03

1338 Words
“มึงว่ามันทำใจได้อีหลีติ” (มึงว่ามันทำใจได้จริง ๆ) “ไอ้ตำรวจเหี้ย มึงคนกรุงเทพ อย่ามาตอแหลเว้าอีสานคำไทยคำ” “บักห่าปลัด มึงก็พูดอยู่ไหม” สารวัตรที่อยู่นอกเวลางานแล้วแสดงสีหน้าเอือมระอาเพื่อนข้างกายที่เริ่มเมาแล้วตะโกนคุยกับเขาแข่งเสียงเพลงในสถานบันเทิงดังของตัวเมือง ใครจะคิดว่าการเอ่ยปากปล่อยให้เมียตัวเองออกไปเจอเพื่อนฝูงเฉย ๆ จะกลายเป็นการจากลากันแบบไม่เหลือเยื้อใย ใช่ เพื่อนเขาแต่งงานอยู่กินกับภรรยามาสามปีแล้ว ไม่นับรวมที่เริ่มสร้างอะไรด้วยกันมาอีกหลายอย่าง เพียงแต่จู่ ๆ ไม่รู้ว่าหล่อนเป็นบ้าอะไรถึงคิดหนีผัวตัวเองไปแบบไม่บอกกล่าว และเมธวินที่เป็นนายตำรวจก็ทนเห็นสิบเพชรพรรณรายณ์มันตามหาเมียเป็นบ้าเป็นหลังไม่ไหว จึงใช้เส้นสายในการตรวจสอบเส้นทางการเงิน หรือไม่ว่าจะเป็นช่วงนี้เกศินีติดต่อกับใครบ้าง ได้ความมาว่าเวลาที่เพื่อนเขาไม่อยู่ไปทำงานที่ต่างจังหวัด หรือเข้ากรุงเทพนานหน่อย หล่อนกับชู้ก็จะนัดบินไปมาหาสู่กันอยู่ตลอด ที่ปวดหัวใจไปมากกว่านั้นคือคนทั้งสองเคยคบกันตอนเรียนมหาวิทยาลัยชื่อดัง กลับมาเจอกันอีกครั้งก็คงจะเป็นวันงานแต่งของสิบเพชรพรรณรายณ์กับเกศินี หากมองโลกในแง่ร้ายหน่อยก็ไม่แน่ว่าถ่านไฟเก่ามันคงเริ่มปะทุขึ้นมาตั้งแต่ตอนนั้น นั่นแสดงว่าเพื่อนเขาอาจจะโดนสวมเขามาตลอดตั้งแต่แต่งงาน รวมไปถึงยังเพิ่งทราบว่าจริง ๆ แล้วทางครอบครัวของหญิงสาวที่อยู่ต่างอำเภอกันนั้นที่ผ่านมามีแค่เปลือกนอก ฉะนั้นในความคิดของเขาจึงมองว่าเกศินีสวยแต่รูปจูบไม่หอม หลอกเพื่อนเขาแค่ฐานะทางบ้านคงจะไม่เป็นอะไร เพราะสิบเพชรพรรณรายณ์มันก็รักหล่อนมากอยู่แล้ว อยากได้เงินทองมีหรือที่มันจะหามาให้เมียตัวเองไม่ได้ ทว่ามาหลอกกอบโกยแล้วหนีไปกับชู้เป็นเขาคงจะเจ็บใจมากกว่าเสียใจอีก แต่ก็นั่นแหละ เพื่อนเขาดันรักภรรยามาก ไม่สิ ตอนนี้ต้องบอกว่ากลายเป็นเพียงอดีตภรรยาไปแล้ว เพราะก่อนหนีไปหญิงสาวก็เซ็นใบหย่าเอาไว้ให้ผู้เป็นสามีเรียบร้อย “กลับไหม มึงเมามากแล้วนะเสี่ย” “ไอ้เหี้ย เป็นตำรวจแต่มึงบอกให้ประชาชนขับรถกลับตอนเมา ผู้บัญชาการ ๆ จับมันไปขังคุกเลยค้าบ” “ควาย เรียกลูกน้องมันมาสิ จะให้กูจับเพื่อนตัวเองหรือไง” “กลับ กลับบ้าน ข้าไม่อยากทิ้งเกดให้นอนคนเดียว” “กูจะบ้าตาย แม่งเมาจนไม่รู้เรื่องห่าไรแล้วว่าโดนเมียทิ้งไปกับชู้!” “เอาไงวะ หิ้วคอมันเลยไหม” “ทำแบบนั้นได้ที่ไหน เพื่อนมึงสิบเพชรพรรณรายณ์เลยนะเว้ย คนนับหน้าถือตามันเยอะจะตาย คนอื่นมาเห็นจะบอกไปว่ายังไง” “ต่อให้กูกับมึงไม่พูด คนเขาก็รู้กันไปทั่วจังหวัดแล้วว่ามันโดนเมียทิ้ง!” “ใครทิ้ง ห้าม อึก... ทิ้งข้า เกด ห้ามทิ้งพี่” “หิ้วเถอะ กูว่ามันไม่ไหวแล้วว่ะ” เป็นนายตำรวจอย่างเมธวินที่ต้องรับหน้าที่สารถีอีกเช่นเคย เพราะเจ้าของโรงสีกับปลัดชยุตที่ปากพร่ำเพรื่อบอกนั้นแค่จะยืนให้ตรงก็จะไม่รอดแล้ว แม่ง เป็นภาระทั้งสองตัวเลย! ลูกภรรยาเล็กแบบบัวหอมไม่มีสิทธิ์แม้แต่จะได้เข้าเยี่ยมผู้เป็นพ่อที่ป่วยหนักเลยด้วยซ้ำ ถึงแม้ว่าที่ผ่านมาเขาจะเห็นดีเห็นงามกับแม่เลี้ยงไปเสียทุกอย่าง แต่อย่างน้อยก็ไม่ได้ละเลยเธอด้านการศึกษาจนไม่นับว่าเป็นลูก ทว่าในเมื่อตัดสินใจแล้ว เราก็คงจะต้องตัดขาดกันไปจริง ๆ ตั้งแต่กลับมาถึงบ้านเกิดหญิงสาวตัวเล็กผิวขาวก็ยังไม่ได้นอนเลยด้วยซ้ำ เธอต้องนั่งรถออกมาจากในตัวหมู่บ้านเพื่อมาทำในสิ่งที่ตนเองกล่าวตอบตกลงออกไปต่อ ยังคิดอยู่เลยว่าชีวิตของคนเรามันสามารถขายกันได้ด้วยเงินตราแบบผักปลาจริงหรือ มาวันนี้บัวหอมเข้าใจมันได้แจ่มแจ้งแล้ว ต่อให้มันจะขัดต่อกฎหมายหรือศีลธรรมข้อไหน อำนาจของเงินนั้นก็มีมากกว่า “คุณหนู ผมส่งได้แค่นี้นะครับ” “ค่ะ ขอบคุณมาก” “ไม่ต้องเป็นกังวลนะครับ ผมเคยเจอเสี่ยตามงานใหญ่ ๆ มาบ้าง ท่านดูเป็นผู้ใหญ่ใจดีมาก ๆ คนหนึ่งเลยครับ” “แต่เขาก็ซื้อขายคนเป็นผักปลานะคะ” “เอ่อ... เรื่องนั้น ผมตัดสินอะไรไม่ได้หรอกครับ ขอโทษคุณหนูด้วย โชคดีนะครับ ผมต้องกลับแล้ว คุณนายให้กลับถึงบ้านก่อนเที่ยงคืนครับ” บัวหอมที่เดินลงมาจากรถแล้วทำเพียงพยักใบหน้าให้คนคุ้นเคย ถึงแม้จะทราบว่านัยน์ตาเขามีความสงสารเห็นใจเธอมาขนาดไหน แต่ก็คงจะไม่สามารถทำอะไรได้อยู่ดี