“สวัสดีครับพี่กุ้ง ผมพีร์นะ อยากถามว่าทำไมไหมล็อตใหม่ที่ส่งมาสีมันเพี้ยนไป มันอ่อนกว่ารอบแรก”
ทางนั้นเงียบไปสักครู่เหมือนกำลังหาคำตอบ
“ค่ะคุณพีร์ พี่ใช้สูตรเดิมนะคะแต่ว่าเมื่อวานฝนตกอาจจะทำให้น้ำที่ใช้ย้อมค่าพีเอชเปลี่ยน สีจึงเพี้ยนไปนิดหน่อยค่ะ”
“โอเคครับพี่ แต่ผมขอแบบนี้ได้ไหม…ล็อตนี้ผมจะให้ทอเฉพาะส่วนที่เป็นงานชิ้นเล็ก หรือไม่ก็เก็บไว้ทำเป็นผ้าสำรอง ไม่เอามาเป็นผ้าคลุมไหล่หลัก”
“ได้ค่ะ เดี๋ยวพี่รีบปรับให้ล็อตถัดไปเข้มขึ้นนิดนึงให้ใกล้สีล็อตแรกที่สุด”
“ขอบคุณครับพี่กุ้ง ผมฝากด้วยนะครับ งานนี้เอื้อเขาซีเรียสมาก”
คำว่า “เอื้อ” หลุดออกไปตามธรรมชาติ จนช่างที่ยืนอยู่ข้างๆ เผลอมองหน้าคุณพีร์ของตัวเองเหมือนมีอะไรให้คิด แต่พิชญะไม่ได้สนใจ เขาวางสายแล้วหันกลับมาพูดกับช่างทันที
“พี่ครับ ล็อตนี้พักไว้ก่อนนะ ยังไม่เอาขึ้นเครื่องยกใหญ่”
“ครับ… แล้วเราจะทำยังไงดีครับคุณพีร์”
พิชญะนิ่งไปเพียงเสี้ยววินาที ก่อนจะสรุป
“ผมจะเอาล็อตนี้ไปทำเป็นตัวสำรอง และทำตัวอย่างให้เอื้อดูก่อนว่ามันต่างกันแค่ไหน ถ้าเอื้อโอเคก็ใช้ได้ แต่ถ้าเอื้อไม่โอเค เราจะไม่เสี่ยง”
ช่างพยักหน้า “ครับ”
พิชญะหันไปมองผ้าที่กำลังทออยู่ตรงหน้า ลายพิกุลยกใหญ่แซมดิ้นเงินกำลังค่อยๆ ปรากฏบนผืนผ้า มันสวยแบบที่เขาเองยังอดภูมิใจไม่ได้
แต่เขาก็รู้ดี… ความสวยที่แท้จริง ไม่ได้อยู่ที่ “ลายผ้า” มันอยู่ที่ความสม่ำเสมอและการรักษามาตรฐานงาน และนั่นแหละคือเหตุผลที่เขาไม่ยอมให้เรื่องเล็กน้อยผ่านไปเหมือนไม่มีอะไร
เย็นวันนั้น หลังเลิกงานเขาขับรถตรงไปที่โรงงานของอุษมาโดยไม่แวะกลับบ้าน
พอไปถึงก็พบว่าไฟในโรงงานยังเปิดสว่าง พนักงานหลายคนกำลังนั่งเย็บขอบผ้าคาดผม ส่วนอีกทีมกำลังเช็กกล่องไม้ตามจำนวนที่เพิ่งส่งมา
เสียงจักร เสียงคนคุย เสียงเทปปิดกล่องดังสลับกันไปอย่างมีจังหวะ
อุษมาเดินอยู่ในโซนประกอบชิ้นงาน สวมผ้ากันเปื้อนสีอ่อน ผมมัดลวกๆ เหมือนคนที่ไม่ได้มีเวลาสวย แต่กลับดูสวยกว่าเดิมอย่างประหลาด
“มาแล้วเหรอ” เธอถามโดยไม่เงยหน้า เพราะมือยังเช็กงานอยู่
“ครับ” พิชญะเดินเข้ามาใกล้ “ผมเอาตัวอย่างไหมมาให้ดู”
อุษมาหยุดมือ แล้วเงยหน้าขึ้นมองเขาอย่างจริงจัง
“มีปัญหาเหรอ”
“ไม่ถึงกับปัญหา” เขาตอบตามตรง “แต่มันต่างกันนิดหนึ่ง ผมเลยเอามาให้เอื้อดูก่อนว่าใช้ได้ไหม”
คำพูดนั้นทำให้อุษมานิ่งไป เพราะถ้าคนอื่นเขาคงบอกแค่ว่า “ไม่เป็นไรหรอกพี่” แล้วปล่อยให้เธอรับกรรมเอาเอง หากแต่ผู้ชายอายุยี่สิบสองตรงหน้าไม่ทำแบบนั้น
พิชญะหยิบผ้าตัวอย่างออกมา วางบนโต๊ะแล้วเอาอีกผืนทาบลงข้างกันให้เห็นชัดๆ
อุษมาก้มดู สีม่วงแทบจะเหมือนกัน แต่มัน…ไม่เหมือน
“อ่อนกว่านิดจริงด้วย” เธอพึมพำ
พิชญะพยักหน้า “ผมให้โรงย้อมปรับล็อตถัดไปแล้ว แต่ล็อตนี้ผมพักไว้ก่อน เอื้อจะให้ผมทำยังไง”
อุษมาเงียบไปอีกครั้ง ในความเงียบนั้น เธอเหมือนกำลังชั่งใจระหว่าง “ความเป๊ะ” กับ “เวลา”
สุดท้ายเธอก็เงยหน้าขึ้นมองเขา “ถ้ารอล็อตใหม่จะเสียเวลามากไหม”
“ก็น่าจะวันนึงครับ”
อุษมาฟังแล้วมองงานตรงหน้า คำนวณเวลาในใจและคิดว่าเธอพอมีเวลา หญิงสาวพยักหน้า “ถ้าวันเดียว พี่จะรอล็อตใหม่”
พิชญะผ่อนลมหายใจเหมือนเธอตัดสินใจไปในทางเดียวกับที่เขาเดาไว้ “ได้ครับ”
“ขอบคุณนะ… ที่ไม่ทำให้พี่ต้องมานั่งแก้งานทีหลัง”
พิชญะไม่พูดอะไร เขาแค่พยักหน้าเบาๆ เหมือนมันเป็นเรื่องปกติ
แต่สำหรับอุษมา…มันไม่ปกติเลย เพราะนี่คือครั้งแรกในรอบหลายปีที่เธอรู้สึกว่า มีผู้ชายคนหนึ่งอยู่ข้างเธอและเข้าใจในสิ่งที่เธอให้ความสำคัญ
“แล้วนี่เธอกินข้าวยัง” เธอถามต่อเหมือนนึกได้
พิชญะส่ายหน้า “ยังครับ เลิกงานก็ออกมาเลย”
“พี่กำลังจะสั่งข้าวเย็น เธอกินด้วยกันไหม”
พิชญะชะงักและยิ้มออกมา “ครับ ขอบคุณ”
คืนนั้นอุษมาเลิกงานตอนหนึ่งทุ่ม ช่วงนี้เธอขอให้คนงานที่อยู่เย็นได้ ทำโอต่อวันละสองชั่วโมงเพื่อไม่ให้งานเร่งในช่วงท้าย
“ผมไปส่งเอื้อที่บ้านนะ” พิชญะแตะข้อศอกเธอเบาๆ อุษมากำลังจะค้านแต่เขาพูดต่อ
“พรุ่งนี้เช้าผมจะไปรับเอื้อมาทำงานเองครับ ไม่ให้หาทางมาเองหรอก ผมเป็นห่วงท่าทางเอื้อเหนื่อยอย่าขับรถเองเลย”
ในที่สุดอุษมาก็พยักหน้า เธอพูดปนหัวเราะ “นอกจากแม่บ้าน สงสัยว่าพี่ต้องจ้างคนขับรถแล้วสินะ”
“ผมเป็นคนขับรถให้เอื้อได้ ไม่ต้องให้เงินเดือนด้วย” เขาพูดขณะที่เปิดประตูรถให้เธอ และอ้อมไปประจำที่นั่งฝั่งคนขับ
หญิงสาวถอนใจ “พี่พูดเล่นน่ะ งานไม่ได้เยอะทุกวันไม่ได้จำเป็นหรอก”
คนฟังไม่ได้ตอบอะไรอีก เขาสตาร์ทรถและถอยออกสู่ถนน ใช้เวลาเพียงสิบนาทีก็ถึงหน้าบ้านอุษมา
“ขอบใจมากพีร์” อุษมาจับที่เปิดประตูทำท่าจะเปิดมันออกแต่พิชญะวาดมือไปวางทับมือบางไว้ เธอทำตัวแข็งอย่างตกใจขณะที่รู้สึกว่าเขาเลื่อนตัวมาใกล้จนเกินไป
“ที่ผมทำให้บางเรื่องไม่ใช่ความจำเป็นครับเอื้อ แต่ผมเต็มใจทำ” เขาปล่อยมือเธอให้เป็นอิสระและถอยกลับไปนั่งประจำที่ “พรุ่งนี้ผมมารับ ไม่เกินแปดโมงเช้านะ”