ตอนที่ 4 ใต้แสงจันทร์สีเลือด

1568 Words
ที่คฤหาสแบล็ควูด ท่ามกลางความเงียบสงัดภายในห้องทำงานสุดหรูของคฤหาสน์แบล็ควูด ลูอิส ยังคงนั่งจดจ่ออยู่กับเอกสารตรงหน้า แสงไฟจากโคมไฟตั้งโต๊ะขับเน้นใบหน้าคมคายให้ดูเคร่งขรึมและทรงอำนาจ ทว่าความสงบก็ถูกทำลายลงเมื่อลูกน้องคนสนิทไซรัสพรวดพราดเข้ามาด้วยท่าทีลนลาน “นายครับ! คุณณดา...เธอคลอดแล้วครับ!” ลูอิสชะงักมือที่กำลังตวัดปากกา ดวงตาคมกริบตวัดขึ้นมองลูกน้องทันที รังสีอำนาจที่แผ่ออกมาทำให้บรรยากาศในห้องเย็นยะเยือกขึ้นมาถนัดตา “ตั้งแต่เมื่อไหร่...ทำไมฉันเพิ่งจะรู้เรื่อง!” เขาคำรามออกมาด้วยความเกรี้ยวกราด น้ำเสียงทุ้มต่ำนั้นสั่นพร่าด้วยโทสะที่ยากจะระงับได้ “เมื่อคืนวานตอนเที่ยงคืนครับนาย” ไซรัสรีบตอบผู้เป็นนายออกไป “ไซรัสพวกแกทำงานภาษาอะไร!” ปัง!! มือหนาทุบโต๊ะไม้ราคาแพงดังปังจนเอกสารกระจุยกระจาย “เลือดเนื้อเชื้อไขของพี่ลูคัส...ทายาทเพียงคนเดียวที่เหลืออยู่ของแบล็ควูดกำลังจะลืมตาดูโลก แต่พวกแกกลับปล่อยให้เวลาล่วงเลยมาจนป่านนี้!” “ขออภัยครับนาย! คนของเราเข้าถึงตัวยากมาก เพราะพวก ‘อิสรพงศ์ไพศาล’ ยกโขยงมากันหมด เราเลยต้องถอยออกมาเฝ้าระวังอยู่ห่างๆ เพื่อไม่ให้เกิดเรื่องครับ กว่าจะส่งข่าวกลับมาได้ก็เพิ่งจะตอนนี้เองครับ” ลูอิสขบกรามแน่นจนเป็นสันนูน เขาพยายามระงับอารมณ์พลุ่งพล่านในอก ความกังวลเริ่มเข้าแทนที่ความโกรธ “เตรียมรถ...พาฉันไปหาหลานเดี๋ยวนี้ ทายาทของแบล็ควูดจะอยู่ในกำมือพวกมันนานกว่านี้ไม่ได้!” “รับทราบครับ” ไซรัสรับคำสั่งพร้อมกับไปเตรียมรถ ทันทีที่ร่างสูงสง่าก้าวพ้นประตูคฤหาสน์ ก็พร้อมกับเวลาของวันใหม่กำลังคืบคานเข้ามา ลมเย็นยะเยือกพัดปะทะใบหน้า ทว่าสิ่งที่ทำให้ฝีเท้าของเขาต้องชะงักลงนั้นก็คือภาพบนท้องฟ้าเบื้องบน พระจันทร์สีเลือด ดวงมหึมาลอยเด่นตระหง่านอยู่กลางหาว ทอแสงสีแดงฉานน่าหวาดหวั่นราวกับเป็นลางบอกเหตุบางอย่างที่กำลังจะสั่นคลอนโลกมาเฟีย “พระจันทร์สีเลือดนี่!! พี่ลูคัสพี่อยู่ไหนกันแน่ ” ลูอิสจ้องมองดวงจันทร์สีชาดนั้นครู่หนึ่ง แววตาของเขาไหววูบด้วยลางสังหรณ์ประหลาดใจ “ผมกำลังจะไปรับลูกของพี่นะครับพี่ลูคัส” ลูอิสเอ่ยก่อนจะก้าวขึ้นรถหรูที่สตาร์ทเครื่องรออยู่แล้วขบวนรถสีดำสนิทมุ่งหน้าฝ่าความมืดตรงไปยังโรงพยาบาลด้วยความเร็วสูงสุดในทันที ในขณะที่รถหรูวิ่งทอดยาวบนสะพานมีสายลมเย็นยะเยือก พัดผ่านผิวน้ำที่มืดมิดจนดูเหมือนหลุมดำไร้ก้นบึ้ง “นายครับผมจะใช้เส้นทางลัดจะได้ไปถึงเร็ว” คีรัชลูกน้องคนสนิทเอ่ยพร้อมกับเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้าเบื้องบนนั้น แสงจันทร์สีแดงฉานสาดโทนสีอัปมงคลลงมาเพื่อย้อมโลกทั้งใบให้กลายเป็นสีเลือด “อืม !!” ค่ำคืนนี้มีกลิ่นอายของความตายและความลับที่กำลังจะถูกเปิดเผย ลูอิสตอบออกไปทั้งๆที่รู้สึกใจคอไม่สู้ดีเท่าไหร่นัก “นายงีบพักสายตาก็ได้นะครับ สองวันแล้วนายยังไม่ได้นอนเลยถ้าถึงที่โรงพยาบาลแล้วผมจะบอก” “ฉันหลับไม่ลงหรอกคีรัช” ในเส้นทางลับที่ลูกน้องคนสนิทบอกกล่าวมันคือเส้นทางที่ไม่ค่อยมีคนใช้ และเปลี่ยวมากจริงๆ เสียงคลื่นกระทบฝั่งแผ่วเบา แต่กลับชวนให้สันหลังวาบหวามท่ามกลางความเงียบที่น่าอึดอัด ติ๊ง!! [ข้อความจากณดา] ลูอิสรีบเปิดข้อความดูในทันที [ลูกของลูคัสเกิดแล้ว...มารับเขาที่โรงพยาบาลที ฉันมีความจำเป็นต้องทิ้งเขาไว้เพื่อความปลอดภัยของตัวเขาเอง ฝาก ‘ลีโอ’ ด้วยนะลูอิส] “คีรัชเร่งรถ” “มีอะไรหรอครับนาย” แม้ปากของคีรัชจะเอ่ยถามผู้เป็นนายแต่เท้าของเขาก็เหยียบเร่งคันเร่งตามที่นายสั่งโดยทันที “ณดาขอความช่วยเหลือฉันคิดว่าทางนั้นน่าจะเกิดปัญหาแล้วละคีรัช” “ผมจะเช็คกับคนของเราอีกทีครับนาย” “อืม หวังว่าหลานชายเพียงคนเดียวของฉันจะไม่เป็นอะไรนะ” เพียงไม่ถึง 1 นาที ลูกน้องก็โทรมารายงานคีรีชด้วยน้ำเสียงที่ร้อนรน [“คุณคีรัชครับ คุณชายน้อยถูกคนของตรีภพพ่อของคุณณดาพาออกมาจากโรงพยาบาลไปแล้ว”] “พวกมึงมันไม่ได้เรื่อง ตามไปอย่าให้พวกมันคาดสายตาและอย่ามันรู้ตัว เดี๋ยวคุณชายน้อยจะได้รับอันตราย” คีรัชรับเรื่องแล้วกดวางสาย ลูคัสรับรู้ได้ถึงความชั่วร้ายที่กำลังจะพรากสายเลือดเพียงหนึ่งเดียวของแบล็ควูดไป “นายครับคนของเราบอกว่าคนของตรีภพได้พาคุณชายน้อยหลบหนีออกมาจากโรงพยาบาลออกไปแล้วครับ คนของเรากำลังตามประกบอยู่ห่างๆครับ” “สั่งไปว่าอย่าพึ่งทำอะไรจนกว่าจะได้ตัวหลานชายของฉันมาค่อยลงมือจัดการพวกมัน” “ครับนาย” แต่ในขณะที่ ลูอิสกำลังนั่งนิ่งอยู่ภายในรถยนต์สีดำคันหรูที่กำลังเคลื่อนที่ไปข้างหน้าอย่างรวดเร็วพลันสายตาก็เห็นรถอีกคันจอดแล้วจอดซุ่มอยู่ในเงามืด “กลิ่นอายนี้ !!” ดวงตาคมกริบดุจเหยี่ยวล่าเหยื่อจ้องมองผ่านฟิล์มมืดสนิทไปยังเงาร่างหนึ่งริมตลิ่ง “คีรัช..หยุดรถก่อน!” เสียงทุ้มต่ำของลูอิสเอ่ยขึ้นมาพร้อมกับออกคำสั่งเฉียบคม ลูอิสคือชายผู้กุมบังเ**ยนของอาณาจักรธุรกิจสีเทา ของตระกูลแบล็ควูดเจ้าของฉายา มาเฟียไร้หัวใจ “ผมจะลงไปดูให้ครับนาย” ลูอิสนั่งนิ่งก่อนจะเอ่ยออกมา แต่ร่างกายไม่ได้ขยับเขยื้อนเพียงแต่เฝ้ามองดูสิ่งที่อยู่เบื้องหน้าอย่างเงียบๆ “ไม่ต้องแค่ปิดไฟรถก็พอ” ภาพเบื้องหน้าคือผู้ชายที่กำลังลุกลี้ลุกลนคนหนึ่งยืนสั่นเทาอยู่ริมแม่น้ำ ท่าทางหวาดระแวงเหมือนหนูที่กำลังจะทำความผิด ก่อนที่ชายอีกคนจะลงรถแล้วตามมาสมทบ แต่สิ่งที่ตรึงสายตาของลูอิสไว้ ไม่ใช่ท่าทางที่ขี้ขลาดนั่นหากแต่เป็น...