เช้าวันใหม่...
แสงแดดอ่อนๆ ยามเช้าสาดส่องลอดผ่านผ้าม่านเข้ามาภายในห้องนอนที่อบอวลไปด้วยกลิ่นอายคาวโลกีย์และควันบุหรี่ บนเตียงที่ยับเยินไม่เหลือชิ้นดีร่างอวบอิ่มนอนขดตัวอยู่ใต้ผ้าห่มผืนบาง ร่างกายเต็มไปด้วยรอยจ้ำสีแดงอมม่วงและรอยขบกัดที่กระจายอยู่ทั่วทุกตารางนิ้ว ผิวเนื้อที่เคยขาวเนียนบอบช้ำจนแทบไม่มีพื้นที่ว่างให้มองเห็นสีผิวเดิม
ความรู้สึกแรกที่ปลุกให้หญิงสาวตื่นจากห้วงนิทราอันเหนื่อยล้าคือความปวดร้าวที่แล่นปราดไปทั่วกระดูกสันหลัง ส่วนลึกของร่างกายปวดหนึบระบมจนแค่ขยับตัวเพียงนิดก็แทบจะหลุดเสียงร้อง แต่สิ่งที่ทำให้เธออึดอัดยิ่งกว่าความเจ็บปวด คือน้ำหนักมหาศาลที่กดทับอยู่บนหน้าท้อง
ท่อนแขนแกร่งที่เต็มไปด้วยมัดกล้ามและรอยสักลายพยัคฆ์สวมมงกุฎของพาดทับกอดรัดเอวคอดเอาไว้แน่น แผ่นอกกว้างเปลือยเปล่าแนบชิดติดกับแผ่นหลังบางจนสัมผัสได้ถึงจังหวะการเต้นของหัวใจและไอร้อนที่แผ่ซ่านออกมา
ลาริมาร์รู้สึกเหมือนตัวเองกำลังถูกงูยักษ์รัดจนหายใจไม่ออก กลิ่นน้ำหอมผู้ชายผสมกับกลิ่นเหงื่อและกลิ่นกิจกรรมร่วมรักเมื่อคืนลอยแตะจมูก ตอกย้ำความจริงอันโหดร้ายว่าเธอเพิ่งถูกมาเฟียใจร้ายย่ำยีจนสลบคาอกเขา
“อึก…” หญิงสาวกลืนน้ำลายเหนียวหนืดลงคอ พยายามสูดอากาศเข้าปอดแต่ก็ทำได้ลำบาก เธอจึงตัดสินใจเอื้อมมือที่ไร้เรี่ยวแรงไปจับท่อนแขนแกร่งค่อยๆ ออกแรงยกมันออกไปให้พ้นจากตัวเพื่อหวังจะสูดหายใจให้เต็มปอด
ทว่า… เธอลืมไปว่าชายที่นอนอยู่ข้างกายคืออดีตทหารหน่วยรบพิเศษที่ประสาทสัมผัสไวต่อสิ่งเร้าแม้ในยามหลับใหล
พรึบ!
“จะทำอะไร”
เสียงทุ้มต่ำติดจะแหบพร่าดังขึ้นที่ข้างหู พร้อมฝ่ามือหนาพลิกกลับมาตะปบข้อมือเล็กเอาไว้แน่นจนกระดูกแทบแหลก โดมินิคลืมตาขึ้นนัยน์ตาสีน้ำตาลเข้มไม่มีแววงัวเงียแม้แต่น้อย มันคมกริบ ดุดัน และเต็มไปด้วยความไม่พอใจที่เห็นว่าคนใต้ร่างกำลังพยายามแกะแขนเขาออกราวกับรังเกียจสัมผัส
“คะ… คุณดอม มาร์แค่หายใจไม่ออกค่ะ แขนคุณมันหนัก…” ลาริมาร์เสียงสั่นรีบอธิบายเมื่อเห็นแววตาคุกคามของเขา
โดมินิคแค่นหัวเราะในลำคอ เขาไม่ยอมปล่อยมือซ้ำยังกระชากร่างอวบอิ่มให้หันกลับมาเผชิญหน้าตรงๆ ร่างกายเปลือยเปล่าของทั้งสองบดเบียดกันจนไร้ช่องว่าง ลาริมาร์พยายามหดคอหนีด้วยความหวาดกลัว ก่อนที่สมองจะนึกถึงสิ่งที่มีค่าที่สุดในชีวิตขึ้นมาได้ ในเมื่อเขากลับมาไทยแล้ว… คนที่เป็นดั่งดวงใจของเธอก็ต้องกลับมาด้วยสิ
“คะ… คุณดอมคะ แล้วคุณหนูมาร์คัส… คุณหนูมาด้วยรึเปล่าคะ?”
