ณ โรงพยาบาลเล็กๆ ในย่านเมืองเก่าของกรุงโรม สถานที่ที่อวลไปด้วยกลิ่นอายประวัติศาสตร์และความขลัง ทว่าค่ำคืนนี้กลับถูกปกคลุมด้วยความมืดมิดและพายุฝนที่โหมกระหน่ำอย่างบ้าคลั่ง ราวกับสรวงสวรรค์กำลังสั่นคลอน
“หายใจช้าๆ ค่ะคุณแม่...รวบรวมแรงไว้ แล้วเบ่งนะคะ!”
เสียงนางพยาบาลตะโกนแข่งกับเสียงลมพัดอื้ออึงภายนอก
“อึก! อื้ออออออ!”
ณดา กำผ้าปูเตียงจนเส้นเลือดปูดโปน ใบหน้าซีดเซียวเต็มไปด้วยเหงื่อและน้ำตา
“หัวเด็กโผล่ออกมาแล้วค่ะ! อีกนิดเดียวค่ะคุณแม่ เบ่งอีก!”
“อื้อออออออ! อ๊ายยยยยยยย!”
เสียงกรีดร้องสุดท้ายแผ่วหายไปพร้อมกับเรี่ยวแรงที่ดับวูบ ร่างของณดากระตุกค้างก่อนที่จะทิ้งตัวลงกับเตียงอย่างหมดสภาพ เปลือกตาของเธอปิดสนิทลงท่ามกลางความตื่นตระหนกของทีมแพทย์
“คุณหมอคะ! คนไข้หมดสติไปแล้วค่ะ!”
เสียงพยาบาลอุทานด้วยความตกใจเมื่อสัญญาณชีพเริ่มปั่นป่วน
“ใส่ท่อช่วยหายใจด่วน! เตรียมเครื่องดูดสุญญากาศ เราต้องเอาเด็กออกมาเดี๋ยวนี้...เราจะเสียเด็กไปไม่ได้!”
เสียงสั่งการของหมอดังประสานกับความวุ่นวายในห้องคลอด
เปรี้ยง!!!
ทันใดนั้นเองสายฟ้าฟาดขนาดมหึมาก็ผ่าลงมายังพื้นที่ข้างโรงพยาบาลจนแผ่นดินสะเทือน แสงสว่างจ้าสาดพุ่งเข้ามาในห้องชั่วพริบตา ตามด้วยเสียงกัมปนาทที่คำรามกึกก้องไปทั่วทั้งกรุงโรม ฝนข้างนอกยิ่งกระหน่ำหนักราวกับฟากฟ้ากำลังพิโรธในการมาถึงของบางสิ่ง
“ออกมาแล้วค่ะคุณหมอ!”
สิ้นเสียงพยาบาล ความเงียบสงัดเข้าปกคลุมห้องอยู่ชั่วครู่ ก่อนที่เสียงร้องไห้จ้าของทารกจะดังแผ่วแทรกเสียงฝนออกมา
อุแว้! อุแว้!!
“ปลอดภัยแล้วนะเจ้าหนู...”
คุณหมอถอนหายใจยาวอย่างโล่งอก
“เด็กผู้ชายค่ะ...เวลาคลอด 00.00 น. เที่ยงคืนตรงเป๊ะ สุขภาพแข็งแรงดีมากค่ะ”
พยาบาลรายงานพลางสำรวจร่างน้อยในอ้อมแขน ก่อนจะชะงักไปเล็กน้อยเมื่อเห็นบางอย่าง “คุณหมอคะ...เด็กมีปานแดงรูปวงกลมที่ต้นคอด้านหลังด้วยค่ะ”
คุณหมอก้มลงมองรอยตำหนิสีแดงสดที่เด่นชัดอยู่บนผิวเนื้ออ่อนละมุน ท่ามกลางบรรยากาศอาเพศข้างนอกที่ยังไม่สงบลง เขาพึมพำออกมาเบาๆ ราวกับต้องมนต์
“เทพเจ้าสรรสร้างจริงๆ...เด็กคนนี้ไม่ได้มาเพื่อเป็นแค่คนธรรมดา”
รอยยิ้มแห่งความปิติปรากฏขึ้นบนใบหน้าของทีมแพทย์ ท่ามกลางความโล่งใจที่การต่อสู้กับมัจจุราชตลอดหนึ่งชั่วโมงสิ้นสุดลง โดยที่พวกเขาไม่อาจรู้ได้เลยว่าในอีกไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้าอันใกล้นี้ เด็กคนนี้จะเป็นหรือตาย
ที่ห้องพักฟื้นผู้ป่วย
“ดูสิครับพ่อ...เขาคลอดแล้ว เป็นหลานชายด้วยครับ!”