เสียงจิ้งหรีดเรไรรอบบ้านทรงไทยโบราณขนาดใหญ่ที่เหลือพื้นที่ใช้สอยกว้างสุดลูกหูลูกตาร้องระงมแข่งกันราวกับอยากที่จะทักทายต้อนรับคนต่างอำเภอ แต่บัวหอมไม่ใช่เสียหน่อย แม่ใหญ่บอกว่ามารดาเธอเป็นคนที่นี่ ฉะนั้นเธอที่ตัดขาดครอบครัวฝั่งบิดาไปแล้วก็ต้องเป็นคนที่นี่ แต่ถึงแล้วต้องทำอย่างไรต่อ เพราะหลังจากที่คนขับรถจากไป บัวหอมก็พยายามสอดส่องเข้าไปข้างในบ้านอยู่นาน ไม่เห็นจะมีใครออกมาเปิดประตูต้อนรับ หรือกำหนดวันที่เธอต้องมาถึงจะเป็นตอนพรุ่งนี้เช้า แบบนั้นก็เหลืออีกตั้งหลายชั่วโมง งั้นมีทางเลือกเดียวคือต้องนั่งรอหน้าบ้านหรือ นายตำรวจที่วันนี้ขอเป็นคนธรรมดาวันหนึ่ง เนื่องจากต้องขับรถจากในตัวเมืองมาส่งเพื่อนที่เริ่มโวยวายถึงหน้าบ้านทั้งที่ก็มีฤทธิ์แอลกอฮอล์ในตัวไม่ต่างกันจำต้องเบรกอย่างกะทันหัน เพราะเกือบจะชนสิ่งกีดขวางที่หลบมุมประตูบ้านหลังใหญ่อยู่ “แม่มึง บ้านไอ้เสี่ยมีผีเหรอวะ!” “ควาย จะผีที่ไหน มึงลงไปดูดิ กูว่าคนชัด ๆ ดีที่ยังไม่ชน ไม่งั้นประชาชนแบบกูแจ้งจับตำรวจหัวดอแบบมึงแน่” “แล้วถ้าเป็นผี?” “มึงก็ร้องดัง ๆ กูจะได้รู้ว่าไม่ใช่คนแล้วไม่ต้องตามลงไปช่วย” “ไอ้เพื่อนเหี้ย เฮ้ย! เสี่ย มึงจะลงไปไหน เดินยังจะไม่ตรงแล้วนะโว้ย” เมธวินต้องรีบวิ่งลงจากรถยต์คันใหญ่ตามเจ้าของบ้านที่จู่ ๆ ก็เปิดประตูลงไปแบบไม่บอกกล่าว เพราะทราบดีว่าปลัดชยุตนั้นเห็นปากดีแบบนี้ แต่กลัวผีขึ้นสมองยิ่งกว่าอะไร ก่อนเขาจะต้องชะงักยามคิดว่าเพื่อนตัวเองเมาจนจำทางกลับบ้านไม่ได้แล้วเดินลงไปอุ้มหญิงสาวคนหนึ่งขึ้นแนบอกแล้วหันมายกยิ้มให้ อะไรของเสี่ยมันวะน่ะ “วิน เกดยังรอข้าอยู่” “เชี่ย เกดอะไร นั่นไม่ใช่เมียเก่ามึง” “งั้น อึก... ใคร” “กูจะไปรู้ไหม ว่าแต่เขายังหายใจอยู่หรือเปล่า ทำไมมานอนหน้าบ้านมึงได้” “ไม่รู้ ข้าเก็บได้ งั้นแสดงว่าเป็นของข้าแล้ว” “โว้ย เสี่ย ถ้าเมาฉิบหายวายวอดแล้วก็กลับเข้าบ้านไปนอน!” “ของข้า เก็บได้” “เป็นเพื่อนกูก็จับมึงได้นะ จะมาเก็บคนไปเป็นของตัวเองได้ยังไง!” TBC. คนเมามันจะกลัวโดนจับที่ไหนคะสารวัตร lol รออ่านคอมเมนต์อยู่นะฮะ
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD