คฤหาสน์ตระกูลวรชิตเดชากุล
เช้าวันรุ่งขึ้นหลังเกิดเหตุการณ์อื้อฉาวในร้านอาหาร บรรยากาศในบ้านดูตึงเครียดผิดปกติ ท็อปเดินเข้ามาในบ้านตั้งใจจะมาเคลียร์กับทัพพ์เทพเรื่องเมื่อคืน
เมื่อเจ้าตัวเดินลงมาจากชั้นสองในชุดเชิ้ตเรียบหรู ท็อปก็ตรงเข้ามาดักหน้าโดยไม่รีรอ
“พี่ทัพพ์! เมื่อคืนพี่ทำกับลูกศรแบบนั้นได้ยังไง ยังมีความเป็นลูกผู้ชายอยู่ไหม!”
มือหนาหยิบไอแพดยื่นให้พี่ชายดู คลิปในข่าวคือเหตุการณ์เมื่อคืนที่ลูกศรร้องไห้ตัวสั่นกลางร้านอาหารในขณะที่ทัพพ์เทพยืนอยู่ตรงหน้า เสียงแขกในร้านตำหนิและกล่าวโทษชายหนุ่มดังระงม
“ฉันไม่ได้ทำอย่างที่เห็นในคลิป”
“ไม่ได้ทำงั้นหรอเหรอ?” ท็อปขมวดคิ้วมุ่น “ในคลิปก็เห็นอยู่ว่าพี่ถือแก้วไวน์ แล้วคุณลูกศรเปื้อนไปทั้งตัว!”
“ใช่…” ทัพพ์เทพขึ้นเสียงใส่ทีปวุฒิ “เพราะผู้หญิงของแกมารยาสาไถยเล่นละครเรียกร้องความน่าสงสารด้วยการสาดไวน์ใส่ตัวเองต่างหาก ตั้งใจจะสร้างเรื่องให้ฉันดูเลวในสายตาคนอื่น”
เขาจ้องหน้าน้องชายเขม็ง หวังว่าทีปวุฒิจะเชื่อคำพูดของคนในครอบครัวมากกว่าคนนอก
“ใครจะเชื่อวะ ไม่มีใครทำแบบนั้นในชีวิตจริงหรอกพี่! ลูกศรจะทำอย่างนั้นไปเพื่ออะไร”
ทัพพ์เทพกอดอก พลางมองน้องชายด้วยความเอือมระอา
ไม่รู้ว่าจะโง่ไปถึงเมื่อไร!
“ท็อป แกมันหลงผู้หญิงจนไม่เห็นหัวใครอีกแล้ว”
ทัพพ์เทพต้องการให้น้องชายตาสว่าง จึงหยิบแฟ้มเอกสารจากโต๊ะรับแขกแล้วยื่นให้ทีปวุฒิดูซึ่งเป็นหลักฐานการเงินของธุรกิจเสื้อผ้าลูกศรที่กำลังจะเจ๊ง ทว่าท็อปกลับผลักแฟ้มเอกสารออก เพราะเขาไม่สามารถเชื่อใจทัพพ์เทพได้อีก
“เอกสารแบบนี้ใครก็ปลอมขึ้นมาได้ พี่จะใส่ร้ายลูกศรทำไม!”
“ไอ้ท็อป! มีสติบ้างเถอะ แกกำลังจะถูกผู้หญิงคนนั้นหลอก!”
สองพี่น้องโต้เถียงเสียงดังลั่น โชคดีที่ผู้เป็นแม่เข้ามาพอดี ไม่อย่างนั้นเรื่องอาจบานปลายมากกว่านี้ก็ได้
“อะไรกันลูกชายบ้านนี้ ทะเลาะกันเสียงดังลั่นไปถึงหน้าบ้านเชียว!”
ทั้งสองหันไปมองหญิงวัยกลางคนในชุดผ้าไหมสีขาวเดินเข้ามาอย่างสง่างาม ท่านคือคุณบานชื่นมารดาของทั้งคู่ที่เพิ่งกลับมาจากการเดินทางไปปฏิบัติธรรมกับเพื่อนรุ่นเดียวกัน
“แม่ดูสิ ลูกชายคนโปรดของแม่ ใส่ร้ายคุณลูกศรของผม กล่าวหาว่าเธอเข้าหาผมเพราะเงิน!”
“ใจเย็นก่อนลูก ค่อย ๆ คุยกันดี ๆ”
ท่านหันไปทางลูกชายคนโต “แล้วทัพพ์ล่ะ ไปกล่าวหาผู้หญิงของน้องจริงหรือเปล่า”
ทัพพ์เทพพยักหน้า
“จริงครับ แต่ผมมีหลักฐานว่าลูกศรเข้าหาท็อปเพราะเงิน ผมไม่อยากเห็นมันต้องเจ็บตัวเพราะความโง่ของตัวเอง”
เมื่อได้ยินคำปรามาส ท็อปก็พุ่งเข้าไปคว้าคอเสื้อพี่ชายทันที
“พี่ไม่มีสิทธิ์ด่าผม” แววตาเขาแดงก่ำด้วยโทสะ ตั้งท่าจะชก แต่โชคดีที่คุณบานชื่นเข้ามากั้นกลางระหว่างทั้งคู่
“หยุดนะ!” เธอตะโกนเสียงแข็ง “จะทะเลาะกันเพราะผู้หญิงคนเดียวงั้นเหรอ! ทำอะไรเห็นแก่แม่บ้าง แม่ยืนหัวโด่อยู่ทั้งคนยังทะเลาะกันอยู่นั่น ถ้าต่อยกันไม่ต้องมาเรียกแม่ว่าแม่อีกต่อไป”
คำพูดของผู้เป็นแม่ทำให้สองพี่น้องได้สติ โดยทีปวุฒิเป็นฝ่ายเดินออกจากจากบ้านโดยไม่หันกลับมามองแม่กับพี่ชายอีกเลย
“เฮ้อ! แม่ไปปฏิบัติธรรมกลับมาคิดว่าบ้านจะสงบสุข แต่ที่ไหนได้กลับมาแป๊บเดียวก็มีเรื่องกันเสียแล้ว” คุณบานชื่นถอนหายใจ
“ทัพพ์ แม่ไม่รู้ว่าเรื่องไหนจริงเรื่องไหนเท็จ แต่แม่อยากให้ลูกใจเย็นกว่านี้ ลูกเป็นพี่ชายคนโตหาวิธีเตือนน้องดี ๆ สิ อย่าใช้อารมณ์เลย”
“ผมจะพยายามครับแม่”
บานชื่นยกมือวางบนบ่าของลูกชายคนโต ก่อนจะให้คนใช้นำดอกไม้ไปวางบนหิ้งพระ จากนั้นก็เดินขึ้นไปพักผ่อนบนห้องนอน
ส่วนทัพพ์เทพก็ทอดสายตามองออกไปนอกหน้าต่างเห็นน้องชายกำลังสตาร์ตรถออกไปเที่ยว เขาครุ่นคิดกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเพราะที่ผ่านมาผู้หญิงของท็อปมีไว้ควงเพียงชั่วครั้งชั่วคราวก็เท่านั้น
แต่ผู้หญิงคนนี้ดูเหมือนว่าท็อปจะจริงจังมากกว่าที่คิด ดังนั้นต้องรีบตัดไฟตั้งแต่ต้นลม