แม้จะยังนึกไม่ออกว่าตัวเองเคยมีความสัมพันธ์แบบไหนกับ “น้องลี” แต่กันตธีร์ก็ไม่สามารถหยุดความคิดวนเวียนที่มีต่อเธอได้ แต่เมื่อไม่ได้คำตอบจากกันตธรเขาจึงเรียกคนของตัวเองมาออกคำสั่งในเย็นวันนั้น
“ผมอยากรู้เรื่องของนักเขียนคนที่ใช้ชื่อว่าโรสมาลี สืบประวัติเธอมาให้ละเอียด”
“ได้ครับคุณเธมส์” คิรากรผู้เป็นทั้งผู้ช่วยและเลขานุการรับคำโดยไม่มีข้อโต้แย้งตามปกติ
“แล้วก็เรื่องนี้ผมขอเป็นความลับ อย่าบอกใครโดยเฉพาะแม่ผม”
“รับทราบครับ”
สุคนธรสพาลูกสาวไปซื้อของใช้ส่วนตัวและอุปกรณ์การเรียน ซึ่งอีกไม่กี่วันโรงเรียนก็จะเปิดเทอมแล้ว จากนั้นก็ชวนกันซื้อของกินอร่อยๆ กลับมารับประทานอาหารที่ห้อง เพราะสาวน้อยชอบการนั่งกินสบายๆ ที่ห้องมากกว่าไปนั่งตามร้านอาหาร
“ก่อนเปิดเทอมหนูต้องไปทำธุระอะไรที่โรงเรียนอีกไหม” หญิงสาวถามระหว่างรับประทานอาหารมื้อเย็นด้วยกัน
“ไม่แล้วค่ะน้าลี มอบตัวแล้วซื้อหนังสือแล้วเหลือรอเปิดเทอมเลยค่ะ” เด็กหญิงธิมารินทร์ตอบหลังจากที่ลุกไปดูคู่มือนักเรียนที่ทางโรงเรียนแจกมา
“งั้นน้องลินอยากไปทะเลไหม น้ามีเวลาว่างสักพักก่อนเปิดเรื่องใหม่”
หญิงสาวลุกขึ้นเอาจานไปเก็บพลางเอ่ยชวนทำเอาฝ่ายที่อ่อนวัยกว่าถึงกับทำตาโตจากนั้นเธอก็พูดอย่างดีใจ
“ไปค่ะ อยากไป ไปค้างด้วยได้ใช่ไหมคะน้าลิน”
“ได้สิ ไปภูเก็ตไหมลูก ไหนๆ ไปแล้วก็ลงใต้กันเลยดีกว่า ทะเลสวย”
“จริงนะคะน้าลี ลินรักน้าลีที่สุดในโลกเลย” เธอลุกจากเก้าอี้มากอดคนที่เข้าใจว่าเป็นน้า สุคนธรสกอดตอบพลางลูบศีรษะที่ซบซุกอย่างแสนรัก
“งั้นเดี๋ยวน้าจองตั๋วเครื่องบินกับโรงแรมเลยนะ”
“สองน้าหลานจะไปไหนกัน” กรชวัลที่เพิ่งมาถึงเอ่ยถามเมื่อได้ยินแว่วๆ ว่าเพื่อนจะจองตั๋วเครื่องบิน
“น้าลีจะพาลินไปเที่ยวทะเลค่ะ น้าแตไปด้วยกันไหมคะ”
“โห อยากไปด้วยจัง” กรชวัลทำเสียงเสียดาย
“ก็ไปด้วยกันสิแต ไปไม่กี่วันเอง”
สุคนธรสเดินมาสมทบพร้อมกับแก้วน้ำผลไม้สำหรับทั้งเพื่อนและลูกสาว เธอทำไว้ตั้งแต่เมื่อกลางวันแช่ตู้เย็นจนเย็นเจี๊ยบ
“ขอบใจ กินน้ำผลไม้ที่ไหนก็ไม่ชื่นใจเท่าที่เพื่อนทำ” กรชวัลชมเปาะและถามต่อ “แล้วจะไปทะเลที่ไหนกัน”
“น้าลีจะพาไปเที่ยวภูเก็ตค่ะ” ธิมารินทร์ตอบแทน
“ไปด้วยกันสิแต ช่วงนี้เห็นว่าว่างไม่ใช่เหรอ” สุคนธรส
ชวนอีกคน กรชวัลจึงหยิบโทรศัพท์มาเช็กตารางงาน
“พรุ่งนี้ฉันมีอีเว้นท์งานนึงที่ห้าง.... บ่ายๆ ก็จบ แล้วก็ว่างเพราะละครเพิ่งปิดกล้องไป งั้นพรุ่งนี้แกพาหนูลินไปที่ห้างนั้นไหม เราจะได้ไปซื้อของเตรียมตัวไปทะเลด้วยกัน”
ดังนั้นในวันต่อมาสุคนธรสและธิมารินทร์จึงได้มานั่งรอกรชวัลในงานอีเว้นท์หนึ่งซึ่งจัดในห้างสรรพสินค้า โดยที่เป็นงานเปิดตัวบริษัทผู้ผลิต จัดจำหน่ายและนำเข้าเวชภัณฑ์ต่างๆ ครบวงจร และมีการเปิดร้านจำหน่ายสินค้าอย่างเป็นทางการในห้างดังกล่าว
กรชวัลเองถือว่ามีภาพลักษณ์ที่ดีในด้านสุขภาพ เพราะว่าเธอทำช่องเกี่ยวกับการออกกำลังกายจึงเป็นเหตุหนึ่งที่ทำให้เธอถูกติดต่อให้มาร่วมงานดังกล่าวในฐานะดาราและอินฟลูเอนเซอร์
ภายในงานขณะที่สุคนธรสสนใจเรื่องโภชนาการสำหรับวัยรุ่น ธิมารินทร์ก็บังเอิญเดินชนกับหญิงสาวสวยจัดคนหนึ่งที่คาดว่าน่าจะเป็นหนึ่งในอินฟลูที่ทีมงานเชิญมา
“อุ๊ย ขอโทษค่ะ” สาวน้อยเดินชนก่อนจริง แต่ก็เป็นอีกฝ่ายที่พรวดพราดเดินมาตัดหน้าจนธิมารินทร์หยุดเท้าไม่ทัน จนเธอเซไปโดนพนักงานที่กำลังเสิร์ฟเครื่องดื่มทำน้ำหกใส่ชุด
“ว้าย เด็กที่ไหนนี่ทำไมไม่ระวังเลย” ชุลีวรรณโวยวาย ตอนนั้นเองสุคนธรสจึงเห็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น หญิงสาวเดินเร็วๆ มาหยุดยืนข้างธิมารินทร์ที่ตกใจจนหน้าซีด
“ดิฉันขอโทษแทนหลานสาวด้วยค่ะ แกคงไม่ได้ตั้งใจ” เธอพยายามประนีประนอมเพื่อจบเรื่อง หากแต่อีกฝ่ายยิ่งโวยวายมากขึ้น
“ขอโทษแล้วเสื้อผ้าฉันมันกลับมาเป็นปกติไหมล่ะ เธอต้องชดใช้แทนหลานเธอ ต่อไปจะได้ไม่ไปซุ่มซ่ามที่ไหนอีก”
ชุลีวรรณเสียงดังขึ้นเรื่อยๆ จนสุคนธรสเองก็เริ่มจะไม่พอใจบ้างแล้ว
“ดิฉันยินดีชดใช้ให้ เท่าไหร่คะ”
หากแต่ดาราสาวมองกลับมาอย่างเหยียดหยาม “ทำเป็นพูดดีไป ฉันว่าเธอไม่มีปัญญาจ่ายหรอก”
“พี่โรสไม่ต้องจ่ายหรอกค่ะ” เสียงใสๆ ดังขึ้นด้านหลังทำให้คู่กรณีหันไปมอง
“น้องปาย” หลังจากที่รู้ว่าเอฟซีวัยรุ่นคนนี้เป็นหลานสาวของกันต์ธีร์ สุคนธรสก็จำได้ว่าเธอน่าจะเป็นน้องปายลูกของกันตธรที่เธอเคยรู้จักในวัยเด็ก และเมื่อปรายแสงได้ยินดังนั้นเธอก็คลี่ยิ้มกว้าง
“ดีใจจังค่ะที่พี่โรสจำปายได้” เธอพูดพลางส่งยิ้มให้เลยไปถึงธิมารินทร์ที่ยืนหน้าซีดอยู่ ไม่รู้อะไรที่ทำให้เด็กสาววัยสิบแปดนึกเอ็นดูสาวน้อยคนนี้มากๆ เหมือนกับน้องสาวก็ว่าได้
“ปายเห็นตั้งแต่แรกเลยที่คุณคนนี้” ปรายแสงชี้นิ้วไปทางชุลีวรรณ “เขาเดินเร็วๆ ออกมาชนน้องคนนี้เอง เดินไม่มองทางจะโทษคนอื่นได้ไงคะ”
“นังเด็กบ้านี่ อย่ามาพูดมั่วๆ นะ” ตอนนี้ชุลีวรรณโกรธหนักกว่าตอนแรกเสียอีก เธอหันมองไปรอบๆ ก่อนจะเห็นพนักงานคนหนึ่งที่คุ้นหน้าคุ้นตาดี
“เธอมานี่สิ ช่วยไล่ยายเด็กนี่ออกไปจากงานนี้ที”
พนักงานสาวหันมามองปรายแสงที่ยืนกอดอกแล้วรีบสั่นหน้าทันที “ดิฉันไล่เธอไม่ได้หรอกค่ะคุณชุ อย่ามีเรื่องกันเลยนะคะคุณ”
“เอ๊ะ ยายนี่ เธอลืมแล้วเหรอว่าฉันเป็นแขกที่เจ้านายเธอเชิญมานะ” ชุลีวรรณขึ้นเสียง
“ผมไม่ลืมหรอกว่าคุณเป็นแขกของงานเราในวันนี้” เสียงทุ้มดังขึ้นด้านหลังทำให้ชุลีวรรณหันไปมองแล้วก็ต้องยิ้มเมื่อเห็นว่าเป็นท่านรองประธานของเบสท์ฟาร์มา
“อุ๊ย คุณเธมส์นั่นเอง”
“แต่ผมก็ไม่ลืมเหมือนกันว่าเด็กที่คุณจะให้คนจับโยนออกไปคือหลานสาวผม” เขาพูดต่อทำให้คนที่กำลังยิ้มหน้าค่อยๆ เผือดลง
“อะไรนะคะ นังเด็กเอ้ย... น้องคนนี้คือหลานคุณเธมส์” เธอพูดตะกุกตะกัก หางตาเห็นว่าปรายแสงกำลังกอดอกมองเธออย่างเยาะเย้ยแต่ก็ไม่กล้าหันไปตอบโต้
“ครับ แล้วผู้หญิงอีกคนที่คุณด่าว่าเขาไม่มีปัญญาจ่ายค่าเสียหาย ก็เป็นเพื่อนผมด้วยเหมือนกัน” ชายหนุ่มพูดต่อคราวนี้คนที่ตกใจกลายเป็นทั้งหมดที่ยืนตรงนั้น ไม่ว่าจะเป็นปรายแสง ธิมารินทร์และตัวสุคนธรสเอง
“พะ เพื่อนเหรอคะ” ชุลีวรรณทวนคำจากนั้นเธอรีบหันไปขอโทษสุคนธรสทันที “เอ่อ ขอโทษนะคะที่ชุเสียมารยาท คุณอย่าโกรธชุเลยนะ”
“ออ ค่ะไม่เป็นไร” เมื่อคนที่เคยหาเรื่องกลับลำมาขอโทษรวดเร็วจนเธองง แต่สุคนธรสเองก็ไม่อยากเอาเรื่องเอาราวเช่นกันจึงตอบรับคำขอโทษง่ายๆ
“ไปคุยกันข้างในเถอะปาย แล้วก็น้องลีด้วยพาหลานไปด้วยก็ได้” กันต์ธีร์ไม่ได้สนใจดาราสาวอีก เขาหันไปเรียกปรายแสงและสุคนธรสที่ชะงักกับสรรพนามที่เขาใช้ “น้องลี”
เขาจำเธอได้หรือ? แล้วทำไมวันก่อนเขาทำเหมือนเราไม่รู้จักกัน?