เช้าวันต่อมา...
ไอรินมาที่โรงพยาบาลแต่เช้า พร้อมกับขนมในถุงมากมาย และเครื่องดื่มที่มาจากร้านเดียวกัน ดูได้จากถุงที่เธอถือมา
"สวัสดีค่ะทุกคน พอดีฉันมาเยี่ยมคุณพ่อคุณแม่แล้วแวะร้านสะดวกซื้อ เลยซื้อขนมมาฝากทุกคนค่ะ ไม่ต้องเกรงใจนะคะ ฉันรู้ว่าทุกคนทำงานหนักและเหนื่อยมาก" ไอรินส่งถุงทั้งหมดให้พยาบาลที่อยู่หน้าห้องฉุกเฉิน
"ไม่เป็นไรค่ะ พวกเราทำตามหน้าที่ค่ะ" พยาบาลยิ้มแห้ง ๆ มาให้ และดันถุงขนมคืน
"ไม่ต้องเกรงใจนะคะ ฉันรู้ว่าทุกคนทำงานหนักและเหนื่อยมาก แล้วนี่ก็แค่เล็ก ๆ น้อย ๆ เท่านั้นเอง เจ้านายของพวกคุณคงไม่ว่าหรอกค่ะ แล้วถ้าพวกคุณโดนต่อว่านะ ฉันจะออกหน้าแทนเอง" เธอยังพูดอย่างยิ้มแย้ม โดยไม่รู้เลยว่ามีใครคนหนึ่ง ได้มายืนจังก้าอยู่ที่ด้านหลังเธอแล้ว
"เอ่อ... ขอบคุณนะคะ" พยาบาลรับขนมไปพร้อมกับกล่าวขอบคุณ เมื่อคนที่ยืนอยู่ด้านหลังไอรินพยักหน้าให้
"ฉันก็ต้องขอบคุณพวกคุณด้วยนะคะ ที่ดูแลพ่อแม่ฉันอย่างดี ว่าแต่ตอนนี้คุณพ่อตื่นแล้วใช่มั้ยคะ ฉันเข้าไปเยี่ยมพวกท่านเลยได้มั้ย" ไอรินยิ้มสดใส และถามถึงพ่อแม่ของตัวเอง
"เอ่อ..." พยาบาลติดอ่างอีกครั้ง
"เข้าเยี่ยมยังไม่ได้ครับ เพราะยังไม่ถึงเวลา ที่นี่เป็นโรงพยาบาลไม่ใช่ร้านสะดวกซื้อที่คุณจะเข้าออกได้ตามใจ" ธีร์ในชุดสุภาพและมีเสื้อกาวน์แพทย์สีขาวอยู่บนตัวพูดขึ้น
เสียงของเขาทำให้พยาบาลรีบเอาขนมไปเก็บไว้และรีบทำงานต่อทันที ส่วนไอรินก็หันกลับมาประจันหน้ากับคนที่เธอให้ฉายาว่า 'หมอหน้ายักษ์'
"แต่ก็เป็นโรงพยาบาลเอกชนที่แพงหูฉี่ไม่ใช่เหรอ บริการลูกค้าแค่นี้ไม่ได้หรือยังไง แล้วเมื่อไรฉันถึงจะเยี่ยมคุณพ่อคุณแม่ได้" ไอรินกอดอกและเชิดหน้าถามขึ้นทันที
"ถึงจะแพงหูฉี่ แต่เพราะที่นี่มีทั้งบุคลากรทางการแพทย์ที่มีประสิทธิภาพ มีหมอเฉพาะทาง มีพยาบาลที่เชี่ยวชาญ มีอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่ทันสมัย คุณไม่ต้องนำขนมมาติดสินบนแบบนั้น ทางโรงพยาบาลก็เต็มใจบริการ แต่จะไม่มีการตามใจลูกค้าโดยไม่มีเหตุผล อย่างเช่น นี่คือเวลาเจ็ดโมงเช้า เราเลยให้คุณเข้าเยี่ยมไม่ได้ เพราะเวลานี้คือเวลาที่หมอและพยาบาลกำลังตรวจอาการของคนไข้" ธีร์พูดขึ้นมายาวเหยียด หลังจากอีกฝ่ายบอกว่าโรงพยาบาลของเขาแพงหูฉี่
"ยักษ์ตัวนี้ขี้บ่นชะมัด" ไอรินหันหน้าไปทางอื่นแล้วบ่นเบา ๆ
ถึงแม้อีกฝ่ายจะบ่นเบา ๆ แต่ธีร์ก็ได้ยิน เขาจึงหน้าตึงมากขึ้นกว่าเดิม แล้วพูดออกไปว่า...
"นี่… ถ้าคุณจะนินทาใครก็นินทาในใจหน่อย ไม่ใช่พูดออกมาแบบนี้ ทำแบบนี้บ่อย ๆ ใช่มั้ย ป่านนี้ถึงยังไม่มีแฟน"
"เอ๊ะ... คุณรู้ได้ยังไงว่าฉันไม่มีแฟน" ไอรินที่โดนสบประมาทก็หันมาถามทันที เพราะความจริงก็เป็นอย่างที่หมอหน้ายักษ์พูดมา เธอยังไม่มีแฟนจริง ๆ นั่นแหละ
"รู้ได้ยังไงนะว่าเรายังไม่มีแฟน" ไอรินก้มหน้าลงบ่นเบา ๆ อีกครั้ง
"จะไม่รู้ได้ยังไงล่ะ ข้อแรก... คุณมาเยี่ยมพ่อแม่คนเดียวทั้งเมื่อวานและวันนี้ ถ้าคุณมีแฟนจริง ๆ แฟนคุณก็ต้องมาด้วยแล้วสิ ข้อสอง... คุณพึ่งพูดออกมาเมื่อกี้" ธีร์กอดอกพูดออกมา และแอบอมยิ้มเล็ก ๆ
"นี่คุณ..." ไอรินถึงกับเถียงไม่ออก แต่ก็เถียงออกไป
"ถึงฉันไม่บ่นในใจ แล้วมันเกี่ยวอะไรกับการที่ฉันจะมีแฟนหรือไม่มีแฟนด้วยล่ะ" เธอถามออกไปเพราะความสงสัยจริง ๆ
"ก็... จากที่รู้จักคุณมายังไม่ครบยี่สิบสี่ชั่วโมงดี ผมก็พอมองออกว่าคุณเป็นคนที่ชอบพูดอะไรออกมาโดยไม่คิดให้ดีก่อน เรียกว่าปากจัดระดับหนึ่ง แล้วคุณคงไปนินทาระยะเผาขนกับผู้ชายคนอื่นไว้เยอะ เขาเลยหนีไปหมด ผมพูดอย่างนี้ถูกมั้ย" ธีร์พูดออกมาอย่างละเอียด
ใบหน้าเขานั้นยิ้มอย่างคนที่เหนือกว่า เมื่อเห็นสีหน้าตกตะลึงของอีกฝ่าย
"คุณรู้ได้ยังไงอะ ถูกเป๊ะเลย แม่ให้ไปดูตัวทีไรนะ ผู้ชายพวกนั้นแรก ๆ ก็ดี แต่หลัง ๆ ก็หายไปหมดเลย อีกอย่างฉันก็ไม่ได้เป็นคนปากจัดนะ ฉันก็แค่พูดตามความจริงเท่านั้นเอง" ไอรินพูดออกไปอย่างไม่อยากจะเชื่อ
"รู้สิ หมออย่างผมก็ต้องเรียนจิตวิทยาเหมือนกันนะ อีกอย่างผมขอเตือนว่า หัดคิดอะไรในใจบ้าง เพราะการพูดความจริงเป็นสิ่งไม่ตายก็จริง แต่บางครั้งการพูดความจริงเกินไปก็อาจจะทำให้คนพูดตายได้ เข้าใจมั้ย" ธีร์ตอบกลับไปอย่างจริงจัง เพราะเขาเป็นห่วงเธอในเรื่องนี้แปลก ๆ
"ขอบคุณนะ ฉันจะพยายามก็แล้วกัน" ไอรินเชิดหน้าขอบคุณอย่างถือดี เธอยังเคืองไม่หายที่เขามาว่าเธอ...ปากจัด
"เอาล่ะ ผมเสียเวลากับคุณมากแล้ว ผมต้องไปตรวจคนไข้ก่อน ไปนะ" พูดจบเขาก็จะเดินเข้าไปในห้องฉุกเฉิน
"นี่... คุณว่าฉันทำให้คุณเสียเวลาเหรอ" ไอรินดึงแขนเสื้อเขาไว้ แล้วถามออกไปอย่างไม่พอใจ
"ก็หรือไม่จริง ปล่อย"
พูดจบเขาก็สะบัดแขนออก แล้วเดินจากไป ทำให้ไอรินได้แต่ยืนกำหมัดแน่นอย่างโมโห
ส่วนพยาบาลที่ประจำหน้าห้องฉุกเฉินสองคนก็ได้แต่สบสายตากันไปมา ทุกคนรู้สึกแปลกใจมากที่คุณหมอธีร์ผู้เย็นชา ปากร้าย หยุดคุยกับญาติคนไข้นานสองนาน แถมมีการคุยกันเหมือนสนิทกันมานานด้วย
"ฉันว่ามันแปลก ๆ นะ B1" พยาบาลคนแรกพูดขึ้น
"ฉันก็ว่าอย่างนั้นนะ B2" พยาบาลอีกคนกระซิบตอบ
"พี่ B1 พี่ B2 คะ ฉันจะไปเยี่ยมคุณพ่อได้ที่ไหนคะ" จู่ ๆ ก็มีเสียงถามแทรกขึ้นตรงกลางระหว่างพยาบาลทั้งสองคน
"อุ๊ย... ขอโทษค่ะ เชิญที่ห้องศัลยกรรมกระดูกและข้อ เลยนะคะ ตอนนี้คุณไอศูรย์ถูกนำตัวไปที่ห้องนั้นแล้วค่ะ ส่วนคุณดารินก็ตามไปดูแลคุณไอศูรย์ด้วยค่ะ" พยาบาลอุทานออกมาอย่างตกใจ ก่อนจะรีบดูข้อมูลในคอมพิวเตอร์แล้วแจ้งกับญาติคนไข้
"ขอบคุณนะคะ" ไอรินยิ้มให้ทั้งสองคน แล้วเดินไปที่ห้องศัลยกรรมกระดูกและข้อ ที่เธอไปมาเมื่อคืนนี้
"คุณพ่อ เป็นยังไงบ้างคะ" ไอรินรีบเข้าไปถามพ่อของเธอที่นอนอยู่บนเตียง โดยที่ขามีเฝือกใส่ไว้อยู่
จากนั้นก็หันไปกอดกับผู้เป็นแม่ที่อยู่ในห้องนั้นด้วย
"คุณแม่เป็นยังไงบ้างคะ" เธอถามแม่อย่างเป็นห่วง
"แม่ไม่เป็นอะไรมากหรอกลูก พอดีถุงลมนิรภัยทำงานอย่างดี แล้วแม่ก็คาดเข็มขัดนิรภัยด้วย แค่ฟกช้ำนิดหน่อยเท่านั้น แต่คุณพ่อน่ะสิ เจ็บหนักกว่า" ดารินกอดลูกสาวไว้แล้วบอกออกไป
"พ่อก็ไม่เป็นอะไรมากหรอกลูก มีแค่ขาหักข้างหนึ่งเท่านั้น คุณหมอบอกว่าใส่เฝือกไว้สักหนึ่งเดือนก็วิ่งได้แล้ว" ไอศูรย์บอกลูกสาวออกไปอย่างอารมณ์ดี เพราะไม่อยากให้เธอเป็นกังวล
"แล้วมันเกิดอะไรขึ้นคะพ่อ" เธอถามออกไปอีกครั้งอย่างสงสัย
"นั่นสิครับคุณไอศูรย์ มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ เพราะผมถามเพื่อนที่เป็นร้อยเวรในกรณีของคุณ เขาบอกว่ามันมีเงื่อนงำบางอย่าง ซึ่งมันไม่น่าจะใช่อุบัติเหตุ ถ้ายังไงแจ้งความเพื่อให้เขาสืบสวนต่อได้นะครับ" ธีร์ที่อยู่ในห้องตรวจนั้นพูดขึ้นมาบ้าง
"ไม่ใช่อุบัติเหตุเหรอคะ แต่เดี๋ยวนะ... ทำไมคุณยังมาอยู่ในห้องนี้อีก คุณควรอยู่ในห้องฉุกเฉินไม่ใช่เหรอ" ไอรินถามอย่างสงสัย
"คุณคิดว่าห้องตรวจทุกห้องจะไม่มีทางเชื่อมต่อกันหรือยังไง แล้วทำไมผมจะมาอยู่ในห้องนี้ไม่ได้ เพราะผมก็เป็นทั้งหมอและผู้อำนวยการของที่นี่" ธีร์ตอบกลับมาด้วยใบหน้าที่เรียบนิ่งปกติ แต่ไอรินมองว่าเขากำลังยั่วประสาทเธอ
"ฉันอยากคุยกับคุณพ่อคุณแม่ตามลำพังได้มั้ยคะ คุณหมอผู้อำนวยการ" ไอรินถามออกไปแบบประชดประชัน
"ได้ครับคุณญาติคนไข้ อ้อ... มีเวลายี่สิบนาทีนะครับ เดี๋ยวจะมีบุรุษพยาบาลมาย้ายคนไข้ไปที่ห้องพัก เพราะคุณไอศูรย์ต้องนอนดูอาการอีกซักหนึ่งถึงสองวัน" ธีร์ก็ตอบกลับไปด้วยใบหน้าที่เฉยชา แล้วเดินออกไปทันทีโดยส่งสายตาให้หมอเอกภพเดินออกมาด้วย เพราะเขารู้ว่าสองพ่อลูกคงอยากมีเวลาส่วนตัวที่จะคุยเรื่องสำคัญกัน
"เรื่องมันเป็นยังไงคะคุณพ่อ สรุปว่ามันไม่ใช่อุบัติเหตุเหรอคะ" ไอรินจับมือพ่อไว้แล้วถามขึ้นทันทีที่ได้อยู่กันตามลำพังกับพ่อแม่แล้ว
"ไอใจเย็น ๆ ก่อนนะลูก พ่อคิดว่ามันน่าจะเป็นอุบัติเหตุ" ไอศูรย์บอกกับลูกสาวอย่างอ่อนโยน ทั้งที่ในใจลึก ๆ แล้ว เขาก็คิดว่ามันมีอะไรแปลก ๆ แต่เพราะไม่มีหลักฐานจึงยังไม่พูดอะไรออกไป
"แล้วเรื่องมันเป็นยังไงคะ ทำไมหมอคนนั้นถึงพูดว่ามันมีเงื่อนงำ คุณพ่อเล่าให้ไอฟังได้มั้ยคะ" ไอรินยังไม่วางใจจึงถามออกไปอย่างเคร่งเครียด
สองสามีภรรยามองหน้ากันแล้วถอนหายใจออกมา จนไอรินรู้สึกถึงความผิดปกติ
"ว่ายังไงคะพ่อ แม่ นี่มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่" ไอรินถามอีกครั้ง ซึ่งครั้งนี้เธอมองพ่อแม่อย่างรอคอยคำตอบ