หญิงสาวนั่งนิ่งอึ้งอยู่บนเก้าอี้ข้างเตียงคนไข้ที่ว่างเปล่า คำบอกเล่าของมารดาเรื่องการถูกขับไสไล่ส่งของพี่สาวทำให้น้ำตาที่เหือดแห้งไปชั่วครู่เริ่มเอ่อคลอขึ้นมาใหม่ ความเงียบภายในห้องพักฟื้นดูจะหนักอึ้งขึ้นมาทันตา เกลวรินพยายามประมวลผลเหตุการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้นในช่วงไม่กี่ชั่วโมงที่ผ่านมา ตั้งแต่ก้าวเท้าลงจากเครื่องบินจนมาถึงโรงพยาบาลแห่งนี้
“เขาทำแบบนั้นได้จริง ๆ หรือคะแม่?”
เกลวรินถามเสียงแผ่ว ราวกับไม่ยากจะเชื่อว่าอำนาจของเด็กหนุ่มคนหนึ่งจะสั่นคลอนชีวิตคู่ของคนเป็นพ่อได้ขนาดนี้
“ไหนพี่แก้วเคยบอกเกลว่า ลูกเลี้ยงคนนี้มีหุ้นของโรงแรมไม่ถึงสิบเปอร์เซ็นต์ไม่ใช่หรือคะ? ต่อให้โวยวายแค่ไหน คุณเตชินก็ไม่น่าจะต้องยอมตามใจถึงขั้นไล่เมียตัวเองออกจากบ้านเลยนี่คะ”
กรกนกกระตุกมุมปากเป็นรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความสมเพชในโชคชะตา แววตาของนางวาวโรจน์ด้วยความโกรธเมื่อนึกถึงใบหน้าของคนที่ทำร้ายลูกสาวคนโต
“นั่นมันเรื่องเมื่อหลายปีก่อนเกล! ตอนนี้สถานการณ์มันเปลี่ยนไปหมดแล้ว หลังจากที่แม่ของมันตายไปเมื่อปีก่อน มรดกมหาศาลรวมถึงหุ้นส่วนที่เหลือทั้งหมดก็ตกเป็นของมันแต่เพียงผู้เดียว ตอนนี้มันถือหุ้นพอ ๆ กับคุณเตชินผัวของพี่สาวเราเลยล่ะ! มันมีอำนาจต่อรองสูงพอที่จะพลิกกระดานธุรกิจของคุณเตชินให้พังพินาศได้ในพริบตา ถ้ามันถอนตัวหรือขายหุ้นให้ศัตรู คุณเตชินก็จบเห่!”
“ร้ายกาจที่สุด...”
เกลวรินพึมพำด้วยความรู้สึกชิงชังคนที่ไม่เคยเห็นหน้า
“ทำไมเขาถึงได้จงเกลียดจงชังพี่แก้วขนาดนี้คะ? พี่แก้วไปทำอะไรให้เขาหนักหนา หรือเขาแค่โกรธที่คุณพ่อเขามีเมียใหม่?”
กรกนกถอนหายใจยาวพลางทรุดตัวลงนั่งข้างลูกสาว
“มันฝังใจน่ะสิ มันคงอยากให้แม่มันคืนดีกับพ่อมันละมั้ง แต่มันเป็นไปไม่ได้ เพราะคุณเตชินเขาหมดรักเมียเก่าไปนานแล้ว พอเขามาเจอและแต่งงานกับยัยแก้วแทน มันก็ยิ่งรับไม่ได้ หาว่าพี่สาวเราไปฉกสมบัติบ้างล่ะ ไปทำลายครอบครัวมันบ้างล่ะ พอแม่มันมาป่วยตายไป มันก็เลยกลายเป็นคนบ้าคลั่ง โทษว่ายัยแก้วเป็นต้นเหตุที่ทำให้แม่มันต้องตรอมใจตาย... ไอ้เด็กไม่รู้จักโต! ความคิดมันบิดเบี้ยวไปหมดแล้ว!”
กรกนกพูดจบก็เบือนหน้าหนีด้วยความหงุดหงิด ก่อนจะหันกลับมามองหน้าลูกสาวคนเล็กด้วยสายตาที่มีความหมายแฝง
“ว่าแต่เราเถอะยัยเกล เรียนจบเทอมนี้แล้วก็กลับมาอยู่เมืองไทยถาวรเสียทีสิ จะไปอยู่ทางโน้นให้มันลำบากทำไม เกลกลับมาจะได้ช่วยพี่สาวเรารับมือกับไอ้ลูกเลี้ยงตัวแสบนั่นอีกคน ลำพังแม่คนเดียวรับมือความเจ้าเล่ห์ของมันไม่ไหวหรอก แล้วยิ่งพี่สาวเรามาล้มหมอนนอนเสื่อเสียศูนย์เป็นแบบนี้ แม่ว่ามันจะยิ่งได้ใจและเล่นงานพี่สาวเราหนักขึ้นเป็นเท่าตัวแน่ๆ”
“ที่อังกฤษก็ไม่มีใครให้เกลต้องห่วงแล้วไม่ใช่หรือ?”
กรกนกถามต่อเมื่อเห็นลูกสาวเงียบไป
“จะไปทนอยู่ให้ยัยแม่เลี้ยงคนนั้นโขกสับอยู่ทำไม ขนาดตอนพ่อเกลยังอยู่ ยัยนั่นยังหาเรื่องจิกด่าเกลเสียไม่มีดี ตอนนี้พ่อเกลเสียไปแล้ว ยัยนั่นคงไม่ยอมให้เกลซุกหัวนอนในบ้านหลังนั้นหรอกนะ รีบกลับมาอยู่บ้านเราเถอะลูก”
เกลวรินยิ้มเจื่อน ๆ ความรู้สึกผิดแล่นริ้วขึ้นมาในใจเมื่อต้องเอ่ยถึงความลับที่เธอปกปิดมานาน
“หนูย้ายออกมาจากบ้านหลังนั้นตั้งนานแล้วค่ะแม่... คือว่า แฟนหนูเขาซื้อคอนโดมิเนียมไว้ที่อังกฤษตอนที่เขาไปเรียนที่นั่น พอเขาเรียนจบกลับเมืองไทยมาทำธุรกิจ เขาก็เลยยกกุญแจให้หนูไปอาศัยอยู่ชั่วคราวระหว่างที่หนูเรียนต่อปริญญาโทค่ะ หนูไม่ได้พึ่งพาทางฝั่งนั้นเลย”
กรกนกขมวดคิ้วมุ่นจ้องเขม็งมาที่ลูกสาวทันที
“เรามีแฟนด้วยหรือยัยเกล? ทำไมแม่ไม่เห็นรู้เรื่องเลย แล้วนี่พี่สาวเราล่ะ... ยัยแก้วรู้เรื่องนี้หรือเปล่า?”
หญิงสาวส่ายหน้าไปมาเบา ๆ แทนคำตอบ
“หนูว่าจะบอกนานแล้วละค่ะแม่ แต่ทุกครั้งที่หนูโทรมา พี่แก้วมักจะเล่าเรื่องเครียด ๆ เรื่องลูกเลี้ยงคนนั้นให้ฟังตลอด หนูเลยรู้สึกว่ามันไม่ใช่จังหวะที่เหมาะสมที่จะเอาความสุขของหนูไปเล่าให้พี่สาวที่กำลังทุกข์ฟัง แต่ตอนนี้หนูคงปิดไม่ได้แล้ว... เพราะพี่คินเขาเพิ่งขอหนูแต่งงานค่ะแม่ พอหนูสอบเสร็จ หนูตั้งใจว่าจะแต่งงานแล้วย้ายกลับมาอยู่เมืองไทยกับเขาถาวรเลย”
กรกนกสะดุดหูที่ชื่อเรียกนั้นทันที แม้ในใจจะค้านว่าชื่อนี้เป็นชื่อโหลที่มีคนใช้ทั่วไป แต่ลางสังหรณ์บางอย่างกลับทำให้หัวใจของคนเป็นแม่เต้นผิดจังหวะ
“คินงั้นเหรอ? ชื่อโหลจังนะ... มีรูปแฟนเราหรือเปล่า? แม่อยากเห็นหน้าค่าตาหน่อยว่าคนที่ลูกสาวแม่จะแต่งงานด้วยเป็นใครมาจากไหน”
เกลวรินพยักหน้าเล็กน้อยก่อนจะเอื้อมมือไปหยิบโทรศัพท์มือถือในกระเป๋าสะพายออกมาด้วยความประหม่าปนภูมิใจ เธอเปิดหน้าจอที่ตั้งรูปพักหน้าจอเป็นรูปคู่ที่ถ่ายไว้ล่าสุดที่ลอนดอน เป็นรูปที่ชายหนุ่มร่างสูงใหญ่ใบหน้าคมสันกำลังโอบกอดเธอจากด้านหลังในสวนสาธารณะที่เต็มไปด้วยใบไม้เปลี่ยนสี ทั้งคู่ยิ้มให้กันด้วยแววตาที่เต็มเปี่ยมไปด้วยรัก เกลวรินส่งโทรศัพท์ให้มารดาด้วยรอยยิ้มบาง ๆ
ทันทีที่สายตาของกรกนกปะทะกับรูปบนหน้าจอ ร่างทั้งร่างของนางก็แข็งค้างราวกับถูกสาป ดวงตาเบิกกว้างด้วยความสยดสยองและตกใจสุดขีด มือที่ถือโทรศัพท์สั่นเทาจนเครื่องแทบจะหลุดร่วงลงสู่พื้นห้องพักฟื้น
“แม่เป็นอะไรคะ? หน้าซีดเชียว... พี่คินเขาดูดีใช่ไหมล่ะคะแม่?”
เกลวรินถามด้วยความตกใจเมื่อเห็นปฏิกิริยาของผู้เป็นแม่
“นี่ลูกไปคบกับมันได้ยังไง!”
กรกนกตวาดออกมาเสียงหลง แววตาเต็มไปด้วยความโกรธแค้นและสิ้นหวัง
“เกล! ลูกไม่รู้หรือว่านี่คือใคร! นี่มันคือไอ้เวคิน! มันคือลูกเลี้ยงของพี่สาวแก! มันคือคนที่ฆ่ายัยแก้วทั้งเป็น!”
“อะไรนะคะแม่!”
เกลวรินรู้สึกเหมือนถูกฟ้าผ่าลงกลางใจในวันที่ท้องฟ้าไร้เมฆฝน
“ไม่จริงค่ะแม่... เป็นไปไม่ได้! สามีของพี่แก้วเขานามสกุล ‘สิริทรัพย์ไพศาล’ นี่คะ แต่พี่คินของเกลเขานามสกุล ‘นิมิตธนา’ เขาเป็นนักธุรกิจที่สร้างฐานะด้วยตัวเอง ชื่ออาจจะเหมือนกันแต่นามสกุลมันไม่ใช่เลยนะคะแม่!”
“มันนี่แหละไอ้ ‘เวคิน’ ลูกชายคนเดียวของคุณเตชิน!”
กรกนกแผดเสียงใส่อย่างเหลืออด
“หลังจากแม่มันตาย มันก็ประกาศตัดขาดกับพ่อมันแล้วกลับไปใช้นามสกุลเดิมของแม่มันน่ะสิ นิมิตธนานั่นแหละคือนามสกุลเก่าของแม่มัน! ลูกไปคว้าเอาศัตรูอันดับหนึ่งของพี่สาวมาเป็นผัวได้ยังไง!”
“กรี๊ด! ไอ้เวคิน! ฉันเกลียดแก! ฉันเกลียดแก!”
เสียงหวีดร้องที่แหลมสูงและเต็มไปด้วยความคลุ้มคลั่งดังแทรกเข้ามาในห้องทันทีที่ประตูถูกผลักออก
เกลวรินหันไปมองตามเสียงด้วยความตกใจแทบสิ้นสติ เธอเห็นร่างของพี่สาว—แก้วตา นั่งอยู่บนรถเข็นที่พยาบาลเข็นมาส่ง สภาพของแก้วตาในตอนนี้ทำให้เกลวรินแทบจำไม่ได้ ใบหน้าของหญิงสาวที่เคยสวยสง่าและเนี๊ยบไปทุกกระเบียดนิ้ว บัดนี้กลับซูบผอมจนเห็นโหนกแก้ม ดวงตาโหลลึกแต่ฉายแววอาฆาตอย่างน่ากลัว ผมยาวที่เคยสลวยยุ่งเหยิงพันกันเป็นปม สภาพไม่ต่างจากคนเสียสติที่ถูกความแค้นกัดกินจนไม่เหลือชิ้นดี
“ฉันจะฆ่าแกไอ้เวคิน! แกพรากทุกอย่างไปจากฉัน!”
แก้วตายังคงตะโกนลั่นห้อง พลางใช้เล็บจิกลงบนที่พักแขนของรถเข็นจนเห็นรอยขีดข่วน
“พี่แก้ว...”
เกลวรินครางออกมาด้วยความสั่นเครือ เธอขยับเข้าไปหาพี่สาวด้วยความสงสารจับใจ แต่ในขณะเดียวกัน ความจริงที่มารดาเพิ่งบอกก็เหมือนลิ่มที่ตอกย้ำลงบนหัวใจของเธอเอง ชายหนุ่มที่เธอรักสุดหัวใจ ชายที่แสนอบอุ่นในลอนดอน กลับกลายเป็น "ปีศาจร้าย" ในชีวิตของพี่สาวเธอเอง