“เคลียร์??? ตินเรื่องของเรามันนานเกินกว่าจะเคลียร์ไปแล้ว อย่าไปขุดมันอีกเถอะ” ฉันเอ่ยออกไปแต่สายตายังไม่กล้ามองเขาตรง ๆ
“ไม่ให้ขุดแล้วปลายกลับมาเหมือนเดิมกับตินได้ไหมล่ะ”
“เหมือนเดิมที่ต้องการคืออะไรล่ะ กลับไปเป็นเพื่อนหรือกลับไปเอา ขอบอกไว้ก่อนนะเราสองคนโตกันแล้ว บางอย่างมันจะเหมือนเดิมไม่ได้” ถึงแม้ฉันกับตินจะห่างกันไปนานด้วยความไม่เข้าใจ เอาจริงมันก็ผิดที่ฉันที่หนีหายโดยไม่คุยให้เคลียร์กันก่อน การที่เขาจะไม่เข้าใจว่าฉันหนีเขาทำไมคงไม่แปลก
ในมุมของเขา ฉันก็คงเป็นเพื่อนสนิทที่ร่วมเตียงกันได้ ซึ่งฉันเองก็กระโจนร่วมกองไฟนี่ด้วย เพื่อนกัน สนิทกันจนรู้จัก รู้ใจกันหมดไส้หมดพุงชนิดที่ว่า ไม่มีใครเข้าใจกันและกันได้ดีกว่าเราสองคน
แต่ก็นั่นแหละถ้าฝ่ายใดเผลอเอาใจไปเล่น ความสัมพันธ์มันจะเหมือนเดิมได้ยังไง ‘ใช่แล้วล่ะ และมันคือฉันเองที่เผลอคิดไปไกล’
“แค่อยากรู้ว่าหนีจาก ตินทำไม ทั้งที่เราเข้ากันได้ดีขนาดนั้น”
“ไม่ได้หนี” ฉันตอบแถไปหน้าด้าน ๆ เพราะนึกคำตอบดี ๆ ให้เขาไม่ออก จะบอกโต้ง ๆ ก็ไม่กล้า
“ไม่ได้หนี?? แต่ตินตามหาตามสืบไม่เจอปลายเลยนะ ก็เห็นโต้ง ๆ อยู่ปลายพยายามลบข้อมูลตัวตนออกไปจากชีวิตติน”
“ปลายแค่...” ฉันมองหน้ามาติน สุดท้ายสิ่งที่จะพูดก็ถูกกลืนมันกลับเข้าไปในลำคอตามเดิม
“ไม่บอก” คนตรงหน้าเลิกคิ้ว
“ไม่สะดวกใจที่จะพูดตอนนี้ เรื่องมันนานไปแล้ว และปลายก็ไม่อยากนึกถึงช่วงเวลานั้นเท่าไหร่ ปลายเดินออกมาอีกเส้นทางแล้วติน มันไม่เหมือนเดิมแล้ว”
“แต่ตินยังอยู่ที่เดิม...”
“ถ้าตินยังอยู่ที่เดิม นิสัยเดิม ๆ ล่ะก็ปลายไม่มีทางกลับไปยืนตรงนั้นเหมือนเดิมแน่นอน เราคือเพื่อนกันนะติน เพื่อนที่สนิทกันมาก มากเสียจนมากเกินไป”
“หรือเพราะสาเหตุนี้ที่ปลายเลือกที่จะถอยหนีออกไป”
“...”
“ไม่ตอบแสดงว่าจริง” เขาชะโงกใบหน้าให้ใกล้ฉัน จนฉันรู้สึกแปลก ๆ ไปหมด ไม่จริงนา...ฉันไมได้คิดอะไรแบบนั้นกับตินมันแล้วนะ ทำไมถึง...
“อยากคิดยังไงก็คิดเถอะ เพราะปลายไม่มีอะไรจะพูดถึงมันแล้วนี่มันก็นานเกินห้านาที ปลายไม่อยากให้ท่านผอ. รอนาน”
“เรายังเจอกันอีกได้รึเปล่า” เสียงของมาตินทำเอาฉันเหวอไปพอควร
“ทำไมจะไม่ได้ ยังไงเราก็เพื่อนกันนิหว่า” ฉันตอบไปตามจริง ก็ขนาดให้เบอร์เอ็ดเวิร์ดกับเจเดนได้ ยังไงฉันก็หนีมาตินไม่ได้อยู่แล้ว
“งั้นขอมือถือหน่อย” เสียงหล่อหวานเอ่ยพลางยื่นมือมาตรงหน้าฉัน ฉันมองหน้าด้วยความสงสัยแต่ก็ให้ไปแต่โดยดี
“จะเอาไปทำไม”
“เมมเบอร์ แล้วก็ถ้าตินโทรหาก็รับด้วย” เขาพูด จากนั้นก็เมมเบอร์เขาไว้ในเครื่องฉันและโทรออกไปยังเครื่องเขา ก่อนจะยื่นมือถือคืน
“รู้แล้วนา ไม่ว่าจะเอ็ด หรือ เจ ฉันก็รับหมดนั่นแหละ”
“คราวนี้อย่าหายไปอีกนะ มีอะไรเราควรหันหน้าเข้าคุยกัน” นัยน์ตาคมหวานนั้นมองฉันมาด้วยความรู้สึกที่รับรู้ได้ว่าเขาพูดจริงจัง นั่นจึงทำให้ฉันพยักหน้าตอบรับด้วยความจริงใจเช่นกัน
“รู้แล้วๆ ฉันไปได้รึยัง เด็กนายจะรอนานเกินไปแล้ว”
“ไม่ใช่เด็กติน เขาเป็นคู่ค้าทางธุรกิจเท่านั้นแหละ”
“จะเป็นอะไรก็ช่างเถอะไม่ได้เกี่ยวกับปลาย ปลายไปก่อนแล้วกัน” ฉันยืนโบกมือก่อนจะหันหน้าเดินออกมาอย่างสง่า แต่เมื่อเดินลับตาเขา ฉันก็แทบทรุดนั่งลงกับม้านั่งหน้าโรงแรมทันที
ฉันกุมที่หน้าอกตัวเอง หายใจแรง แทบบ้า
“นี่มันอะไรกัน ตินเขายังเหมือนเดิมไม่มีผิด นะ...น่ากลัวชะมัด”
ฉันนั่งลงพักหายใจ ไม่นานพ่อฉันก็โทรเข้ามาพอดี
(Rrrrrr)
“ค่ะ...พ่อ” ฉันตอบสายอย่างไว
(คุยกับคุณมาตินเรียบร้อยรึยัง)
“เรียบร้อยแล้วค่ะ กำลังเดินออกมาค่ะพ่อ”
(อืมรีบหน่อยนะ)
ฉันรีบวิ่งกุลีกุจอทันที แต่ทำไมฉันถึงรู้สึกเสียวสันหลังแปลก ๆ เหมือนกับว่ามีสายตาของใครกำลังจ้องมองฉันอยู่ แต่เมื่อหันมองกลับไปก็ไม่พบใครอยู่ด้านหลังเลย ดูท่าฉันจะคิดไปเองล่ะนะ
หลังจากที่ฉันกับพ่อ กลับมายังสำนักงานเราก็รีบเปิดการประชุมทันที เกี่ยวกับเหตุการณ์การโจรกรรมข้อมูลครั้งใหญ่ที่ผ่านมา แม้ว่าเราจะจับตัวการครั้งนี้ได้ แต่เอฟเฟคที่ตามมาของเหตุการณ์ครั้งนี้มีมากมายนัก นั่นคือ ความเชื่อมั่นของนักลงทุน เอกชนรวมไปถึง ความน่าเชื่อถือของรัฐบาลต่อสายตาชาวโลกที่กำลังติดลบอย่างแรง
ดังนั้นเราจึงจำเป็นต้องสร้างเกราะป้องกันทางไซเบอร์ที่รัดกุมให้มากขึ้น รวมถึงคัดกรองคนที่จะทำงานภายใต้การดูแลของหน่วยงานเราให้มีประสิทธิภาพ เก่งกาจ และมีความน่าเชื่อถือที่จะไม่แปรเปลี่ยนเป็นหนอนบ่อนไส้ในภายหลังได้
(ช่วงเย็น)
ฉันเดินออกมานั่งที่ม้านั่งนอกตึกของสำนักงาน สัปดาห์ที่ผ่านมา แทนที่จะเป็นวันหยุดลาพักร้อนที่สุดแสนวิเศษ มันกลับเป็นช่วงเวลาที่แสนยากลำบากในรอบหลาย ๆ ปีเลยทีเดียว เพราะนอกจากงานระดับชาติแล้ว ยังต้องเจอกับผู้คนที่หายหน้าไปนานหลายปี
แต่มันก็ดีนะ อย่างน้อยตอนนี้ ภูเขาลูกใหญ่ที่หนักอึ้งก็พานเบาบางลงไปเยอะพอสมควร
“นี่ฉันไม่ได้หายใจโล่งคอขนาดนี้มานานเท่าไหร่แล้วนะ” ฉันแหงนหน้ามองขึ้นไปยังท้องฟ้าที่แสนโปร่งสลาย ก่อนจะสูดหายใจให้แต็มปอด
‘Line!!!’
เสียงไลน์ดังขึ้น แน่นอนว่าฉันคิดว่ามันคือกลุ่มงานนั่นแหละ แต่เมื่อเปิดมันขึ้นมาดูกลับต้องเลิกคิ้วมองด้วยความมึนงงเพราะไลน์ของฉันถูกดึงเข้าไปในกลุ่มของสามเกลอนั่นแล้วคนอื่นๆ ก็คือนศรีภรรยาของพวกมันนั่นเองแล้วฉันเกี่ยวอะไรกับกลุ่มนี้ล่ะ
Rainy : ใครดึงฉันเข้ากลุ่มกัน??
Ad : ฉันเอง
Rainy : ดึงฉันเข้ามาทำไม ดูสมาชิกในกลุ่มแล้ว ฉันคนนอกชัด ๆ
Ad : ปลายแกเป็นเพื่อนพวกฉัน สามคน คุยในนี้สะดวกที่สุดแล้ว
Rainy : งั้นเหรอ หรือว่าที่ดึงเข้ากลุ่มเพราะมีเรื่องจะคุย??
Ad : เก่งเหมือนเดิม
Rainy : แล้วเรื่อง??
Ad : มาเจอกันหน่อยไหมที่คลับ [โลเคชั่น]
Rainy : ตอนนี้??
Ad : ค่ำ ๆ สัก สองทุ่ม มาได้ไหมถือว่าเพื่อนขอ
Rainy : อืม...ก็ได้อยู่หรอก
Ad : งั้นสองทุ่มเจอกัน
Rainy : อืม
ฉันเก็บมือลงกระเป๋าสะพายเล็ก ๆ ก่อนจะนั่งพาดแขนไปตามพนักพิงม้านั่ง
“นี่ฉันกลับมาอยู่ในลูบเดิมที่เคยเดินออกมาแล้วงั้นเหรอ มันจะดีรึเปล่านะ” นั่นคือความคิดแวบแรกที่มันวิ่งเข้ามาในสมอง
ฉันกลับมายังคอนโดตัวเอง อาบน้ำแต่งตัว และมองเสื้อผ้าที่อยู่ในตู้
“พอมาคิด ๆ ดูแล้วเสื้อผ้าในตู้ของฉัน มันเฉยชะมัด มีแต่ชุดไปทำงานทั้งนั้นเลย” ฉันตัดภาพไปมองตำแหน่งคลับหรูที่พวกเขาส่งในไลน์
“แม่เจ้า!!! หรูหราหมาเห่าจนขนคิงลุก แล้วชุดพวกนี้ในตู้ของฉันมันจะเข้าตีมได้ยังไงกันล่ะ ออกไปซื้อตอนนี้ทันไหมนะ”
พอฉันเหลือบมองนาฬิกาก็พบว่าเป็นเวลากว่าหนึ่งทุ่มแล้ว ซึ่งมองยังไงก็คงไม่ทัน ดังนั้นฉันจึงเลือกไปหยิบชุดที่ซุกซ่อนอยู่ในหลืบของตู้เสื้อผ้าขึ้นมา
จริง ๆ ชุดนี้เป็นชุดที่ฉันไม่เคยคิดอยากจะใส่มันเลยสักครั้ง เพราะมันค่อนข้างที่จะเออ...ไม่สิ เอาจริงถ้าคนอื่นใส่มันคงน่ารักกำลังดีล่ะมั้ง แต่หุ่นฉันมันไม่ใช่ไง หน้าอก กับ ก้นของฉันมันค่อนข้างจะใหญ่กว่าคนอื่นๆ สักเล็กน้อย (ละมั้ง) เวลาใส่เลยรู้สึกโป๊กว่าคนอื่นๆ ไปมากโข
แต่เพราะตอนนี้ฉันไม่มีชุดไหนที่พอจะใส่ไปคลับนั้นได้เลยนอกจากชุดนี้ ฉันจึงจำเป็นต้องใส่มันขึ้นมา
และเมื่อสวมมันลงกับเรือนร่างของตัวเองแล้วมองผ่านกระจกนั้น
“อือหื้อ ขนาดฉันยังหลงรูปร่างตัวเองขนาดนี้ มีเหรอที่คนอื่นจะไม่หันมอง หนักใจเหมือนกันแหะ เฮ้อ...ใส่ก็ใส่”
สุดท้ายฉันก็เลือกที่จะใส่ชุดเดรสรัดรูปสีแดงชุดนี้ แต่ก็มีความไม่มั่นใจอยู่หน่อย ๆ เพราะเนินหน้าอกค่อนข้างล้นพอควร ‘ท่องไว้...กลั้นหายใจใส่มันให้พ้นคืนนี้เท่านั้น ฉันไม่ได้อยากใส่มันหรอก’
ฉันขับรถสุดหรูของตัวเองไปยังโลเคชั่นที่ทางเอ็ดเวิร์ดปักหมุดไว้ในไลน์ เอาเข้าจริง เพราะฉันมั่วทำงานหนัก ไม่ค่อยมีเวลาที่จะมาท่องราตรีแบบนี้เลย พอได้มาเห็นเต็มตาแล้วก็รู้สึกว่ามันสวยกว่าที่คิดไว้มาก
“ไม่เลวเลยนะเนี่ย แสงสียามค่ำคืน สวยงามไม่แพ้กันแหะ” ฉันมองดวงไฟนีออนที่ประดับไปทั่วบริเวณของคลับอย่างประณีตสมกับเป็นคลับหรูหราชื่อดังที่เคยได้ยินแต่ชื่อจริง ๆ
ตอนนี้ฉันยังคงอยู่หน้าคลับหรู หยิบมือถือขึ้นมาต่อสายหาเอ็ดเวิร์ดทันที
“ฉันมาแล้ว แกอยู่ไหน เอ็ด”
(อยู่ด้านในกันแล้ว เข้ามาแล้วแจ้งชื่อห้อง VIP1 กับพนักงานได้เลย เดี๋ยวเขาพาแกเข้ามา)
“โอเค แล้วเจอกัน” ฉันวางสายจากเอ็ดเวิร์ดก่อนจะเดินเข้าไปในคลับทันที เพียงที่พนักงานต้อนรับหน้าประตูเปิดให้ฉันเข้าไปแล้วนั้น เสียงเพลงในคลับก็กระแทกหูทันที ทำเอาตกใจไม่น้อย ฉันไม่เคยฟังอะไรหูแตกแบบนี้มาก่อนจริง ๆ แถมสายตาของคนในผับที่นั่งจับกลุ่มกันเนืองแน่นก็มองมาที่ฉันอย่างตาไม่กะพริบ ทำเอาฉันทำตัวไม่ถูกเลยแฮะ