“พี่โรสเป็นเพื่อนกับอาเธมส์ด้วยเหรอคะ ทำไมอาไม่เห็นเคยบอกปายเลย” ปรายแสงหันขวับเมื่อได้ยินอาหนุ่มบอกว่านักเขียนในดวงใจเป็นเพื่อนของเขา
“อาเพิ่งนึกออกน่ะ ปายจำบ้านที่รังสิตก่อนที่เราจะย้ายไปเมืองนอกได้ไหม บ้านเรากับบ้านน้องลีอยู่ติดกัน” ท้ายประโยคเขาหันมาทางสุคนธรส “ใช่ไหมครับน้องลี จำพี่ได้ไหม”
คำว่า ‘น้องลี... จำพี่ได้ไหม’ นั่นทำให้สุคนธรสชะงักอีกครั้ง และตอนนี้เธอแน่ใจแล้วคนตรงหน้าจำเธอไม่ได้ หรือไม่ก็จำเรื่องระหว่างเราไม่ได้ หรืออาจจะไม่ได้ทั้งสองอย่าง
“อ๋อ ค่ะใช่ พอดีมันนานมากแล้วลีย้ายออกจากบ้านนั้นมานาน ลืมหน้าคุณเธมส์ไปเหมือนกันค่ะ” เธอเน้นคำว่านานมากเป็นพิเศษ หญิงสาวหันซ้ายหันขวามองหาเพื่อนสาว เห็นว่ายังร่วมถ่ายรูปกับผู้บริหารคนอื่นๆ อยู่จึงละความสนใจมาหาปรายแสงแทน
“พี่ขอบคุณมากนะคะที่น้องปายเข้ามาช่วยหลานของพี่” เธอแตะศอกของเด็กหญิงธิมารินทร์เบาๆ
“น้องลินไหว้ขอบคุณพี่เขากับสวัสดีคุณเธมส์สิ เดี๋ยวน้าแตคงเสร็จธุระแล้ว”
เด็กหญิงทำตามอย่างว่าง่าย “ขอบคุณนะคะพี่ปาย แล้วก็สวัสดีคุณอาด้วยค่ะ”
กันต์ธีร์มองหน้าเด็กหญิงที่เข้าช่วงวัยรุ่นอย่างพิจารณา ดวงหน้านั้นคุ้นตาเขาอย่างประหลาด “สวัสดีครับทำตัวตามสบาย ปายพาน้องเขาไปหาของว่างกินก่อนก็ได้”
ปรายแสงขยับตัวทันที “ได้เลยค่ะอาเธมส์ ขออนุญาตนะคะพี่โรส ปายจะดูแลน้องให้เองค่ะพี่โรสคุยกับอาเธมส์ได้เลย” ถึงจะเป็นเพียงเด็กสาวแต่ปรายแสงก็อยู่ในวัยแรกรุ่นแล้ว พอจะเข้าใจภาษากายของคุณอาหนุ่มว่าเขาคงมีอะไรอยากคุยกับพี่โรสของเธอ
“นั่งคุยกันก่อนครับ น้องลีเป็นเพื่อนกับดาราคนนั้นเหรอ”
กันต์ธีร์ขยับเก้าอี้ในแถวสำหรับผู้บริหารให้หญิงสาวนั่งพลางถามถึงกรชวัล สุคนธรสจำต้องนั่งลงเมื่อมีสายตาหลายคู่มองมาที่เธอและเขาอย่างสนใจ
“ค่ะ แตกับลีเป็นเพื่อนกัน เรามีนัดกันหลังแตเลิกงานที่นี่น่ะค่ะ” หญิงสาวเริ่มไม่แน่ใจแล้วว่ากรชวัลจะเลิกงานได้เร็วตามที่บอกเธอเมื่อวานหรือเปล่า
“พี่ว่าลีคงได้รอเพื่อนอีกพักใหญ่นะ เพราะว่าทางเราเพิ่งตกลงใจจะให้คุณกรชวัลเป็นแบรนด์แอม” กันต์ธีร์พูดตามตรงทำให้สุคนธรสมีสีหน้าลังเล
“งั้นก็ไม่เป็นไรหรอกค่ะ ลีว่าปล่อยให้แตคุยเรื่องงานหลังงานเปิดตัวจบก็ได้ งั้นลีขอตัว...” เธอยังพูดไม่จบชายหนุ่มก็ขัดขึ้นมา
“พี่อยากคุยกับลีพี่มีเรื่องที่ยังสงสัย ลีไปคุยกับพี่ได้ไหมพี่อยากได้ที่ที่เหมาะจะคุยมากกว่านี้”
“คุยเรื่องอะไรคะ” สุคนธรสไม่อยากเดาไปเองจึงถามตรงๆ
“พี่อยากถามเรื่องสิบกว่าปีก่อน คิดว่าลีน่าจะตอบพี่ได้” ชายหนุ่มกดโทรศัพท์โทรออกหาหลานสาว เมื่อฝ่ายนั้นรับเขาก็สั่งความไว้ทันที
“ปายพาน้องไปกินขนมแล้วพาไปเดินเล่นต่อสักชั่วโมงนะ อามีเรื่องจะคุยกันกับลี”
ชายหนุ่มหยุดฟังทางนั้นชั่วอึดใจ จากนั้นเขาจึงพูดต่อ “เดี๋ยวอาให้คีธตามไปช่วยเดินถือของกับจ่ายเงินให้ สักชั่วโมงแล้วปายตามอาไปที่ออฟฟิศนะครับ”
กันต์ธีร์ปิดโทรศัพท์ เขาทำท่าจะลุกขึ้นและจับต้นแขนหญิงสาวเบาๆ เป็นเชิงให้ลุกตาม “คุณจะไปที่ไหนคะ ลีว่าเราคุยกันที่นี่ก็ได้”
แม้ว่าท่าทางเขาจะเหมือนจำอะไรไม่ได้ แต่สิ่งที่หญิงสาวรู้สึกก็คือเขายังเป็นคนเอาแต่ใจเหมือนเดิม เหมือนเมื่อสิบสามปีก่อนไม่ผิดเพี้ยน
“ที่นี่ไม่เหมาะกับเรื่องส่วนตัว ไปคุยกันที่ออฟฟิศพี่ดีกว่าอยู่ห่างไปแค่ตึกข้างๆ กัน ไม่เปลี่ยว ไม่มีอะไรอันตราย ที่นั่นมีพนักงานหลายร้อยคน ลีคงไม่คิดว่าพี่จะทำอะไรไม่ดีหรอกนะ”
สุคนธรสมุ่นคิ้ว เธอไม่คิดว่าจะต้องทำตามที่เขาต้องการ “วันนี้ลีมากับหลาน จะพาหลานไปซื้อของถ้าคุณมีธุระอะไรจะคุยเราค่อยนัดกันใหม่ดีไหมคะ”
กันต์ธีร์มองเธออย่างพิจารณา “ทำไมพี่คิดว่าน้องลีที่พี่รู้จัก ว่านอนสอนง่ายกว่านี้กันนะ”
“ก็แล้วทำไมลีต้องตามใจคุณ เราไม่ได้เป็นอะไรกันสักหน่อย” เธอพูดอย่างโมโห เสียแรงที่เธอคิดถึงเขามาตลอดหลายปี แต่กลายเป็นว่ามีเพียงเธอคนเดียวที่จำเรื่องในอดีตได้
“ทำไมลีต้องโมโห พี่เคยทำอะไรให้ลีโกรธใช่ไหม” ชายหนุ่มคิดว่าตัวเองมาถูกทางแล้ว เรื่องเก่าๆ ที่เขาจำไม่ได้นั้นว่ามันมีอะไรกันแน่ สุคนธรสต้องรู้แน่ๆ ว่าสิ่งนั้นคืออะไร
“เปล่าค่ะ แต่วันนี้ลีไม่ว่าง” เธอมองไปรอบๆ ดูว่าผู้คนรอบตัวไม่ได้สนใจเธอกับเขามากมายนักก็ตาม แต่ก็รู้ว่าความจริงนั้นไม่ใช่เลยมีแต่คนคอยเงี่ยหูฟังเรื่องที่เธอและเขาคุยกันทั้งนั้นแม้ว่าเราสองคนจะรักษาระดับน้ำเสียงไม่ให้ดังเกินไปแค่ไหนก็ตาม
“พี่ขอเวลาไม่นาน รับรอง” พูดจบเขาก็ไม่รอให้เธอโต้แย้งอีก กึ่งลากกึ่งจูงหญิงสาวออกจากตรงนั้น
เพียงไม่กี่นาทีต่อจากนั้น หญิงสาวก็มายืนในห้องทำงานของอดีตคนข้างบ้าน ตึกนี้อยู่ใกล้กับห้างสรรพสินค้านั้นจริงตามที่เขาบอก เลขานุการยกน้ำเข้ามาให้และรีบออกไปอย่างรู้กาลเทศะ ส่วนเจ้าของห้องกดโทรศัพท์ส่งข้อความถึงหลานสาวเรียบร้อยแล้วเงยหน้ามองคนที่เขาบังคับให้มาด้วยกัน
“มีอะไรก็รีบคุยเถอะค่ะ” สุคนธรสไม่ปิดบังท่าทีว่าไม่อยากคุยกับเขาอีกต่อไป
“ทำไมลีต้องโกรธพี่ พี่เคยทำอะไรไม่ดีกับลีรึเปล่า ทำไมพี่จำได้ลางๆ ว่าเราเคยสนิทกันมากๆ ใช่ไหม” เขาถามอย่างสงสัยจากใจจริง
สุคนธรสถอนใจ หากเขาจำไม่ได้มองอีกมุมก็ดีเหมือนกัน อดีตที่ว่าก็ไม่ได้มีอะไรที่น่าจดจำด้วยซ้ำ สำหรับเธอมันคือความเจ็บปวดที่ไม่อยากรื้อฟื้นขึ้นมาอีก
“ไม่หรอกค่ะ เพียงแต่ว่าตอนนี้เราไม่ได้สนิทกันเหมือนเมื่อก่อน ลีก็มีอะไรที่ต้องทำเลยไม่สะดวกที่จะวิ่งตามคุณอีกเหมือนตอนเด็กๆ”
วิ่งตามงั้นรึ ก็น่าจะใช่ เขาคลับคล้ายคลับคลาว่าจะเป็นแบบนั้นชายหนุ่มคิดในใจ
“แต่พี่อยากสนิทกับลีเหมือนเดิม” เขาโพล่งออกมา ไม่ได้คิดด้วยซ้ำว่าพูดอะไรออกไป
“เพื่ออะไรคะ เราไม่ได้เป็นเพื่อนบ้านกันแบบตอนนั้นสักหน่อย ไม่มีความจำเป็นต้องสนิทอะไรกันเลย” น้ำเสียงเธอห้วนจัดหญิงสาวลุกขึ้น “ลีจะกลับแล้วถ้าคุณไม่มีอะไรอีกก็ขอตัวค่ะ”
สุคนธรสเดินไปจนถึงประตู ในขณะที่เธอจับลูกบิดประตูก็ถูกมือใหญ่วางทาบลงไป หญิงสาวใจหายเมื่อถูกดึงตัวให้หันหลังกลับไปเผชิญหน้ากับเขา พร้อมกับที่ใบคมเข้มก้มลงมาจนเธอตาพร่า หญิงสาวใจกระตุกเมื่อรับรู้ว่าริมฝีปากอิ่มถูกทาบปิดด้วยปากหยักหนา ขณะเดียวกันเอวบางก็ถูกแขนล่ำสันสอดเข้ากอดรัดแล้วดึงไปแนบลำตัวของเขา
เธอตกใจจนเผลอปล่อยให้อีกฝ่ายล่วงล้ำดื่มชิมความหอมหวานภายในโพรงปาก เมื่อได้สติสุคนธรสก็ยกสองมือขึ้นดันตัวเขาออกห่างเต็มแรง เธอเบี่ยงหน้าหนีได้สำเร็จแต่ก็ถูกไล่จูบไปตามซอกคอนิ่งนาน
จนกระทั่งกันต์ธีร์เงยหน้าขึ้นแต่ยังไม่ปล่อยเธอเป็นอิสระ หัวใจของทั้งคู่เต้นแรงจนต่างรับรู้กันได้ชัดเจน นี่สิความรู้สึกที่เขาตามหาชายหนุ่มบอกตัวเอง เขาแน่ใจแล้วตัวเองกับหญิงสาวตรงหน้าเราเคยมีอะไรที่ลึกซึ้งต่อกันมากกว่าความเป็นคนข้างบ้าน
“ความจำของพี่อาจจะมีอะไรที่ลืมไปบ้าง แต่ลีรู้ไหมว่าร่างกายของเราสองคนมันไม่เคยลืมกัน” เสียงกระซิบที่ริมใบหูนั้นทำให้เธอตัวแข็งมองเขาอย่างตกใจ