ช่อลดา เจ้าสาวคนสวยค่อยๆ คลี่ซองกระดาษสีน้ำตาลในมือออกอย่างตื่นเต้น ทันทีที่สายตาปะทะกับแผ่นกระดาษแข็งพิมพ์ลายหรูหราข้างใน เธอก็อุทานออกมาเสียงดังลั่นจนแขกเหรื่อบริเวณนั้นหันมามอง
“ว้าย! พี่เอก ดูนี่สิคะ! แพ็กเกจทัวร์ยุโรป! ตั๋วเครื่องบินพร้อมที่พักหรูเจ็ดวันเต็มเลยค่ะพี่คิน!”
ดวงตาของช่อลดาเป็นประกายวิบวับพราวระยับยิ่งกว่าเพชรบนคอ เธอหันไปเขย่าแขนเจ้าบ่าว
“พี่เอกคะ เราได้ไปสวิตเซอร์แลนด์กับฝรั่งเศสด้วยค่ะ!”
ในขณะที่เจ้าสาวดีใจจนเนื้อเต้น เอกชัยกลับหน้าซีดลงไปถนัดตา เขามองดูแผ่นกระดาษมูลค่าเหยียบแสนในมือเมียแล้วหันไปสบตาเวคินด้วยความรู้สึกที่บรรยายไม่ถูก
“เฮ้ย... เจ็ดวันเลยเหรอวะคิน? นี่มันมากไปเปล่าเพื่อน”
เอกชัยพูดเสียงอ่อยพลางส่งยิ้มแห้งๆ ให้ช่อลดาที่เริ่มหุบยิ้มแล้วทำหน้าเง้างอดใส่
“คือ... ช่อจ๋า พี่เคยคุยกับช่อแล้วไงว่าเราค่อยไปฮันนีมูนกันปีหน้า ช่วงนี้บริษัทเราเพิ่งเปิดตัวโปรเจกต์ใหม่ พี่ไม่อยากทิ้งไอ้คินให้แบกงานงกๆ อยู่คนเดียวที่ออฟฟิศ แกเข้าใจพี่นะคิน”
เวคินหัวเราะในลำคอเบาๆ ก่อนจะพูดขัดขึ้นด้วยน้ำเสียงเด็ดขาด
“เฮ้ยไอ้เอก! แกอย่ามาทำเป็นพระเอกหน่อยเลยว่ะ แต่งงานนะเว้ยไม่ใช่ลาบวช แต่งแล้วมันก็ต้องฮันนีมูนเลยสิวะ จะมารอปีหน้าทำซากอะไร”
เวคินก้าวเข้าไปหาเพื่อนรักแล้วคว้ามือของช่อลดาและเอกชัยมาประสานกันไว้แน่น เขาจ้องหน้าช่อลดาด้วยสายตาจริงจังแต่แฝงความเอ็นดู
“อย่าไปฟังมันช่อ ถ้ามันไม่พาไป พี่จะสั่งยามหน้าบริษัทไม่ให้มันเข้าออฟฟิศเจ็ดวัน! ถ้าพวกแกไม่ไปฮันนีมูนทริปนี้ พี่จะถือว่าแกดูถูกน้ำใจพี่กับเกลนะ... พี่โกรธจริงๆ ด้วย”
“เห็นไหมคะพี่เอก พี่คินเขายังอนุญาตเลย พี่คินใจดีที่สุดเลยค่ะ”
ช่อลดาหันมาค้อนขวับให้เจ้าบ่าว
“ถ้าพี่เอกไม่ไป ช่อจะไปกับพี่คินแทนนะคะ!”
“โอ๊ยๆ ยอมแล้วครับทูนหัว พยักหน้าตกลงอย่างจำยอมเลยเนี่ย”
เอกชัยหัวเราะแห้งๆ ก่อนจะหันมาตบบ่าเวคิน
“เออๆ ขอบใจมากนะเพื่อน งั้นเจ็ดวันนี้แกรับภาระหนักหน่อยนะเว้ย กลับมาจะซื้อของฝากให้หนักๆ เลย”
“เออ เรื่องงานน่ะจิ๊บจ๊อยว่ะ ระดับฉันจัดการได้อยู่แล้ว”
เวคินยิ้มกว้างพลางกอดบ่าเจ้าบ่าวเจ้าสาวพาเดินไปยังฉากหลังที่ตกแต่งด้วยดอกไม้นานาพันธุ์
“มาๆ อย่ามัวแต่เถียงกัน ถ่ายรูปกันดีกว่า ช่างภาพครับ! ขอหล่อๆ เลยนะ วันนี้ผมขออยู่ตรงกลางนะเว้ยเอก ขอเด่นกว่าเจ้าบ่าววันนึงเถอะว่ะ!”
เวคินปล่อยมุกตลกพลางโพสท่าทางทะเล้น ทำให้เอกชัยและช่อลดาพลอยหัวเราะตามไปด้วย บรรยากาศหน้างานเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะที่กลบความตึงเครียดในใจของเวคินจนมิด
“ขออนุญาตนะคะคุณเอกชัย คุณช่อลดา ได้เวลาเริ่มพิธีการบนเวทีแล้วค่ะ รบกวนบ่าวสาวเตรียมตัวที่หน้าประตูใหญ่เลยนะคะ”
หญิงสาวในชุดทำงานที่ดูคล่องแคล่วเดินเข้ามาขัดจังหวะพร้อมรอยยิ้ม
“ครับผม ไปกันเถอะช่อ”
เอกชัยพยักหน้ารับทราบ เขาหันมามองเวคินอีกครั้ง แววตาที่เคยขี้เล่นกลับเปลี่ยนเป็นความห่วงใย เอกชัยรู้ดีว่าภายใต้รอยยิ้มนั้น เวคินกำลังพยายามสะกดกลั้นอารมณ์บางอย่างอยู่
“คิน... แกไหวเปล่าวะ? ฉันรู้ว่าแกลำบากใจที่ต้องอยู่ที่นี่นานๆ ถ้าแกจะกลับเลยตอนนี้ฉันไม่ว่าอะไรนะเพื่อน แค่แกโผล่หน้ามาฉันก็ซึ้งน้ำใจจะตายอยู่แล้ว ขอบใจมากนะเว้ย”
เวคินส่งยิ้มบางๆ ที่ดูอบอุ่นแต่แฝงความล้าไว้ลึกๆ
“ขอบใจที่เข้าใจฉันนะเอก วันนี้วันของแก แกเข้าไปทำหน้าที่เจ้าบ่าวให้ดีที่สุดเถอะ แล้วเจอกันอาทิตย์หน้า ฮันนีมูนกันให้เต็มที่นะเพื่อน...”
เวคินแกล้งขยับมือประสานเข้าออกพร้อมทำเสียง “ตั้บๆๆ” ล้อเลียนเรื่องกิจกรรมคืนเข้าหอจนช่อลดาหน้าแดงแป๊ดไปถึงหู
“ไอ้คิน! ทะลึ่งละแก”
เอกชัยหัวเราะร่าพลางยกขาทำท่าจะเตะเพื่อน
“เออ! รับรองว่าเจ็ดวันที่แกให้มา ฉันจะไม่ปล่อยให้เสียเปล่าแน่ๆ จะจัดให้คุ้มเลยว่ะ! ว่าแต่แกเถอะ เมื่อไรจะมีข่าวดีกับน้องเกลล่ะ? ไปรับเขาถึงอังกฤษรอบนี้ มีเซอร์ไพรส์อะไรหรือเปล่า?”
เวคินชะงักไปครู่หนึ่ง รอยยิ้มแข็งค้างไปชั่วอึดใจก่อนจะไหวไหล่
“เร็วๆ นี้แหละน่า... แกไปเหอะ แขกรอแย่แล้ว ฉันไปนะเอก โชคดีนะเพื่อน”
เวคินตบบ่าเพื่อนรักเป็นครั้งสุดท้ายก่อนจะหมุนตัวเดินตรงไปยังบันไดเลื่อน เขาไม่ได้หันกลับไปมองภาพความสุขเบื้องหลังอีกเลย เพราะเขารู้ดีว่ายิ่งมอง เขายิ่งจะรู้สึกถึงความว่างเปล่าในใจตัวเอง
เมื่อแผ่นหลังของเวคินลับสายตาไป ช่อลดาก็หันมากระซิบกับเอกชัยด้วยสีหน้ากังวล
“พี่เอกคะ ช่อขอโทษจริงๆ นะคะที่พ่อกับแม่ของช่อดึงดันจะเชิญลุงเตชินมาให้ได้ พี่คินเลยต้องรีบกลับแบบนี้ ทั้งที่พี่คินเป็นเพื่อนที่พี่เอกรักที่สุดและน่าจะได้อยู่เป็นเพื่อนเจ้าบ่าวจนจบงาน”
เอกชัยยิ้มขื่นๆ พลางลูบมือเจ้าสาวเบาๆ
“อย่าคิดมากเลยช่อ มันไม่ใช่ความผิดของใครหรอก พ่อแม่ช่อท่านสนิทกับลุงเตชิน แถมที่นี่ก็โรงแรมของลุงเขา ไม่ชวนมามันก็น่าเกลียด... แต่ช่อก็รู้นิสัยคินมันดี มันปักใจเชื่อมาตลอดว่าแม่มันต้องตรอมใจตายเพราะความเจ้าชู้ของลุงเตชิน ยิ่งเห็นพ่อตัวเองมีความสุขบนกองเงินกองทองพร้อมเมียใหม่ มันยิ่งรับไม่ได้... ช่างเถอะ วันนี้วันของเรานะ เข้างานกันดีกว่า พี่อยากจะตะโกนบอกทุกคนใจจะขาดแล้วว่าช่อเป็นเมียพี่! ใครจะมาจีบช่อหลังจากนี้ พี่จะยันให้โครมเลย!”
“พี่เอกล่ะก็! พูดอะไรก็ไม่รู้”
ช่อลดาตีแขนเจ้าบ่าวเบาๆ ด้วยช่อดอกไม้แก้เขิน ก่อนที่ทั้งคู่จะเดินเคียงข้างกันเข้าสู่ห้องจัดเลี้ยงที่เต็มไปด้วยแสงไฟและเสียงปรบมือ
ขณะที่เวคินกำลังก้าวเท้าออกจากประตูหมุนของโรงแรมมุ่งหน้าไปยังจุดเรียกแท็กซี่เพื่อหนีไปจากบรรยากาศที่น่าอึดอัดนี้ ร่างสูงใหญ่ของอเนก ผู้จัดการโรงแรมในชุดสูทเนี้ยบวัยสี่สิบกว่าๆ ก็เดินปรี่เข้ามาหาเขาอย่างรวดเร็วพร้อมกับก้มศีรษะให้อย่างนอบน้อม
“คุณเวคินครับ กรุณารอสักครู่ครับ ท่านประธานให้ผมมาเรียนคุณว่าท่านมีเรื่องสำคัญมากจะคุยด้วยครับ ตอนนี้ท่านรออยู่ที่ห้องทำงานชั้นบนครับ”
เวคินไม่แม้แต่จะหยุดเดิน เขาตวัดสายตาคมกริบมองเพียงหางตาด้วยความเย็นชาที่ทำให้อเนกถึงกับขนลุกซู่
“บอกเขาว่าฉันไม่มีธุระจะคุย และอย่ามาขวางทางฉัน”
เวคินก้าวเดินต่อไปราวกับอเนกเป็นเพียงธาตุอากาศที่ไร้ตัวตน ทว่า... ในจังหวะที่เขากำลังจะก้าวขึ้นรถ เสียงแจ้งเตือนข้อความจากโทรศัพท์ในกระเป๋ากางเกงก็ดังขึ้นสั้นๆ
เขาหยุดกึก หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเปิดดูด้วยความหวังว่าอาจจะเป็นข้อความจากเกลวรินที่เงียบหายไปหลายชั่วโมง และเขาก็เดาถูก... ชื่อผู้ส่งคือเกลวริน แต่ข้อความที่ปรากฏบนหน้าจอกลับทำให้ลมหายใจของเขาขาดช่วง หัวใจเหมือนถูกบีบจนแตกละเอียดเป็นเสี่ยงๆ
"เกลมีแฟนใหม่แล้ว ขอโทษนะ... เราเลิกกันเถอะ"
“อะไรนะ...”
เวคินพึมพำเสียงสั่นพร่า เขาแทบไม่เชื่อสายตาตัวเอง นิ้วหนาสั่นเทาระหว่างที่กดโทรกลับหาเธอทันที
“รับสิเกล... รับสายพี่!”
ทว่าสิ่งที่ได้ตอบกลับมาคือการตัดสายทิ้งอย่างไร้เยื่อใย เขาโทรซ้ำครั้งที่สอง ครั้งที่สาม และครั้งที่สี่ แต่ละครั้งคือการถูกตัดสายทิ้งที่ตอกย้ำความเจ็บปวดลงในอก
“เล่นบ้าอะไรเนี่ยเกล! มันไม่ตลกนะเว้ย!”
เวคินตะโกนออกมาอย่างเหลืออดท่ามกลางสายตาตระหนกของผู้คนที่เดินผ่านไปมา แววตาที่เคยอบอุ่นยามมองเธอ บัดนี้กลับเต็มไปด้วยเพลิงแห่งความสับสนและเจ็บปวดรวดร้าว เขาเพิ่งกลับมาจากอังกฤษเพื่อรอรับเธอตามสัญญา แต่ความจริงที่ได้รับกลับเป็นคำบอกเลิกผ่านตัวอักษรไม่กี่ตัว
“เธอคิดจะทิ้งกันง่ายๆ แบบนี้เหรอเกลวริน... ฉันไม่มีวันยอม! ใครหน้าไหนมันกล้ามาแย่งของที่เป็นของฉัน มันต้องเห็นดีกัน!”