ตะกร้าหวายในอ้อมแขน สายตาที่เฉียบคมจ้องมองผ่านกระจกก่อนที่จะลดกระจกลง จนได้กลิ่นอายของใครสักคน “ตะกร้าผลไม้นี่ครับนาย” “ไม่ใช่!! ให้คนของเราส่งพิกัดมาหน่อยพวกของตรีภพอยู่ตรงไหน ฉันคิดว่าเราอยู่ใกล้พวกมันเต็มที” ชายสองคนลูกน้องของตรีภพมองดูบรรยากาศรอบกายเงียบสงัดจนได้ยินเสียงหัวใจที่เต้นรัวด้วยความหวาดระแวง สายลมหนาวพัดกรรโชกจนยอดหญ้าเอนไหว ราวกับวิญญาณที่สถิตอยู่ ณ ที่แห่งนี้กำลังกรีดร้องต้อนรับแขกผู้มาเยือนในยามวิกาล “พี่...บรรยากาศมันดูวังเวงชิปหายเลยว่ะ” ลูกน้องคนรองพึมพำพลางหดคอเข้ากับปกเสื้อ แววตาที่มองฝ่าความมืดไปยังผิวน้ำที่นิ่งสนิทฉายแววพรั่นพรึงอย่างเห็นได้ชัด “ก็มัจจุราชกำลังจะมารับวิญญาณไอ้เด็กนี่ไงล่ะ... มันก็ต้องวังเวงเป็นธรรมดา” รุ่นพี่หัวหน้าทีมตอบเสียงเรียบ แววตาของมันเย็นชาไม่ต่างจากความมืดรอบตัว “พี่...เอาผลไม้ออกดูสิ มันตายรึยัง?” มันรีบกวาดผลไม้ที่ทับถมอยู่ออกอย่างรวดเร็ว จนกระทั่งเผยให้เห็นร่างเล็กๆ ที่สั่นเทาอยู่ก้นตะกร้า เมื่อเห็นว่าทารกน้อยยังคงขยับตัวและมีลมหายใจแผ่วเบา รอยยิ้มกริ่มที่เต็มไปด้วยความเจ้าเล่ห์ก็ปรากฏขึ้นบนใบหน้าหยาบกร้าน “หึ...ยังรอดมาได้จนถึงตอนนี้นะไอ้หนู แต่น่าเสียดาย...ที่ตอนนี้มันถึงเวลาของแกแล้วจริงๆ” มันมองเด็กทารกด้วยสายตาสมเพช แสงจันทร์สีเลือดสาดกระทบใบหน้าไร้เดียงสาที่กำลังส่งเสียงอ้อแอ้โดยไม่รู้ชะตากรรม “ไปสู่สุขคติเถอะนะ...เกิดชาติหน้าก็อย่ามาเกิดในที่ที่ไม่ต้อนรับแกแบบนี้เลยนะไอ้หนู” ลูอิสขมวดคิ้วมุ่น มวลความรู้สึกบางอย่างที่เขาไม่เข้าใจเริ่มก่อตัวขึ้น ทันใดนั้นภาพตรงหน้าก็กระชากลมหายใจของเขาให้สะดุด! ชายคนนั้นวางตะกร้าลงกับพื้นดินโคลน ก่อนจะออกแรงส่ง "ซ่า!" ตะกร้าถูกผลักลงสู่กระแสน้ำอย่างไร้ความปราณี! เสียงเด็กทารกรีดร้องจ้าขึ้นมาทันที มันเป็นเสียงที่เต็มไปด้วยความหวาดกลัวและหนาวเหน็บบนผิวน้ำที่เย็นจัด แรงกระเพื่อมเพียงน้อยนิดส่งให้ตะกร้าค่อยๆ ลอยห่างออกจากฝั่งไปสู่ความมืดมิดใจกลางแม่น้ำที่เย็นยะเยือก “อุแว้..อุแว้!!” เสียงเด็กร้องก้องกังวานอยู่กลางแม่น้ำท่ามกลางคืนวันพระจันทร์สีเลือด “มันร้องว่ะพี่” “ช่างเหอะ อีกไม่นานก็ไม่มีเสียงร้องแล้วแหละ” พูดจบพวกมันหันหลังกลับแล้วเดินจากไปอย่างไม่ใยดี ทิ้งไว้เพียงเสียงร้องและเสียงสะอื้นไห้ดังกังวานทั่วแม่น้ำที่ทารกกำลังถูกกระแสน้ำพัดพาไปสู่ความตาย โดยไม่รู้เลยว่า ในเงามืดห่างออกไปไม่ไกล รถยนต์สีดำคันหนึ่งกำลังจอดนิ่ง และดวงตาของพญามัจจุราชอีกคนกำลังจับจ้องทุกการกระทำของพวกมันอยู่ “ไอ้พวกสาระเลว”
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD