อผ้าจนตึงเปรี๊ยะราวกับจะใช้สายตาฉีกทึ้งมันออกเป็นชิ้นๆ ลาริมาร์ลอบกลืนน้ำลายเหนียวหนืดลงคอ ละสายตาจากเขาหันไปมองต้นเหตุของความวุ่นวายที่ยืนอยู่บนเก้าอี้ ‘มาร์คัส…’ ก้อนสะอื้นตีตื้นขึ้นมาที่ลำคอจนปวดร้าวไปหมด ดวงตากลมโตสั่นระริกเมื่อได้ทอดมองใบหน้าของเด็กชายตัวน้อยอย่างเต็มตา ‘หนึ่งปีเต็ม’ หนึ่งปีที่ไม่ได้พบเจอ ลูกชายตัวน้อยของเธอโตขึ้นมาก ใบหน้าจิ้มลิ้มเริ่มฉายแววความหล่อเหลาและดุดันเฉกเช่นผู้เป็นพ่อ ทว่าสิ่งที่ทำให้หัวใจคนเป็นแม่ปวดหนึบ ไม่ใช่แค่ระยะห่าง… แต่เป็นนิสัยที่ถอดแบบเขามาทุกกระเบียดนิ้ว ทำไมเด็กตัวแค่นี้ถึงได้กลายเป็นเด็กอารมณ์ร้าย เอาแต่ใจ และชอบใช้กำลังทำลายข้าวของขนาดนี้? ตลอดเวลาที่ผ่านมา เขาถูกเลี้ยงดูมาด้วยสภาพแวดล้อมแบบไหนกัน? “แด๊ดดี้! มาร์คจาปายหาแด๊ดดี้!” เด็กน้อยแผดเสียงร้องอีกครั้ง เตรียมจะคว้าชามซุปขึ้นปา ลาริมาร์สูดลมหายใจเข้าลึก พยายามข่มความปวดร้าวในอก บังคับสองขาที่สั่นเทาให้ก้าวเดินฝ่าเศษกระเบื้องและคราบสกปรกบนพื้นเข้าไปหาเด็กน้อย ทุกย่างก้าวของเธอตกอยู่ในสายตาทุกคนในห้อง คริสและเจซลอบมองหน้ากันขณะที่โดมินิคยังคงนั่งนิ่ง จ้องมองทุกการกระทำของเธอด้วยสายตาที่ยากจะคาดเดา “คุณหนูมาร์คัส…” เสียงหวานเอ่ยเรียกแผ่วเบา ร่างอวบอิ่มย่อตัวลงตรงหน้าเก้าอี้เด็ก ระดับสายตาเสมอกับใบหน้าบูดบึ้ง ทันทีที่เสียงนั้นดังขึ้น มือป้อมๆ ที่กำลังจะปาชามซุปชะงักกึก มาร์คัสหยุดอาละวาดราวกับถูกกดปุ่มปิด เด็กชายตัวน้อยก้มหน้าลงมามองผู้มาใหม่ ดวงตากลมโตสีน้ำตาลเข้มที่ถอดแบบมาจากพ่อเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย ก่อนที่หัวคิ้วเล็กๆ จะขมวดเข้าหากันจนยุ่งเหยิง สองแม่ลูกจ้องตากันเนิ่นนานท่ามกลางความเงียบที่น่าอึดอัด ลาริมาร์สัมผัสได้ถึงก้อนเนื้อในอกซ้ายที่เต้นระรัวด้วยความโหยหา มือบางสั่นเทาอยากจะเอื้อมไปกอดรัดร่างอวบอ้วนนั้นใจจะขาด อยากจะฝังจมูกลงบนพวงแก้มยุ้ยๆ ให้ชื่นใจ อยากพร่ำบอกว่า ‘หม่ามี้อยู่นี่แล้ว’ แต่เธอทำไม่ได้ สิทธิของเธอเป็นได้แค่ ‘พี่เลี้ยง’ เท่านั้น มาร์คัสเม้มริมฝีปากแน่น เด็กน้อยที่เพิ่งอาละวาดบ้านแตกเมื่อครู่ยืนนิ่ง แววตาดุดันแบบเด็กเอาแต่ใจจดจ้องใบหน้าหวานของลาริมาร์อย่างเอาเรื่อง ประเมินผู้หญิงแปลกหน้าที่กล้าเดินเข้ามาขัดจังหวะการแผลงฤทธิ์ของตน “มาค่ะพี่ริมาร์อุ้ม เดี๋ยวตกลงไปจะเจ็บนะคะ” ลาริมาร์พยายามบังคับเสียงไม่ให้สั่น เอื้อมมืออันสั่นเทาออกไปตรงหน้าเด็กน้อย หวังเพียงแค่เขาจะยอมทิ้งชามซุปในมือแล้วก้าวลงมา มาร์คัสจ้องมองมือบางสลับกับใบหน้าหวาน นัยน์ตาสีน้ำตาลเข้มฉายแววลังเลเพียงครู่ ก่อนแปรเปลี่ยนเป็นความแข็งกร้าว เด็กน้อยเชิดหน้าขึ้นเล็กน้อย ท่าทางเย่อหยิ่งนั้นกระแทกใจคนเป็นแม่จนชาหนึบ... เหมือนพ่อเขาไม่มีผิด “ม่าย! มาร์คม่ายลง! ปายยย!” ปากเล็กตวาดทว่าคราวนี้กลับไม่มีการปาข้าวของ มาร์คัสเพียงแค่ยืนนิ่งกำชามซุปแน่น จ้องมองลาริมาร์ราวกับจะลองดี “ถ้าคุณหนูมาร์คัสยอมลงมาทานข้าวดีๆ เดี๋ยวพี่มาร์จะพาไปดูนกที่สวนด้านนอก ดีไหมคะ?” เธอยังคงใช้ความอ่อนโยนเข้าสู้ แม้หัวใจจะเจ็บปวดที่ต้องเรียกตัวเองว่า ‘พี่’ ต่อหน้าลูก คำว่าสวนด้านนอกทำให้ดวงตาคู่เล็กเบิกกว้างเล็กน้อย มาร์คัสชอบออกไปข้างนอก แต่ปกติแด๊ดดี้ไม่ค่อยอนุญาตเด็กน้อยหันขวับไปมองผู้เป็นพ่อที่นั่งจิบกาแฟอยู่หัวโต๊ะ ทว่าโดมินิคกลับทำเพียงแค่ปรายตามอง ท่าทางนิ่งเฉยนั้นทำให้มาร์คัสหน้าเสีย ขอบตาเล็กๆ เริ่มแดงก่ำ “แด๊ดดี้... มาร์คจาปาย...” เสียงแหลมเล็กเริ่มสั่นเครือ เพราะกลัวจะโดนขัดใจจากผู้เป็นพ่อ…
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD