6. ความทรงจำสีจาง

1813 Words
เมื่อเห็นว่าพนักงานเดินเข้าฉันก็เอ่ยตามที่เอ็ดเวิร์ดบอกทันที และตอนนั้นเองที่ฉันถูกพาไปอีกช่องทางที่ปราศจากผู้คนแออัดผ่านโถงทางเดินที่นำพาไปยังห้อง VIP1 ที่อยู่บนชั้น 2 พอฉันมาถึงก็เคาะประตูห้อง ‘ก๊อก...ก๊อก...ก๊อก’ ก่อนจะเอื้อมมือเปิดประตูเข้าไป “หืม...” เพียงเปิดประตูเข้าไปก็พบสามหนุ่มสามมุมนั่งกกเหล้ากันไปก่อนแล้ว แถมยังหันมามองฉันอย่างพร้อมเพรียง ฉันมองซ้ายมองขวาก็ไม่พบศรีภรรยาของพวกเขาเลยสักคน “มาแล้วเหรอ มา ๆ นั่งดื่มกัน” เอ็ดเวิร์ดกวักมือเรียกฉันให้ไปนั่ง แต่ฉันยังคงสตั้นอยู่ “นี่ แล้วบรรดาเมียของพวกนานล่ะ” “ไม่ได้มา” เสียงของเจเดนตอบออกมาเรียบ ๆ ทำเอาฉันอ้าปากค้าง “ฉันเป็นผู้หญิงคนเดียวเหรอ” “เขินทำไม นี่มัน Meeting เพื่อน” เอ็ดเวิร์ดเอ่ยแบบนั้น ฉันก็ได้แต่ถอนหายใจ ‘อืม เพื่อน...เพื่อนที่ไม่ได้พบหน้ากับเกือบ 10 ปี’ ฉันเดินไปหาพวกเขามองดูว่าต้องนั่งตรงไหน แต่ที่ว่างที่ให้ฉันนั่งได้ดันเป็นโซฟาคู่ที่มาตินนั่งไปก่อนแล้ว ฉันจึงเลี่ยงไม่ได้ที่ต้องนั่งข้างมาติน “เอาแรงไหม” เสียงหล่อหวานหันมายิ้มเอ่ยอย่างเคย “อืม แรง ไม่ได้ดื่มนานแล้วจัดหน่อยก็ดี” “ได้” มาตินรับคำก่อนจะหันไปชงเหล้าให้ฉัน “ว่าแต่ที่เรียกมาดริ๊งก์นี่คือ...” ฉันหันไปมองหน้าพวกมันทีละคน “ก็ไหน ๆ เพื่อนสนิทกลับมาเจอในรอบหลายปีจะไม่ให้นัดดื่มได้ไงกัน จริงไหมวะ” เจเดนพูด “อืม” เอ็ดเวิร์ดเอ่ยจากนั้นก็ตามด้วยเจเดนพยักหน้าตาม ก่อนที่มาตินจะวางแก้วเหล้าไว้ตรงหน้าฉัน “แค่เนี่ย...” ฉันอุทาน “ใช่แค่นี้แหละ เอาล่ะดื่มกันหน่อย” มาตินเอียงคอตอบ ฉันจึงได้แต่ยิ้มเจื่อนๆ และยกแก้วชนกับทั้งสามคนจากนั้นการสนทนาในวงเหล้าของเราเหล่าสหายก็เริ่มต้นขึ้น อาจเพราะพวกเราไม่ได้คุยกันนาน พวกเขาเริ่มที่จะคาดคั้นหลายอย่างจากฉัน และมันเริ่มจะได้ผล เพราะฤทธิ์แอลกอฮอล์ทำให้ฉันพูดมากเหมือนเคย พวกนี้มันรู้ทันจริง ๆ พวกเขาถามอะไรมาฉันก็ตอบไป ดีไม่ดีตอบมากกว่าที่พวกเขาถามด้วยซ้ำ ในขณะที่ฉันเองก็ถามพวกมันไปเยอะเหมือนกัน และนั่นก็ทำให้ระยะห่างที่ห่างหายกันไปเกือบ สิบปีลดน้อยลงไปเยอะพอควร ‘นี่แหละนะ สายใยของเพื่อนที่ช่วงหนึ่งเคยฝ่าฟันกันมา ยากลำบากด้วยกัน ไม่ว่าจะเคยห่างกันไปมากแค่ไหน สายใยของคำว่าเพื่อนไม่มีทางตัดขาดกันแน่นอน และตอนนี้มันก็ประจักษ์แล้วล่ะ’ เมื่อเหล้าเข้าปากไปมาก ความเป็นตัวเองก็มากตาม ฉันเริ่มจะพูดจาเลอะเทอะ ทว่าก็ยังคุมสติตัวเองได้อยู่ แต่เพราะชุดเดรสที่รัดและเผยผิวมากเกินไป ยิ่งมีอาการเมาร่วมด้วยแล้วนั้นฉันก็แทบไม่ค่อยนั่งระวังตัวเท่าไหร่ จนทำให้คนข้าง ๆ ทนไม่ได้ ถอดเสื้อโค้ทของตัวเองมาคลุมให้ฉัน ฉันมองหน้ามาตินนิ่งสักพัก เจ้าตัวก็ใช้กำปั้นทุบหัวฉันเบา ๆ ทำให้ทั้งเอ็ดเวิร์ดและเจเดนหัวเราะออกมา นี่แหละภาพวันวานเดิม ๆ กลับมาฉายซ้ำอีกครั้ง “ไอ้ตินมึงหยุดชงเหล้าให้ปลายมันก่อน มันเริ่มเมาแล้วเดี๋ยวปลายขับรถไม่ได้” เอ็ดเวิร์ดท้วงติงมาติน เจเดนเงียบไม่พูดอะไร ส่วนฉันก็หันหน้าที่ตอนนี้แดงก่ำจากความเมา ทว่ายังคงมีสติรับรู้ได้ดีไปพยักหน้าเห็นด้วยกับเอ็ดเวิร์ด เพราะตอนนี้ฉันเริ่มรู้สึกว่าเมามากเกินไปแล้วจริง ๆ “ไม่เป็นไรเดี๋ยวกูขับไปส่งปลายเอง” เสียงหล่อหวานเอ่ยขึ้นทำให้ฉันมองไปยังเขาอย่างไม่เข้าใจนัก ‘ทำไมเขาพูดอะไรแต่ละทีมันดูง่ายจัง เขาเคยคิดไหมว่าสิ่งที่เขาพูดแต่ล่ะครั้งมันทำให้หัวใจของคนได้ฟังคิดสำคัญตัวเองมากขึ้นไปด้วย’ “ไม่ต้อง ๆ ฉันจะหยุดดื่มแล้ว กลับเองได้สบายบรื้อ!!” “ยังอวดเก่งเหมือนเดิมจริง ๆ” เจเดนพูดพลางส่ายหัวไปมา “ใครจะเหมือนแกเจเดน มีเมียแล้วหน้าหายบึ้งเป็นตูดสนัขแล้วนะเดี๋ยวนี้” สิ้นคำพูดฉันคนในโต๊ะก็หัวเราะลั่นทำเอาเจ้าตัวยกแก้วดื่มแก้เขินเถียงไม่ออกจริง ๆ ‘หมั่นไส้จริ๊ง!!!...พวกข้าวใหม่ปลามัน’ พวกเราสี่คนนั่งดื่มได้อีกสักพัก เสียงมือถือของเจเดน และเอ็ดเวิร์ดก็ดังประสานพร้อมกัน พวกเขาแยกตัวออกไปรับสาย ไม่นานก็กลับมาบอก ในประโยคที่ไม่ต่างกันเลย “เดี๋ยวกูต้องกลับแล้ว เมียโทรตาม” เสียงของเอ็ดเวิร์ดบอก “อืม กูก็เหมือนกัน” เจเดนพูดต่อ “แล้วติน แกไม่โดนแฟนเรียกตามบ้างเหรอ ฮ่า...” ฉันหันหน้าไปแซวมาตินที่นั่งอยู่ข้าง ๆ หัวเราะดังลั่นไร้ซึ่งกุลสตรี แต่เจ้าตัวดันไม่ขำด้วย แถมจ้องหน้าฉันเขม็งทำเอาฉันหุบยิ้มแทบไม่ทัน ทว่าเอ็ดเวิร์ดและเจเดนกลับหลุบยิ้มแทน “เอาล่ะพวกฉันต้องกลับก่อนแล้ว ปลายแกจะกลับไหวไหม” “อืมไหวอยู่ จริง ๆ พวกแกสามคนกลับได้เลยนะ ไม่ต้องห่วงฉัน ถ้าฉันไม่ไหว ฉันเรียกรถเองได้” ฉันพูดออกไปแบบไม่ต้องคิดมาก จริง ๆ ฉันใช้บริการเรียกรถจากแอป จากการไปดื่มกับเพื่อนร่วมงานอยู่บ่อย ๆ ด้วย “จะทำแบบนั้นได้ยังไง ดูแต่งตัวล่อพวกหื่นขนาดนี้ เอางี้ตินไปส่งปลายเอง ไอ้เจ ไอ้เอ็ดพวกมึงไม่ต้องห่วงปลาย กูจัดการเอง” เจเดนมองหน้าเอ็ดเวิร์ดก่อนที่ทั้งคู่จะพยักหน้าเข้าใจในสิ่งที่มาตินจะสื่อ ส่วนฉันก็พยักหน้าเออออไปงั้น เพราะสุดท้ายยังไงฉันก็ต้องกลับเองอยู่ดีนั่นแหละ เชื่อเถอะเดี๋ยวมาตินก็แยกไปหาสาวในสต๊อกของมันอยู่ดี ฉันกับมาตินโบกมือให้เอ็ดเวิร์ดกับเจเดนจนพวกมันออกไปจากห้อง VIP1 เหลือเพียงฉันอยู่กับมาตินสองคน ต่างคนต่างเงียบกริบ เอาจริงนะฉันยังทำตัวไม่ถูกถ้าต้องอยู่กับตินแค่สองคนแบบนี้ “เอาไงจะดื่มต่อไหม หรือจะกลับเลย” ฉันที่กำลังหยิบแก้วเหล้าดื่ม ถึงกับหันไปมองหน้ามาตินที่ตอนนี้ นั่งพิงหลังลงไปยังพนักพิงโซฟาอย่างสบายอารมณ์ “เดี๋ยวหมดแก้วนี้ ฉันก็กลับแล้วล่ะ” “ตินจะไปส่ง” “ไม่เป็นไรหรอกติน ปลายกลับเองไหว ตินจะไปต่อกับสาว ๆ ของตินก็ได้นะที่จริง เห็นมือถือสั่นอยู่ตลอดเวลาขนาดนั้น” “หืม...ทำไมพูดแบบนั้นปลาย” คนตรงหน้ายืดตัวโน้มมามองหน้าฉันในระยะใกล้ “อ้าว ก็ปกติของตินไม่ใช่เหรอ ไม่ใช่ว่าปลายจะมองไม่ออก” “...” มาตินเงียบเบือนสายตาหนีฉัน ‘เฮ้อ..ช่างเถอะ’ ฉันกระดกเหล้าที่เหลือในแก้วจนหมดจากนั้นก็หันไปคว้ากระเป๋าลุกขึ้นทันที “กลับเถอะ พรุ่งนี้ฉันยังต้องทำงาน” “อืม ทิ้งรถไว้ที่นี่แหละ เดี๋ยวไปส่ง” ฉันหันหน้าควับไปมองมาตินเพราะเขาคว้ากุญแจรถจากมือฉันไป จากนั้นก็จับมือฉันดึงให้เดินตามไปดื้อ ๆ “ดะ...เดี๋ยวดิ...” ไม่ทันที่ฉันจะพูดอะไรเจ้าตัวก็ดึงดันดึงฉันให้เดินตาม ฉันถูกเพื่อนอย่างมาตินลากมาจนถึงด้านนอกของคลับ เจ้าตัวเปิดประตูรถของตัวเองแล้วบอกให้ฉันขึ้นไปนั่ง แต่ก่อนที่ฉันจะหย่อนตัวเข้าไปนั่งในรถฉันหันไปมองเขาก่อน “นี่...จริง ๆ ไม่ต้องไปส่งฉันก็ได้นะ เอาเวลาไปสวีทสาวในสต๊อกไม่ดีกว่ารึไงติน” “เข้าไปนั่งในรถได้แล้ว...” เขาไม่ตอบแถมยังผลักเบา ๆ ให้ฉันเข้าไปนั่งในรถ ‘เฮ้อ ก็ยังคงเป็นคนที่เอาแต่ใจเหมือนเดิม’ เขาอ้อมไปนั่งฝั่งคนขับแล้วขับรถออกจากคลับหรูทันที “ปักหมุดคอนโดให้หน่อยปลาย” ฉันทำตามอย่างที่เขาต้องการ เอื้อมไปปักพิกัดคอนโดของตัวเองก่อนจะหันหน้าไปมองข้างทางแทน ในรถเงียบสงัด ภายในใจฉันมันค่อนข้างสับสน ‘นี่ฉันคุยกับเขาได้ง่าย ๆ แบบนี้งั้นเหรอ แล้วที่หนีหายเกือบ สิบปีที่ผ่านมามันได้อะไร ฉันลืมความรู้สึกแบบนั้นได้จริง ๆ รึเปล่านะ’ ฉันสับสนมากจริง ๆ เพื่อนที่เคยสนิทกันมากด้วยความสัมพันธ์ทั้งร่างกายและจิตใจ จนวันหนึ่งเป็นฉันเองที่ถลำลึกคิดไปไกลต้องหนีระหกระเหิน แล้วตอนนี้คือ... “เป็นอะไรเหม่อเชียว” เสียงหล่อหวานเอ่ยออกมา ฉันหันไปมองตินแวบหนึ่ง “แค่คิดอะไรเรื่อยเปื่อย” “เรื่องของเรา??” มาตินเอ่ยออกมาดื้อ ๆ ทำเอาฉันสะดุ้งกับคำนี้อยู่มากนะ “เรื่องของเราจะมีอะไรกัน ก็แค่เพื่อนสนิทที่เคยทะเลาะกันเท่านั้น” “ทะเลาะ?? ตินมั่นใจว่าเราไม่เคยทะเลาะกัน ความทรงจำ ที่ตินจำได้คือปลายหายออกไปจากชีวิตตินดื้อ ๆ นะ ตินคาใจทำไมถึงหนีออกไปจากชีวิตติน ชีวิตแก๊งเรา” “มันก็แค่...เฮ้อ...” “ถ้ายังไม่สะดวกใจจะบอกก็ไม่เป็นไร แต่หวังว่าคราวนี้จะไม่หนีหายกันอีก ขอแค่นี้” “ทำไมล่ะ...ฉันก็แค่เพื่อนสนิทไม่ใช่รึไง แยกย้ายกันไปเติบโตมันก็ถูกแล้วนินา ไม่ใช่ผัวเมียที่ต้องคอยมาบอกว่าอย่าหนีไปไหนอีกนะงั้นงี้ซะหน่อย” “ปลาย!!!” จู่ ๆ มาตินก็ตวาดและนั่นก็ทำให้ฉันสะดุ้ง ฉันพูดผิดตรงไหนกัน สมัยก่อนเราก็เป็นเพื่อน...เพื่อนที่รักกันปานจะกลืนกินจนกินไปทั้งร่างก็เท่านั้นเอง หลังจากนั้นต่างคนต่างก็เงียบ มาตินตั้งใจขับรถต่อ ส่วนฉันที่เมาพอควรจึงหลับไปไม่รู้ตัว (Zzz)
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD