ที่คฤหาสแบล็ควูด
ท่ามกลางความเงียบสงัดภายในห้องทำงานสุดหรูของคฤหาสน์แบล็ควูด ลูอิส ยังคงนั่งจดจ่ออยู่กับเอกสารตรงหน้า
แสงไฟจากโคมไฟตั้งโต๊ะขับเน้นใบหน้าคมคายให้ดูเคร่งขรึมและทรงอำนาจ ทว่าความสงบก็ถูกทำลายลงเมื่อลูกน้องคนสนิทไซรัสพรวดพราดเข้ามาด้วยท่าทีลนลาน
“นายครับ! คุณณดา...เธอคลอดแล้วครับ!”
ลูอิสชะงักมือที่กำลังตวัดปากกา ดวงตาคมกริบตวัดขึ้นมองลูกน้องทันที รังสีอำนาจที่แผ่ออกมาทำให้บรรยากาศในห้องเย็นยะเยือกขึ้นมาถนัดตา
“ตั้งแต่เมื่อไหร่...ทำไมฉันเพิ่งจะรู้เรื่อง!”
เขาคำรามออกมาด้วยความเกรี้ยวกราด น้ำเสียงทุ้มต่ำนั้นสั่นพร่าด้วยโทสะที่ยากจะระงับได้
“เมื่อคืนวานตอนเที่ยงคืนครับนาย”
ไซรัสรีบตอบผู้เป็นนายออกไป
“ไซรัสพวกแกทำงานภาษาอะไร!”
ปัง!!
มือหนาทุบโต๊ะไม้ราคาแพงดังปังจนเอกสารกระจุยกระจาย
“เลือดเนื้อเชื้อไขของพี่ลูคัส...ทายาทเพียงคนเดียวที่เหลืออยู่ของแบล็ควูดกำลังจะลืมตาดูโลก แต่พวกแกกลับปล่อยให้เวลาล่วงเลยมาจนป่านนี้!”
“ขออภัยครับนาย! คนของเราเข้าถึงตัวยากมาก เพราะพวก ‘อิสรพงศ์ไพศาล’ ยกโขยงมากันหมด เราเลยต้องถอยออกมาเฝ้าระวังอยู่ห่างๆ เพื่อไม่ให้เกิดเรื่องครับ กว่าจะส่งข่าวกลับมาได้ก็เพิ่งจะตอนนี้เองครับ”
ลูอิสขบกรามแน่นจนเป็นสันนูน เขาพยายามระงับอารมณ์พลุ่งพล่านในอก ความกังวลเริ่มเข้าแทนที่ความโกรธ
“เตรียมรถ...พาฉันไปหาหลานเดี๋ยวนี้ ทายาทของแบล็ควูดจะอยู่ในกำมือพวกมันนานกว่านี้ไม่ได้!”
“รับทราบครับ”
ไซรัสรับคำสั่งพร้อมกับไปเตรียมรถ ทันทีที่ร่างสูงสง่าก้าวพ้นประตูคฤหาสน์ ก็พร้อมกับเวลาของวันใหม่กำลังคืบคานเข้ามา ลมเย็นยะเยือกพัดปะทะใบหน้า
ทว่าสิ่งที่ทำให้ฝีเท้าของเขาต้องชะงักลงนั้นก็คือภาพบนท้องฟ้าเบื้องบน
พระจันทร์สีเลือด ดวงมหึมาลอยเด่นตระหง่านอยู่กลางหาว ทอแสงสีแดงฉานน่าหวาดหวั่นราวกับเป็นลางบอกเหตุบางอย่างที่กำลังจะสั่นคลอนโลกมาเฟีย
“พระจันทร์สีเลือดนี่!! พี่ลูคัสพี่อยู่ไหนกันแน่ ”
ลูอิสจ้องมองดวงจันทร์สีชาดนั้นครู่หนึ่ง แววตาของเขาไหววูบด้วยลางสังหรณ์ประหลาดใจ
“ผมกำลังจะไปรับลูกของพี่นะครับพี่ลูคัส”
ลูอิสเอ่ยก่อนจะก้าวขึ้นรถหรูที่สตาร์ทเครื่องรออยู่แล้วขบวนรถสีดำสนิทมุ่งหน้าฝ่าความมืดตรงไปยังโรงพยาบาลด้วยความเร็วสูงสุดในทันที
ในขณะที่รถหรูวิ่งทอดยาวบนสะพานมีสายลมเย็นยะเยือก พัดผ่านผิวน้ำที่มืดมิดจนดูเหมือนหลุมดำไร้ก้นบึ้ง
“นายครับผมจะใช้เส้นทางลัดจะได้ไปถึงเร็ว”
คีรัชลูกน้องคนสนิทเอ่ยพร้อมกับเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้าเบื้องบนนั้น แสงจันทร์สีแดงฉานสาดโทนสีอัปมงคลลงมาเพื่อย้อมโลกทั้งใบให้กลายเป็นสีเลือด
“อืม !!”
ค่ำคืนนี้มีกลิ่นอายของความตายและความลับที่กำลังจะถูกเปิดเผย ลูอิสตอบออกไปทั้งๆที่รู้สึกใจคอไม่สู้ดีเท่าไหร่นัก
“นายงีบพักสายตาก็ได้นะครับ สองวันแล้วนายยังไม่ได้นอนเลยถ้าถึงที่โรงพยาบาลแล้วผมจะบอก”
“ฉันหลับไม่ลงหรอกคีรัช”
ในเส้นทางลับที่ลูกน้องคนสนิทบอกกล่าวมันคือเส้นทางที่ไม่ค่อยมีคนใช้ และเปลี่ยวมากจริงๆ เสียงคลื่นกระทบฝั่งแผ่วเบา แต่กลับชวนให้สันหลังวาบหวามท่ามกลางความเงียบที่น่าอึดอัด
ติ๊ง!!
[ข้อความจากณดา]
ลูอิสรีบเปิดข้อความดูในทันที
[ลูกของลูคัสเกิดแล้ว...มารับเขาที่โรงพยาบาลที ฉันมีความจำเป็นต้องทิ้งเขาไว้เพื่อความปลอดภัยของตัวเขาเอง ฝาก ‘ลีโอ’ ด้วยนะลูอิส]
“คีรัชเร่งรถ”
“มีอะไรหรอครับนาย”
แม้ปากของคีรัชจะเอ่ยถามผู้เป็นนายแต่เท้าของเขาก็เหยียบเร่งคันเร่งตามที่นายสั่งโดยทันที
“ณดาขอความช่วยเหลือฉันคิดว่าทางนั้นน่าจะเกิดปัญหาแล้วละคีรัช”
“ผมจะเช็คกับคนของเราอีกทีครับนาย”
“อืม หวังว่าหลานชายเพียงคนเดียวของฉันจะไม่เป็นอะไรนะ”
เพียงไม่ถึง 1 นาที ลูกน้องก็โทรมารายงานคีรีชด้วยน้ำเสียงที่ร้อนรน
[“คุณคีรัชครับ คุณชายน้อยถูกคนของตรีภพพ่อของคุณณดาพาออกมาจากโรงพยาบาลไปแล้ว”]
“พวกมึงมันไม่ได้เรื่อง ตามไปอย่าให้พวกมันคาดสายตาและอย่ามันรู้ตัว เดี๋ยวคุณชายน้อยจะได้รับอันตราย”
คีรัชรับเรื่องแล้วกดวางสาย ลูคัสรับรู้ได้ถึงความชั่วร้ายที่กำลังจะพรากสายเลือดเพียงหนึ่งเดียวของแบล็ควูดไป
“นายครับคนของเราบอกว่าคนของตรีภพได้พาคุณชายน้อยหลบหนีออกมาจากโรงพยาบาลออกไปแล้วครับ คนของเรากำลังตามประกบอยู่ห่างๆครับ”
“สั่งไปว่าอย่าพึ่งทำอะไรจนกว่าจะได้ตัวหลานชายของฉันมาค่อยลงมือจัดการพวกมัน”
“ครับนาย”
แต่ในขณะที่ ลูอิสกำลังนั่งนิ่งอยู่ภายในรถยนต์สีดำคันหรูที่กำลังเคลื่อนที่ไปข้างหน้าอย่างรวดเร็วพลันสายตาก็เห็นรถอีกคันจอดแล้วจอดซุ่มอยู่ในเงามืด
“กลิ่นอายนี้ !!”
ดวงตาคมกริบดุจเหยี่ยวล่าเหยื่อจ้องมองผ่านฟิล์มมืดสนิทไปยังเงาร่างหนึ่งริมตลิ่ง
“คีรัช..หยุดรถก่อน!”