ณดล พี่ชายคนโตเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นเครือจากความตื่นเต้น มือที่อุ้มทารกน้อยสั่นเทาเล็กน้อยด้วยความตื้นตัน
“เราได้ทายาทสืบสกุล ‘อิสรพงศ์ไพศาล’ แล้วนะครับ”
“หน้าตาน่าเอ็นดูมากครับพ่อ โตไปต้องเก่งเหมือนพวกเราแน่ๆ”
ณดินทร์ พี่ชายคนรองพูดเสริมด้วยรอยยิ้ม
แต่ท่ามกลางความยินดีของลูกชายทั้งสอง
ตรีภพ ผู้เป็นประมุขของตระกูลกลับยืนนิ่งประดุจรูปปั้นน้ำแข็ง แววตาคมกริบที่ผ่านโลกมาอย่างโชกโชนจ้องมองไปยังทารกแดงๆ ในอ้อมแขนลูกชายด้วยสายตาว่างเปล่า
“ไอ้มารหัวขนคนนี้...มันไม่ใช่สายเลือดของอิสรพงศ์ไพศาล”
น้ำเสียงนั้นนิ่งเรียบ ทรงพลัง และไร้เยื่อใยเสียจนคนฟังรู้สึกหนาวสะท้านไปถึงขั้วหัวใจ
“พ่อ...!”
“โธ่ พ่อครับ ทำไมพูดแบบนั้น”
ตรีภพไม่ตอบ เขาเพียงยกมือขึ้นปรามก่อนจะเดินไปหยุดอยู่หน้าต่างบานสูง สายตาจ้องมองออกไปข้างนอกที่ฝนกำลังกระหน่ำตกอย่างบ้าคลั่ง เสียงสายฟ้าฟาดกังวานกึกก้องสะท้อนเข้ามาในห้องพักราวกับเสียงหัวเราะของมัจจุราช
“พวกแกเห็นนั่นไหม...แม้แต่ฟ้าก็ยังพิโรธที่เด็กนี่มันเกิดมา”
ตรีภพเอ่ยโดยไม่สะทกสะท้าน แสงจากสายฟ้าสะท้อนผ่านเลนส์แว่นตาของเขา เผยให้เห็นดวงตาและแววตาคู่นั้นที่มันเต็มไปด้วยความรังเกียจเดียดฉันท์
“แต่เขาเป็นหลานชายเพียงคนเดียวของเรานะครับพ่อ”
ณดลพยายามอ้อนวอน
“ทายาทในอนาคตจะมีอีกกี่คนก็ได้...แต่นี่มันก็แค่ลูกของพวกมาเฟียชั้นต่ำที่ฉันไม่ยอมรับ!”
ตรีภพย้ำคำรามยืนหันหลัง มือทั้งสองข้างล้วงกระเป๋ากางเกงในท่าทางที่เด็ดขาดจนไม่มีใครกล้าแย้ง
“พ่อครับ...อย่างน้อยก็ขอให้ยัยดาได้เห็นหน้าลูกก่อนเถอะ ถือว่าผมขอร้อง”
“ผมก็ขอร้องเหมือนกันครับพ่อ ให้เวลาพวกเขาหน่อย”
ความเงียบปกคลุมห้องอยู่ครู่ใหญ่ ก่อนที่เสียงต่ำจะรอดไรฟันออกมา
“อืม”
ภายในห้องพักฟื้น 2 ชั่วโมงต่อมา ณดาค่อยๆ ลืมตาขึ้นอย่างเหนื่อยล้าจากการทำคลอด ภาพแรกที่เธอเห็นคือณดลที่ยืนอุ้มห่อผ้าสีขาวอยู่ข้างเตียง
“พี่ณดล...!”
เธออุทานอย่างตกใจ
“พวกพี่มาได้ยังไงคะ แล้ว...พ่อล่ะคะ ท่านมาด้วยหรือเปล่า?”
“ฟื้นแล้วเหรอยัยดา ดูสิ...หลานชายพี่นอนหลับปุ๋ยเลย”
ณดลพยายามปรับสีหน้าให้เป็นปกติ
“พ่อมา...แต่ณดินทร์พากลับไปพักที่โรงแรมแล้ว ดูลูกชายน้องสิ จมูกโด่ง หน้าตาจิ้มลิ้ม โตขึ้นต้องหล่อเหมือนพี่แน่ๆ”
ณดายิ้มออกมาทั้งน้ำตา เธอรับลูกมาแนบอก ความอบอุ่นจากร่างเล็กๆ ทำให้ความเหนื่อยล้ามลายหายไป
“เขาหล่อเหมือนพ่อของเขาไม่มีผิดเพี้ยนเลยค่ะพี่ดล...”
“ยัยดา...น้องไม่ต้องร้องนะ พี่อยู่ตรงนี้”
ณดลลูบหัวน้องสาวด้วยความเวทนา ใจของเขาสั่นไหวเพราะรู้ดีว่าพายุใหญ่กำลังจะตามมา
เขาไม่รู้เลยว่าพ่อจะจัดการกับทารกที่เขาตราหน้าว่าเป็น ‘มารหัวขน’ อย่างไร แต่ในฐานะพี่ชาย เขาและณดินทร์เตรียมแผนลับไว้หมดแล้ว
หากพ่อใจร้ายถึงขั้นเอาเด็กไปทิ้งสถานสงเคราะห์ พวกเขาก็พร้อมจะอุปการะหลานอย่างลับๆ จะจ้างคนดูแลให้ดีที่สุด จนกว่าจะถึงวันที่เด็กคนนี้เติบโตพอจะพิสูจน์ตัวเอง
หรือจนกว่าหัวใจที่เหมือนหินผาของคุณตาจะยอมเปิดรับ...แต่พวกเขาไม่มีวันรู้เลยว่าแผนการของตรีภพนั้น มันจะโหดเหี้ยมกว่าที่ใครจะคาดคิดไว้หลายเท่าตัว
“ลีโอ...ลูกชายของแม่”
ณดาพึมพำชื่อนั้นแผ่วเบา ราวกับจะสลักมันลงในส่วนลึกของหัวใจ ความตื้นตันเอ่อล้นจนหน้าอกกระเพื่อมไหว สายตาที่ทอดมองทารกน้อยเต็มไปด้วยความรักที่บริสุทธิ์และแรงกล้า เธอเอื้อมมือที่สั่นเทาไปหยิบของสำคัญที่ซ่อนไว้ในกระเป๋าหนังสีดำขึ้นมา
มันคือ สร้อยล็อกเกตสีเงิน ที่ดูเคร่งขรึมทว่าทรงพลัง
“สร้อยเส้นนี้...คือของต่างหน้าชิ้นเดียวที่พ่อของหนูทิ้งไว้ให้แม่”
เธอสะอื้นฮัก พยายามประคองสติขณะคล้องล็อกเกตเข้ากับ แหวนวงเล็ก ของเธอเองที่เป็นตัวแทนของสายเลือด ‘อิสระพงศ์ไพศาล’ ของผู้เป็นแม่
“เห็นไหมลูก...พ่อลูคัสอยู่ตรงนี้ อยู่เคียงข้างลูกเสมอ และแหวนวงนี้คือตัวแทนของแม่ที่คล้องกันไว้ด้วยความรักของเรา”
“ลีโอคงรับรู้ได้นะยัยดาว่าแกรักเขามากเพียงใด แต่พี่เอ่อ !!”
“มีอะไรก็พูดมาเถอะพี่ดล ”
“พี่มีลางสังหรณ์ไม่ค่อยดีเท่าไหร่”
ณดลพูดพร้อมกับเม้มริมฝีปากด้วยท่าทีที่อึดอัดจนบอกไม่ถูก
”ฉันพอจะเข้าใจแล้วละคะ ”
”ยัยดา พี่!!”
“พอเถอะคะพี่ดล หนูรู้ว่าพ่อคงไม่ปล่อยหนูไว้แน่ ลีโอครับพ่อลูคัสกับแม่รักหนูมากที่สุดนะลูก”
ณดาเธอก้มลงจูบที่หน้าผากมนของทารกน้อย หยดน้ำตาอุ่นๆ ไหลอาบแก้มตกกระทบลงบนผ้าห่มผืนบาง
“พ่อกับแม่จะอยู่ตรงนี้...ในใจของลูกเสมอ ลีโอลูกรักของแม่”
ณดายิ้มออกมาทั้งน้ำตา เป็นรอยยิ้มที่งดงามที่สุดเท่าที่ผู้หญิงคนหนึ่งจะแสดงออกมาได้ แม้ในใจจะเริ่มรู้สึกถึงลางร้ายที่กำลังคืบคลานเข้ามาในไม่ช้า
ณดาเธอไม่รู้เลยด้วยซ้ำว่าการกอดครั้งนี้อาจเป็นครั้งสุดท้าย และสิ่งของที่เธอคล้องไว้ด้วยความรักชิ้นนี้...มันอาจจะกลายเป็นกุญแจเพียงดอกเดียวที่ชี้ชะตาชีวิตของลูกชายเธอในอนาคต