“ค่ะบอส”
‘เข้ามาในห้องหน่อยครับ’
“รับทราบค่ะ” เอวารับสายที่ต่อตรงมาจากห้องทำงานของบอส ซึ่งวันนี้นับเป็นสายที่เท่าไหร่แล้วก็จำไม่ได้ และมันก็เป็นการเรียกที่ไร้สาระซะจนเอวาเริ่มเอือมระอาขึ้นมาเล็กน้อย ตั้งแต่ชงกาแฟไปให้ คืนเอกสารที่เซ็นอนุมัติทีละหนึ่งงาน หรือแม้แต่ถามตารางประจำวันซ้ำทั้งที่ปกติไม่เคยทำเพราะบอสความจำดียิ่งกว่าเธอซะอีก หรือบางทีบอสอาจจะคิดว่างานเธอมันน้อยจนต้องขยันเรียกงั้นสินะ สงสัยว่าแผนทำธุกิจของเธอจะต้องเลื่อนเข้ามาไวกว่าเดิมซะแล้ว
“มีอะไรให้ทำเหรอคะบอส”
“เปล่าครับ”
“อะไรนะคะ…” เอวาเงยหน้ามองเฟยแล้วถามอย่างเหลือเชื่อ นี่บอสเธอบ้าไปแล้วสินะถึงได้มาล้อเล่นทั้งที่เธองานยุ่งแบบนี้ และยังไม่ทันได้พูดอะไรออกไปเฟยก็พูดออกมาอีกประโยคที่ทำให้เอวาเบิกตาโตอย่างตกใจยิ่งกว่าเดิม
“แค่อยากเห็นหน้าเฉยๆ”
“บอสคะ นี่มันที่ทำงานนะคะ” เอวาต่อว่าออกมาอย่างไม่สามารถรักษาสีหน้าเรียบนิ่งได้อีกต่อไป ทั้งคำพูดหยอกล้อ ทั้งรอยยิ้มกับสายตาของบอสที่เปลี่ยนไปทั้งหมด มันกำลังทำให้เอวาทำตัวไม่ถูกและเสียอาการอย่างหนัก นี่มันไม่ถูกต้องเอาซะเลย
“แล้วไงครับ ที่ทำงานห้ามบอสคุยเล่นกับเลขาด้วยเหรอ”
“เกรงว่าเราจะไม่มีเวลาคุยเล่นขนาดนั้นค่ะ บอสเซ็นอนุมัติด่วนเรียบร้อยแล้วเหรอคะ รู้มั้ยว่าคุณมัทนาแผนกจัดซื้อจัดจ้างเร่งเอวามาสามรอบในหนึ่งวันแล้วนะคะ”
“อืม ชอบคำว่าเราจังเลยแฮะ ฟังแล้วนึกถึงคืนนั้นจัง” แทนที่จะสนใจเรื่องที่เอวาพูด เฟยกลับฟังแค่สิ่งที่ตัวเองชอบเท่านั้น เอวาแทบสติแตกอยู่รอมร่อกับท่าทางไม่รู้ร้อนรู้หนาวราวกับเด็กประถมของบอสจนเผลอเรียกอีกคนเสียงดัง
“บอสคะ!”
“โธ่ๆ ตกอกตกใจหมด ทำไมเรียกผมเสียงดังขนาดนั้นล่ะครับคุณ” เฟยแสร้งทำท่าตกใจเอามือทาบอก เอวามองค้อนอย่างหมั่นไส้ก่อนจะพ่นลมหายใจแล้วบ่นออกมา
“แล้วทำไมบอสพูดแบบนั้นออกมาล่ะคะ”
“แล้วพูดไม่ได้เหรอครับ”
“ต้องให้บอกอีกกี่ครั้งคะว่ามันไม่เหมาะสม นี่เป็นที่ทำงานนะคะ อีกอย่างเราตกลงกันแล้วนี่คะว่าจะไม่พูดถึงมันอีก นั่นมันก็แค่เรื่องสนุกที่เราทำนอกเวลางานค่ะจบแล้วก็จบกัน”
“ทำไมคุณต้องจริงจังขนาดนั้นด้วย ไหนบอกว่าชอบมากไม่ใช่เหรอครับ” เฟยเถียงกลับไปราวคนที่ไม่ยอมรับความจริง เขาไม่ชอบท่าทีห่างเหินของเอวาตอนนี้เลยสักนิด ไม่ชอบที่เธอบอกว่าเราแค่สนุกกัน ทั้งที่เขาเองก็รู้ดีทุกอย่างถึงข้อตกลงในคืนนั้น
เอวาถอนหายใจ มองใบหน้าหล่อเหลาของบอสที่เธอชอบมาตลอดอย่างไม่อยากเชื่อ ว่าอีกคนกำลังแสดงออกว่างอนเธออยู่อย่างไม่ปิดบัง นี่ัมันเกิดอะไรขึ้นกับบอสกันแน่นะ มาทำแบบนี้ใส่กันให้ใจเต้นทำไมไม่ทราบ คนเขายิ่งลำบากใจที่จะไม่ล้ำเส้นแท้ๆเชียว
“บอสคะ ถ้าคุณยังแยกแยะไม่ได้อีกแม้แต่เรื่องงานดิฉันก็จะจบมันเองเหมือนกันค่ะ”
“หมายความว่าไงครับ” เฟยถามกลับพลางจ้องหน้าเอวาเขม็งอย่างไม่พอใจ ประโยคนั้นฟังดูยังไงก็เหมือนว่าเธอจะลาออกไปเลย แล้วก็จริงอย่างที่คิด เพราะเอวาช่วยขยายความให้เขาเข้าใจชัดเจนมากขึ้นทันที
“ถ้าไม่อยากให้ลาออก รบกวนบอสอย่าพูดถึงมันอีกนะคะ แล้วก็ช่วยปฏิบัติตัวเหมือนที่เคยเป็นด้วยค่ะ ขอตัวนะคะ” เอวาหันหลังกลับทันทีที่พูดจบ ทิ้งให้เฟยมองตามเรือนร่างระหงด้วยอาการอึ้งในสิ่งที่ได้ยิน มือหนากำหมัดแน่นก่อนจะบ่นพึมพำกับตัวเองอย่างไม่อยากยอมรับความจริง
“เฮอะ เหมือนที่เคยเป็นงั้นเหรอ มีใครที่ไหนกอดรัดฟัดเหวี่ยงกันขนาดนั้นแล้วทำตัวเหมือนเดิมได้บ้าง ตลกเกินไปแล้วเอวา”
—----------------------------
“แล้วไง แกก็เลยขู่ว่าจะลาออกเนี่ยนะ” หลินถามออกมาเสียงดังจนเศษขนมที่เคี้ยวอยู่กระเด็นไปโดนเอวาที่นั่งข้างๆ เธอมองแรงใส่หลินที่ปัดออกให้แล้วส่งเสียงอยู่ในลำคอ
“อือ”
“อยากจะบ้าตายจริงๆ ในเมื่อบอสแกอยากล้ำเส้นเองแกจะรออะไรวะเอวา ชอบมาตั้งนานก็คบกันไปเลยให้มันจบๆ แหม่…ทีคืนนั้นนะ หนีไปแซ่บกันแล้วปล่อยฉันทิ้งไว้คนเดียวแท้ๆ” หลินถามพลางอดจะแซะเพื่อนไม่ได้เพราะเคืองที่คืนนั้นเอวาหายไปไม่บอกไม่กล่าว ปล่อยเธอนั่งรออยู่ตั้งนานสองนานกว่าจะส่งข้อความมาบอกได้
“ไม่ได้หรอก ฉันตั้งใจไว้แล้วว่าจะไม่หาเรื่องยุ่งยากให้ตัวเอง ไม่งั้นจะไปเล่นสนุกแบบนั้นรึไง”
“แต่คนเราก็ต้องมีแฟนที่คบกันจริงจังนะ ไหนแกบอกว่าอยากมีครอบครัวไง”
“ก็ใช่ แต่จะเป็นบอสไม่ได้สิ” เอวาส่ายหน้าปฏิเสธทันทีแบบไม่ต้องคิด
“ทำไมไม่ได้วะ”
“เคยบอกแล้วนี่ว่าสังคมบอสมันน่ากลัว เราอยู่กันคนละโลกเลยนะ”
“เราก็อยู่โลกเดียวกันนี่แหละแกจะบ้าเหรอเอวา” หลินว่าออกมาหน้านิ่วคิ้วขมวด ไม่เข้าใจเพื่อนเลยสักนิดว่าจะปฏิเสธทำไม ทั้งที่ตัวเองก็ชอบมาตั้งนานแท้ๆ
“ไม่ใช่ไง ฉันไม่ชอบสังคมคนรวยเท่าไหร่ ฉันอยากมีชีวิตสงบ” เอวายกเข่าสองข้างขึ้นมากอดพลางวางคางลงไป ในหัวอดคิดภาพตามที่เพื่อนพูดไม่ได้ทั้งที่ปากก็คอยปฏิเสธตลอดเวลา
“การที่แกทำงานกับเขามาตลอดไม่ใช่ว่าชินสังคมนั้นไปแล้วเหรอ แล้วก็ใช่ว่าคนรวยจะหาความสงบไม่ได้สักหน่อย แค่มีเงินอยากทำอะไรก็ได้ทั้งนั้น”
“ชินอะไรล่ะ เพราะเห็นมาตลอดเลยเบื่อไง ฉันวางแผนหลังลาออกไว้แล้วด้วย” เอวาเถียงออกมาราวกับย้ำไม่ให้ตัวเองไขว้เขว แผนที่วางไว้มานานจะล่มเพราะใจที่สั่นคลอนของเธอไม่ได้เด็ดขาด อีกอย่างบอสไม่ใช่คนที่เธอจะไปรู้สึกด้วยมากกว่านี้อีกแล้ว ไม่งั้นจะเป็นเธอเองที่ตัดใจลำบาก หลินที่ได้ยินเพื่อนยืนยันหนักแน่นแบบนั้นก็พยักหน้าแม้จะไม่เข้าใจเลยสักนิด
“เออๆ ช่างเถอะ เอาที่แกต้องการนั่นแหละฉันไม่เข้าใจแกหรอก แล้วทำไมต้องนั่งทำท่ากอดเข่าเหงาหงอยแบบนี้ด้วยวะ”
“ไม่รู้สิ สงสัยฉันคงเหนื่อยแหละ” เอวาตอบออกมาอย่างเอื่อยเฉื่อย ทำเอาหลินถอนหายใจแล้วเปลี่ยนเรื่องถาม
“งั้นอาทิตย์จะไปอีกมั้ยล่ะ ฉันจะได้จองโต๊ะไว้เลย”
“อืม ไปสิ”