คำถามที่หลุดออกจากริมฝีปากบวมเจ่อทำเอาบรรยากาศรอบห้องเย็นยะเยือกขึ้นมาฉับพลัน สันกรามคมปูดนูนขึ้นเป็นริ้ว ดวงตาที่เคยมองเธอด้วยความปรารถนาแปรเปลี่ยนเป็นความเกรี้ยวกราดดุดันจนน่าขนลุก
“หึ… ผัวเพิ่งกลับมาถึงบ้าน กระแทกเธอจนสลบคาเตียงไปเมื่อคืน แต่ตื่นเช้ามา… คำแรกที่หลุดออกจากปากคือถามหาคนอื่นงั้นเหรอ?”
“คุณหนูไม่ใช่คนอื่นนะคะ นั่นลูก…”
“ฉันบอกแล้วไงว่าอย่ามาสะเออะเรียกมาร์คัสว่าลูก!” โดมินิคตวาดลั่นจนลาริมาร์สะดุ้งเฮือก ฝ่ามือหนาบีบปลายคางมนอย่างแรงจนเธอเจ็บจี๊ด
“เธอเป็นแค่คนรับใช้ที่มีหน้าที่ผลิตทายาทให้ฉัน ไม่มีสิทธิ์มาเสนอหน้าเป็นแม่ของลูกฉัน! และดูเหมือนว่าเมื่อคืน… ฉันจะยังสั่งสอนเธอไม่มากพอสินะ ถึงได้ตื่นมาพยศแบบนี้!”
สิ้นคำรามเขาก็พลิกร่างขึ้นคร่อมร่างอวบอิ่ม ลาริมาร์เบิกตากว้างด้วยความตื่นตระหนก เมื่อสัมผัสได้ถึงความยิ่งใหญ่ที่แข็งขืนดุนดันอยู่บริเวณหน้าขา มันตื่นตัวเต็มที่และพร้อมจะรุกล้ำเธออีกครั้งทั้งที่ร่างกายเธอชอกช้ำไม่เหลือสิ้นดี
“ไม่นะ! คุณดอม มาร์ขอร้อง มาร์ไม่ไหวแล้วจริงๆ ฮือออ มาร์เจ็บไปหมดแล้ว” สองมือเล็กยกขึ้นดันแผ่นอกกว้างอย่างสุดกำลัง น้ำตาหยดใสไหลทะลักออกจากหางตาด้วยความหวาดกลัวสุดขีด
“เจ็บก็ต้องทน! ร่างกายนี้ฉันซื้อมาด้วยเงิน ฉันจะใช้มันยังไง เมื่อไหร่ ก็ได้!”
เขาไม่ฟังเสียงค้านฝ่ามือใหญ่จับเรียวขาเนียนที่สั่นเทาให้อ้าออกกว้างอย่างไร้ความปรานี ก่อนแทรกกายเข้าไปอยู่ตรงกลางโดมินิคไม่เสียเวลาเล้าโลมหรือปลอบประโลมใดๆ ทั้งสิ้น
ความโกรธและความหึงหวง (แม้กระทั่งกับลูกชายตัวเอง) ทำให้เขากลายเป็นสัตว์ป่าที่ขาดสติ สะโพกสอบขยับตอกอัดความเป็นชายที่ใหญ่โตทะลวงเข้าสู่ช่องทางรักที่ยังคงแดงเถือกในรวดเดียว!
“กรี๊ดดดด! อ๊ากกก! คุณดอม!”
ลาริมาร์หวีดร้องสุดเสียงร่างกายแอ่นโค้งขึ้น ความเจ็บปวดแสนสาหัสแล่นปราดเข้าสู่แกนสมองจนหน้ามืด ร่องรักที่แห้งผากถูกฉีกกระชากด้วยความดิบเถื่อน มันฝืดเคืองคับแน่นจนรู้สึกเหมือนร่างกายกำลังจะขาดออกจากกัน เล็บเรียวจิกลงบนท่อนแขนแกร่งจนเลือดไหลซิบเพื่อระบายความทรมาน
“อ๊า… รัดแน่นฉิบหาย!” โดมินิคสบถเสียงพร่าขบกรามแน่นจนเส้นเลือดที่ขมับปูดนูน ความคับแคบที่บีบรัดตัวตนของเขาทำให้ความโกรธเกรี้ยวหลอมรวมกับความเสียวซ่านจนแทบคลั่ง “ต่อต้านฉันเข้าไป ลาริมาร์! รัดฉันให้แน่นกว่านี้!”
ปึก! ปึก! ปึก!
เสียงเนื้อกระทบกันดังก้องไปทั่วห้องโดมินิคกระหน่ำซอยสะโพกอัดกระแทกเข้าใส่อย่างบ้าคลั่งและรุนแรง เขาถอนแก่นกายออกเกือบสุดแล้วกระแทกกลับเข้าไปใหม่จนมิดด้ามซ้ำแล้วซ้ำเล่า เน้นย้ำทุกความลึกล้ำจนร่างของลาริมาร์สั่นคลอนและไถลไปตามแรงกระแทก
“ฮือออ… คุณดอม… มาร์เจ็บ อ๊ะ! มาร์จุก… ขอร้อง ฮึก…” เธอสะอื้นไห้ปานจะขาดใจ ส่ายหน้าไปมาบนหมอนที่เปียกชุ่มไปด้วยน้ำตา
ทว่าคำอ้อนวอนนั้นกลับยิ่งเป็นเชื้อเพลิงที่ชั้นดี โดมินิคก้มลงบดจูบริมฝีปากบางอย่างป่าเถื่อน ดูดกลืนเสียงสะอื้นลงไปในลำคอเรียวลิ้นร้อนชื้นเกี่ยวกระหวัดกวาดต้อนอย่างหิวกระหาย ก่อนผละออกแล้วซุกไซ้ซอกคอขาวขบกัดลงบนรอยเดิมจนเลือดซิบเพื่อตอกย้ำความเป็นเจ้าของ
จากความเจ็บปวดแสนสาหัสในคราแรก เมื่อถูกเขาบดขยี้จุดกระสันซ้ำๆ ร่างกายที่ทรยศก็เริ่มตอบสนอง ช่องทางรักเริ่มหลั่งน้ำหวานออกมาหล่อลื่นความยิ่งใหญ่ที่กำลังรุกล้ำ ทำให้การเสียดสีเปลี่ยนเป็นความซาบซ่านที่น่ารังเกียจ ลาริมาร์เกลียดตัวเองที่ร่างกายเธอมักจะพ่ายแพ้ต่อสัมผัสอันป่าเถื่อนของเขาสมอด
“อ๊ะ… อ๊า… อื้อออ” เสียงครางหวานหูเริ่มหลุดรอดออกมาแทนเสียงสะอื้น
“หึ… ปากบอกว่าเจ็บ แต่ตอดฉันซะแน่นเลยนะ” โดมินิคเหยียดยิ้มร้ายฝ่ามือหนาเลื่อนลงมาบีบเคล้นทรวงอกอวบอิ่มอย่างแรงจนล้นออกตามง่ามนิ้ว ก่อนเร่งจังหวะบดขยี้ช่วงล่างให้ถี่รัวหนักหน่วงขึ้นเป็นเท่าทวีคูณ “จำไว้… ว่าเวลาที่อยู่บนเตียงกับฉัน ห้ามพูดถึงชื่อคนอื่นเด็ดขาด!”
พายุสวาทที่เต็มไปด้วยความดิบเถื่อนดำเนินต่อไปอย่างบ้าคลั่ง โดมินิคกระแทกกระทั้นอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย ปรนเปรอความทรมานที่แสนหวานให้คนใต้ร่างจนสติหลุดลอย ร่างกายดิ้นพล่านเกร็งกระตุก ปลดปล่อยความสุขสมออกมาอย่างไม่อาจกลั้นไว้ได้ ก่อนที่มาเฟียร้ายจะคำรามลั่น เร่งจังหวะสุดท้ายอัดกระแทกเข้าไปลึกสุดใจ แล้วปลดปล่อยสายธารความร้อนระอุฉีดพ่นเข้าไปในตัวเธอทุกหยาดหยดโดยไร้ซึ่งการป้องกันใดๆ
คนตัวโตอบหายใจเหนื่อยหอบกดแช่ความยิ่งใหญ่ไว้ชั่วครู่ก่อนจะถอนตัวออกอย่างเย็นชา ของเหลวที่ไหลทะลักออกมาตามเรียวขาเนียนไม่ได้ทำให้เขารู้สึกผิดแม้แต่น้อย ร่างสูงใหญ่ก้าวลงจากเตียงเดินไปหยิบเสื้อผ้ามาสวมใส่เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ทิ้งให้ลาริมาร์นอนหอบหายใจรวยรินอยู่บนเตียง สภาพเธอตอนนี้ไม่ต่างอะไรกับตุ๊กตาผ้าที่ถูกฉีกทึ้งจนยับเยิน
“กินยาด้วย”
เสียงเรียบตึงดังขึ้นลายความเงียบ โดมินิคโยนแผงยาคุมกำเนิดลงบนเตียงเฉียดหน้าหญิงสาวไปเพียงนิดเดียว สายตาคมกริบมองลงมาที่ร่างเปลือยเปล่าด้วยความเย็นชา
“เมื่อคืนฉันไม่ได้ป้องกัน… แล้วก็เมื่อกี้ด้วย ฉันไม่อยากมีปัญหาตามมาทีหลัง จัดการตัวเองให้เรียบร้อย”
คำพูดที่ไร้เยื่อใยนั้นกรีดลึกลงไปในก้อนเนื้อที่อกข้างซ้าย ลาริมาร์พยุงร่างที่สั่นเทาและปวดร้าวขึ้นมานั่ง มือเล็กดึงผ้าห่มขึ้นมาปกปิดร่างกายที่เต็มไปด้วยรอยคาวโลกีย์ ดวงตากลมโตที่คลอไปด้วยน้ำตาช้อนขึ้นมองแผ่นหลังกว้างของชายที่ได้ชื่อว่าเป็น ‘สามีทางพฤตินัย’ ด้วยความรู้สึกที่แตกสลาย
‘ไอ้คนเห็นแก่ตัว… ไอ้คนไร้หัวใจ’ เธอได้แต่ด่าทอเขาผ่านทางสายตา ไม่กล้าแม้แต่จะเอื้อนเอ่ยออกมาเป็นคำพูด ความเกลียดชังและความน้อยเนื้อต่ำใจฉายชัดอยู่ในแววตาคู่สวยที่เคยสดใส
ทว่า… โดมินิคที่กำลังจะก้าวเดินออกจากห้อง กลับชะงักฝีเท้าหันขวับกลับมามอง ราวกับมีเรดาร์จับความรู้สึกที่ส่งมาจากด้านหลัง นัยน์ตาสีน้ำตาลเข้มหรี่ลงอย่างจับผิด ก่อนที่ร่างสูงใหญ่จะสืบเท้ากลับเข้ามาหาเธอด้วยความรวดเร็วและคุกคาม
พรึบ!
“อ๊ะ!” ลาริมาร์สะดุ้งสุดตัวเมื่อฝ่ามือหนาตะปบเข้าที่ปลายคางอย่างแรงจนต้องแหงนหน้าขึ้นสบตากับซาตานร้าย
“สายตาแบบนี้มันหมายความว่ายังไง ลาริมาร์” โดมินิคกดเสียงต่ำ บีบปลายคางมนแน่นจนเธอหน้าเบี้ยว “กล้าด่าฉันทางสายตางั้นเหรอ? คิดว่าตัวเองเป็นใครถึงกล้ามามองฉันด้วยสายตาต่ำๆ แบบนี้!”
“มะ… มาร์เปล่าค่ะ ปล่อยมาร์นะ มาร์เจ็บ” หญิงสาวพยายามแกะมือเขาออก แต่มันก็เหมือนไม้ซีกงัดไม้ซุง
“อย่ามาทำอวดดีกับฉัน!” โดมินิคสะบัดมือออกอย่างแรงจนใบหน้าหวานหันไปตามแรง เขาโน้มใบหน้าลงมาใกล้จนสัมผัสได้ถึงลมหายใจร้อนผ่าว แววตาไร้ซึ่งความปรานี มีเพียงความเหี้ยมเกรียมที่พร้อมจะสังหารคนที่ขัดใจ
“อย่าท้าทายฉันให้มากนัก ลาริมาร์… จำใส่สมองกลวงๆ ของเธอไว้ ที่ฉันยังเก็บเธอไว้ในบ้านหลังนี้ ก็เพราะ‘ฉันยังไม่เบื่อ’ เท่านั้น!”
คำพูดนั้นเหมือนมีดนับพันเล่มพุ่งเข้าเสียบทะลุหัวใจ ลาริมาร์นิ่งอึ้ง น้ำตาที่กลั้นไว้ไหลทะลักออกมาอย่างห้ามไม่อยู่
“และถ้าวันไหนที่ฉันเบื่อ… ร่างกายของเธอมันไม่ตอบสนองความต้องการของฉันได้อีกต่อไป…” โดมินิคเหยียดยิ้มร้ายกาจ ปลายนิ้วสากเกลี่ยลงบนพวงแก้มที่เปื้อนน้ำตาเบาๆ ราวกับโรคจิต “วันนั้น… จะเป็นวันที่เธอไม่มีแม้แต่โอกาสได้หายใจอยู่บนโลกใบนี้ด้วยซ้ำ เข้าใจไหม!?”
“ฮึก… ขะ… เข้าใจค่ะ” เธอตอบรับเสียงสะอื้น ยอมจำนนต่อโชคชะตา
“ดี! งั้นก็รีบไสหัวไปอาบน้ำกินยาซะ แล้วลงไปทำงานของเธอได้แล้ว ฉันไม่อยากเห็นคนรับใช้มานอนกินบ้านกินเมือง!”
ตวาดจบโดมินิคก็หันหลังเดินตึงตังออกจากห้องไปโดยไม่แม้แต่จะหันกลับมามอง
ปัง!!
เสียงประตูห้องปิดลงอย่างแรง ทุกอย่างตกอยู่ในความเงียบที่แสนทรมาน
ลาริมาร์นั่งนิ่งอยู่บนเตียงร่างกายสั่นสะท้านอย่างควบคุมไม่ได้ สองมือเล็กกำผ้าห่มแน่น กำหมัดเข้าหากันจนเล็บจิกลงไปในเนื้อเพื่อระบายความเจ็บปวดที่อัดอั้นอยู่ภายในใจ น้ำตาแห่งความน้อยเนื้อต่ำใจร่วงหล่นลงมาไม่ขาดสาย
เธอเป็นได้แค่นี้จริงๆ … เป็นแค่ที่ระบายความใคร่ เป็นแค่ของเล่นบนเตียง และเป็น ‘แม่’ ที่ไม่มีสิทธิ์แม้แต่จะเรียกลูกของตัวเองว่าลูก
ร่างอวบอิ่มขดตัวลงกอดเข่า ร้องไห้สะอึกสะอื้นไร้เสียงท่ามกลางกรงขังสีเทาที่ไม่มีวันหนีพ้น… รอคอยเพียงวันที่มาเฟียร้ายจะ ‘เบื่อ’ และโยนเธอทิ้งไปอย่างที่เขาขู่ไว้เท่านั้นเอง…