เสียงทุ้มต่ำของลูอิสเอ่ยขึ้นมาพร้อมกับออกคำสั่งเฉียบคม ลูอิสคือชายผู้กุมบังเ**ยนของอาณาจักรธุรกิจสีเทา ของตระกูลแบล็ควูดเจ้าของฉายา มาเฟียไร้หัวใจ
“ผมจะลงไปดูให้ครับนาย”
ลูอิสนั่งนิ่งก่อนจะเอ่ยออกมา แต่ร่างกายไม่ได้ขยับเขยื้อนเพียงแต่เฝ้ามองดูสิ่งที่อยู่เบื้องหน้าอย่างเงียบๆ
“ไม่ต้องแค่ปิดไฟรถก็พอ”
ภาพเบื้องหน้าคือผู้ชายที่กำลังลุกลี้ลุกลนคนหนึ่งยืนสั่นเทาอยู่ริมแม่น้ำ ท่าทางหวาดระแวงเหมือนหนูที่กำลังจะทำความผิด ก่อนที่ชายอีกคนจะลงรถแล้วตามมาสมทบ
แต่สิ่งที่ตรึงสายตาของลูอิสไว้ ไม่ใช่ท่าทางที่ขี้ขลาดนั่นหากแต่เป็น...ตะกร้าหวายในอ้อมแขน สายตาที่เฉียบคมจ้องมองผ่านกระจกก่อนที่จะลดกระจกลง จนได้กลิ่นอายของใครสักคน
“ตะกร้าผลไม้นี่ครับนาย”
“ไม่ใช่!! ให้คนของเราส่งพิกัดมาหน่อยพวกของตรีภพอยู่ตรงไหน ฉันคิดว่าเราอยู่ใกล้พวกมันเต็มที”
ชายสองคนลูกน้องของตรีภพมองดูบรรยากาศรอบกายเงียบสงัดจนได้ยินเสียงหัวใจที่เต้นรัวด้วยความหวาดระแวง สายลมหนาวพัดกรรโชกจนยอดหญ้าเอนไหว ราวกับวิญญาณที่สถิตอยู่ ณ ที่แห่งนี้กำลังกรีดร้องต้อนรับแขกผู้มาเยือนในยามวิกาล
“พี่...บรรยากาศมันดูวังเวงชิปหายเลยว่ะ”
ลูกน้องคนรองพึมพำพลางหดคอเข้ากับปกเสื้อ แววตาที่มองฝ่าความมืดไปยังผิวน้ำที่นิ่งสนิทฉายแววพรั่นพรึงอย่างเห็นได้ชัด
“ก็มัจจุราชกำลังจะมารับวิญญาณไอ้เด็กนี่ไงล่ะ... มันก็ต้องวังเวงเป็นธรรมดา”
รุ่นพี่หัวหน้าทีมตอบเสียงเรียบ แววตาของมันเย็นชาไม่ต่างจากความมืดรอบตัว
“พี่...เอาผลไม้ออกดูสิ มันตายรึยัง?”
มันรีบกวาดผลไม้ที่ทับถมอยู่ออกอย่างรวดเร็ว จนกระทั่งเผยให้เห็นร่างเล็กๆ ที่สั่นเทาอยู่ก้นตะกร้า เมื่อเห็นว่าทารกน้อยยังคงขยับตัวและมีลมหายใจแผ่วเบา รอยยิ้มกริ่มที่เต็มไปด้วยความเจ้าเล่ห์ก็ปรากฏขึ้นบนใบหน้าหยาบกร้าน
“หึ...ยังรอดมาได้จนถึงตอนนี้นะไอ้หนู แต่น่าเสียดาย...ที่ตอนนี้มันถึงเวลาของแกแล้วจริงๆ”
มันมองเด็กทารกด้วยสายตาสมเพช แสงจันทร์สีเลือดสาดกระทบใบหน้าไร้เดียงสาที่กำลังส่งเสียงอ้อแอ้โดยไม่รู้ชะตากรรม
“ไปสู่สุขคติเถอะนะ...เกิดชาติหน้าก็อย่ามาเกิดในที่ที่ไม่ต้อนรับแกแบบนี้เลยนะไอ้หนู”
ลูอิสขมวดคิ้วมุ่น มวลความรู้สึกบางอย่างที่เขาไม่เข้าใจเริ่มก่อตัวขึ้น ทันใดนั้นภาพตรงหน้าก็กระชากลมหายใจของเขาให้สะดุด!
ชายคนนั้นวางตะกร้าลงกับพื้นดินโคลน ก่อนจะออกแรงส่ง
"ซ่า!"
ตะกร้าถูกผลักลงสู่กระแสน้ำอย่างไร้ความปราณี!
เสียงเด็กทารกรีดร้องจ้าขึ้นมาทันที มันเป็นเสียงที่เต็มไปด้วยความหวาดกลัวและหนาวเหน็บบนผิวน้ำที่เย็นจัด
แรงกระเพื่อมเพียงน้อยนิดส่งให้ตะกร้าค่อยๆ ลอยห่างออกจากฝั่งไปสู่ความมืดมิดใจกลางแม่น้ำที่เย็นยะเยือก
“อุแว้..อุแว้!!”
เสียงเด็กร้องก้องกังวานอยู่กลางแม่น้ำท่ามกลางคืนวันพระจันทร์สีเลือด
“มันร้องว่ะพี่”
“ช่างเหอะ อีกไม่นานก็ไม่มีเสียงร้องแล้วแหละ”
พูดจบพวกมันหันหลังกลับแล้วเดินจากไปอย่างไม่ใยดี ทิ้งไว้เพียงเสียงร้องและเสียงสะอื้นไห้ดังกังวานทั่วแม่น้ำที่ทารกกำลังถูกกระแสน้ำพัดพาไปสู่ความตาย
โดยไม่รู้เลยว่า ในเงามืดห่างออกไปไม่ไกล รถยนต์สีดำคันหนึ่งกำลังจอดนิ่ง และดวงตาของพญามัจจุราชอีกคนกำลังจับจ้องทุกการกระทำของพวกมันอยู่
“ไอ้พวกสาระเลว”