“เสี่ย! แม่งพาอีหนูที่ไหนมานอนด้วยวะเนี่ย”
หลานชายคนเดียวที่เพิ่งกลับมาจากกินเหล้ากับเพื่อนในหมู่บ้านเช่นเคยแหกปากลั่น ดวงตาเบิกโพลง เข้าใจอยู่หรอกว่าผู้ปกครองนั้นยังเจ็บหนักจากการโดนทิ้งเมื่อไม่กี่เดือนก่อน แต่คนแบบอาเขาที่ยังเอาแต่พร่ำเพ้อหาเมียเก่าทุกวี่ทุกวันก็ไม่น่านึกอยากที่จะมีใหม่หรือพาใครเข้ามานอนในห้องส่วนตัวแบบนี้ได้
และที่สำคัญทำไมสิบเพชรพรรณรายณ์เศรษฐีอันดับต้น ๆ ของภาคถึงลงไปนอนพื้นแทนที่จะอยู่บนเตียง ยิ่งแก่ ๆ กระดูกกระเดี้ยวไม่ค่อยจะดีแล้วด้วย!
“คะ...ใครคะ”
“เธอนั่นแหละใคร! มานอนที่นี่ได้ยังไง มิจใช่ไหม เห็นอาฉันแก่ ๆ แบบนี้แล้วอย่าคิดว่าจะมาหลอกกันได้ง่าย ๆ นะเว้ย เพราะต้องข้ามศพไอ้ปราบคนนี้ไปก่อน”
บัวหอมที่ไม่รู้ว่าตัวเองชัตดาวน์ไปตั้งแต่ตอนไหน พยายามกะพริบนัยน์ตากลมถี่ ๆ คงเพราะเดินทางจากเมืองหลวงมายังบ้านเกิดแล้วต้องนั่งรถข้ามอำเภอในจังหวัดอีก ก็ไม่แปลกเลยที่จะเผลอหลับไปโดยไม่รู้ตัว ทว่าตอนนี้เธออยู่ไหน แล้วบุคคลที่ยืนกล่าวชี้ใบหน้ากันเสียงดังอย่างไร้มารยาทเป็นใคร
เพราะจำได้ว่าในเมื่อเจ้าของบ้านไม่มาเปิดประตูให้ เธอจึงเลือกที่จะนั่งลงบนพื้นหน้าบ้านเรือนไทยเพื่อรอให้เช้า
“เดี๋ยวค่ะ ฉันไม่ใช่พวกมิจฉาชีพอะไรนะคะ”
“ไม่ใช่แล้วมานอนอะไรที่นี่ ในห้องเสี่ยด้วย ถ้ายังโกหกอยู่จะแจ้งความกับสารวัตรนะเว้ย แม่ง จะโทรเดี๋ยวนี้แหละ!”
“เสียงดังอะไรของเอ็งไอ้ปราบ”
ริมฝีปากเล็กกำลังจะกล่าวเถียงบุคคลที่ไม่ยอมฟังตัวเองเลย แถมยังข่มขู่กันอีกด้วยว่าจะแจ้งตำรวจจับต้องหยุดลง แล้วหันไปมองชายหนุ่มอีกคน ไม่สิ เขาดูจะมีอายุมากกว่าบัวหอมและคนที่อยู่หน้าบานประตูแบบไม่ต้องประเมินอะไรมากมายเลย
ตกลงมันเรื่องอะไรกันแน่?
“ก็เสี่ยพาใครมานอนด้วย ดูดิ มันรุ่นลูกรุ่นหลานแล้ว เฒ่าบ่อยู่ส่วนเฒ่าเนาะ!” (แก่ไม่อยู่ส่วนแก่)
“ถ้าเอ็งยังแหกปากป่าว ๆ อยู่อีก ก็ลงไปไถนาแทนลูกข้า”
“หลานไม่ใช่ควาย”
“เรียนจบแล้วไม่เอาสมองมาด้วย หัวเอ็งก็เทียบเท่าไอ้ดำมันนั่นแหละ”
“โว้ยยย จะมาเปรียบเทียบผมกับไอ้ดำลูกเสี่ยไม่ได้ไหม! นี่เกียรตินิยมอันดับ 1 เลยนะเสี่ย”
“ทำไมจะไม่ได้ สมบัติพัสถานที่มีอยู่ข้าก็จะยกให้มัน”
“เสี่ยยย!”
“เอ่อ... คือว่า” บัวหอมแทบจะยกมือขึ้นมาปิดใบหูเอาไว้ไม่ทันในตอนที่คนน่าจะชื่อว่าปราบนั้นจู่ ๆ ก็กรีดร้องออกมายิ่งกว่าสาวสอง ตอนนี้มันเป็นสถานการณ์อะไรก็ไม่ทราบ แต่คิดว่าห้ามทัพก่อนก็คงจะดีต่อสุขภาพจิตมากเลยทีเดียว
“แล้วเอ็งเป็นใคร ทำไมถึงมาอยู่บนเตียงข้าได้”
กลายเป็นว่าไม่มีใครรู้เลยทำไมตัวเองถึงไปอยู่ในห้องนอนใหญ่ของบ้านเรือนไทยได้ ปราบที่ทราบดังนั้นได้แต่ยกมือขึ้นกุมขมับ เลือกออกมารอผู้เป็นอาซึ่งเข้าไปชำระร่างกาย แล้วนั่งเฝ้าระวังบุคคลแปลกหน้า ก่อนจะเลือกต่อสายหาผู้ใหญ่ที่เคารพนับถือ หลังจากเช็กกล้องวงจรปิดแล้วพบว่าเป็นอาตัวดีของเขานั่นแหละที่อุ้มเธอเข้ามาภายในบ้านพร้อมกับเพื่อนที่เดินประกบตามหลัง
หลักฐานก็ฟ้องอยู่ว่าสมรู้ร่วมคิดกัน แต่ตื่นมาดันจำในสิ่งที่ทำลงไปไม่ได้แล้วมายุ่งยากเด็กแบบเขา!
[ว่าไงปราบ โทรมาแต่เช้าเลย ถ้าให้ไปประกันตัวอีก คราวนี้อาจะฟ้องไอ้เสี่ยมันแล้วนะ]
“ไม่ใช่เรื่องนั้นครับสารวัตร”
[แล้วมันเรื่องอะไร]
“เมื่อคืนพวกอามาส่งเสี่ยเพชรใช่ไหม แล้วรู้หรือเปล่าว่าคนที่เสี่ยอุ้มเข้าบ้านมาด้วยเป็นใคร ตอนนี้พวกผมงงเป็นไก่ตาแตกกันมากครับ”
[อ้าว อาจะไปรู้กับพวกเอ็งไหม ทำไมไม่ถามเขาล่ะ เพราะอากับไอ้ชยุตห้ามเสี่ยมันแล้วนะ แต่มันก็ไม่ฟังเลย บอกว่าเขาเป็นของมันอย่างเดียวแล้วอุ้มเข้าห้องล็อคกลอน]
“ฉิบ...”
“เอามา ข้าคุยเอง”
ปราบที่กำลังอึ้งอยู่จำต้องยื่นเครื่องมือสื่อสารของตนเองไปให้เจ้าของบ้านที่เดินมาใหม่ วันนี้อาเขาอยู่ในชุดสบาย ๆ นั่นบ่งบอกได้ว่าคงจะไม่มีธุระไปทำที่ไหนต่อ ก่อนจะเหลือบมองหญิงสาวที่นั่งสังเกตพวกเขาอยู่เงียบ ๆ เช่นกัน
[ตกลงพวกมึงจะโทรมาถามเรื่องผู้หญิงเมื่อคืนใช่ไหม บอกเลยว่ากูก็ไม่รู้เหมือนกัน]
“แล้วเธอมานอนที่ห้องข้าได้ยังไง”
[มึงอุ้มเด็กมันเข้าไปเอง แล้วก็ไปถามเจ้าตัวสิโว้ย กูต้องไปจับวงไพ่แล้ว แค่นี้!]
สิบเพชรพรรณรายณ์แสดงความเอือมระอาเพื่อนออกมาผ่านดวงตาสีเข้ม มือหนากดวางสายแล้วคืนโทรศัพท์ให้หลานชายที่จ้องตัวเองเพื่อเอาคำตอบอยู่เช่นเดียวกัน
“ตกลงยังไงเสี่ย”
“เหม็นเหล้า เอ็งไปอาบน้ำสักที”
“เหม็นกลิ่นแก่เหมือนกันครับ”
เถียงกันราวกับว่าเป็นเรื่องปกติจนนาทีสุดท้าย ก่อนดวงตากลมที่มองตามแผ่นหลังของคนขี้โวยวายเสียงดังจะชะงัก ยามเผลอสบตากับบุคคลที่ดูภูมิฐานกว่า ถึงแม้ว่าเขาจะอยู่ในชุดที่ดูสบายแบบปกติก็ตาม
ตกลงบัวหอมมาผิดบ้านหรือไม่
“เอ็งใช่ลูกสาวคุณไชยยศหรือเปล่า”
เธอต้องนิ่งไปอีกครั้ง เมื่อคิดว่าตัวเองคงจะมาผิดบ้านแล้วสามารถประวิงเวลาไปได้อีกหน่อย เพียงแต่ความหวังลม ๆ แล้ง ๆ กลับไม่เป็นไปตามปรารถนาเอาเสียเลย
ถูกยกให้เขาเพื่อแลกกับหนี้สินบิดา มันก็ไม่ได้ต่างอะไรกับขายตัวเลยสักนิด ทว่าจะทำยังไงได้ ชีวิตมันไม่ได้มีทางเลือกมากมายขนาดนั้นมาตั้งแต่เกิดแล้ว
และที่มั่นใจว่าต้องเป็นเขาแน่ ๆ คือได้ยินชายหนุ่มที่ดูจะอายุรุ่นราวคราวเดียวกันเรียกว่าเสี่ยอยู่หลายครั้ง ที่ภาวนาขอมากที่สุดเลยคือให้เขาใจดีแบบที่สารถีซึ่งมาส่งเมื่อคืนบอกกล่าว
“ใช่ค่ะ คุณคือคนที่จะยกหนี้ให้คุณพ่อแล้วซื้อขายคนเป็นเรื่องปกติเหรอคะ”
มุมปากของคนที่ผ่านโลกมามากกว่ายกขึ้นเล็กน้อยเมื่อได้ยินดังนั้น ขายาวก้าวผ่านหญิงสาวที่นั่งอยู่บนแคร่ไม้ไผ่ของบ้านเรือนไทยชั้นบนไปหยุดอยู่ที่ระเบียง
คนที่กล้าสบตาเขาอย่างตรงไปตรงมาในตอนแรกเลยเห็นเป็นแค่แผ่นหลังกว้างตั้งตรง มันดูสง่าผ่าเผยแม้ว่าเขาจะอยู่ในบริบทล้วงกระเป๋ากางเกงผ้าฝ่ายสบาย ๆ ก็ตาม ทว่านั่นกลับทำเอาหัวใจดวงน้อยที่ไม่เคยจะหวั่นไหวกับชายใดมาก่อนกระตุกไปชั่วขณะ
จริง ๆ มันก็เต้นแรงตั้งแต่เหลือบมองไปเห็นใบหน้าเขาตั้งแต่อยู่ในห้องนั้นแล้ว
“พ่อเอ็งที่ป่วยอยู่ถึงนั้นคลานลงมาจากเตียงเพื่อกราบเท้าข้า เป็นเอ็งจะทนใจดำไม่รับของแลกเปลี่ยนมาแทนเงินตราหรือ”
หญิงสาวแทบไม่อยากจะเชื่อในสิ่งที่ได้ยิน เพราะเห็นแบบนั้นบิดาก็รักศักดิ์ศรีตนเองเสียยิ่งกว่าอะไร นั่นแสดงให้เห็นว่าการเงินที่บ้านคงจะเข้าขั้นวิกฤตจนไม่มีอะไรที่จะเสียแล้วจริง ๆ
ทว่าผู้เป็นพ่อกลับยอมที่จะเสียลูกสาวนอกสมรสแบบเธอไปแทน มันก็ถูกแล้ว ที่ผ่านมาเขาเลี้ยงบัวหอมตามหน้าที่ ไม่ใช่เพราะความรักแบบที่มีให้น้องสาว เธอก็แค่เด็กที่พลาดเกิดมา มันก็แค่นั้นเอง
“ค่ะ ฉันเข้าใจแล้ว”
“กับข้าให้แทนตัวเองว่าหนู”
“คะ?”
“ข้าสั่ง ไม่ใช่ให้เอ็งมาถามยอกย้อน”
ดูเหมือนเขาจะดุมากกว่าที่เธอคิด ขนาดที่ว่าไม่ได้คุยกันแบบสบตาตรง ๆ ยังส่งผลให้มือเล็กที่หน้าตักต้องขยุ้มเข้าหากันขนาดนี้
“อ่า แล้วหนูต้องทำอะไรบ้างคะ”
“ข้าอยากมีลูก ถ้าเอ็งคิดว่าทำให้ข้าได้ หนี้สินทั้งหมดข้าจะยกให้ตามที่ตกลงกับพ่อเอ็ง”
“มีข้อแลกเปลี่ยนอะไรอีกไหมคะ”
“ถ้าเอ็งทำได้ ลูกข้าคลอดเมื่อไหร่ ข้าจะคืนอิสระให้เอ็งทุกอย่าง อยากได้อะไรก็จะหามาให้ ขอแค่อย่างเดียว ระหว่างนี้อย่าทรยศหักหลังข้าเป็นพอ เอ็งจะตกลงหรือเปล่า”
TBC.
หัวแถวความโบ้อยู่ในอากาศ อยู่ที่ว่าเราจะคว้ามันมาได้หรือเปล่า
เป็นกำลังใจค่ะ