หลายนาทีผ่านไปสตรีรูปร่างเล็กยังคงสวมเสื้อผ้าตัวเก่า มือบอบบางวุ่นอยู่กับการเตรียมอาหารสำหรับเจ้านาย ในขณะเดียวกันนั้นเฟยหลงก้าวมาหยุดด้านหน้าเคาน์เตอร์ลายหินอ่อน สายตาคมกริบคู่นั้นจ้องมองการกระทำของคนตัวเล็ก ก่อนที่จะเปล่งวาจาถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบไม่แสดงอารมณ์ใด ๆ
“เธอไม่ได้ทำซุปกระดูกหมูเหรอ?” เขาเลิกคิ้วถาม พลางหย่อนกายนั่งลงบนเก้าอี้ เมื่อมองไม่เห็นเมนูโปรดของตัวเอง เขาจึงเอ่ยทักขึ้นทันที
“วันนี้ทำไม่ทันหรอกค่ะ แต่หมวยมีเมนูอื่นมานำเสนอคุณเฟยหลงนะคะ ไหน ๆ ก็ทานแต่ซุปกระดูกหมูแล้ว คุณเฟยหลงลองชิมแกงจืดดูนะคะ หมวยทำสุดฝีมือเลยรับรองว่าคุณเฟยหลงต้องติดใจแน่นอน”
“แกงจืด? เธอคิดยังไงถึงทำให้ฉันกิน”
“ก็หาอะไรทดแทนซุปกระดูกหมูค่ะ หมวยเลยคิดว่าคุณเฟยหลงลองทานแกงจืดดูก็ดี”
“ไม่มีอะไรทดแทนซุปกระดูกหมูของฉันได้หรอกนะ”
เฟยหลงกดเสียงต่ำเอื้อนเอ่ยวาจาตอบกลับ ประโยคเหล่านั้นทำเอาคนตัวเล็กถึงกับขนลุกซู่ รังสีแห่งความเย็นชาที่สาดออกมาจากร่างกำยำทำให้หมวยไม่กล้าสบตากับเขา
“รู้แล้วค่ะ แต่วันนี้หมวยต้องขอโทษจริง ๆ ยังไงพรุ่งนี้หมวยจะตื่นมาทำให้นะคะ วันนี้ขอเอาแกงจืดแทนก่อนได้ไหม” เธอพูดด้วยน้ำเสียงอ้อน ๆ พลางตักแกงจืดใส่ชาม กลิ่นหอมเข้มข้นลอยคลุ้งไปในอากาศ โชยมาแตะปลายจมูกโด่งของเฟยหลง ทำเอาเขาแอบกลืนน้ำลายลงคอบ่อยครั้ง
คุณเฟยหลงไม่ตอบอะไร เมื่อฉันยกชามแกงจืดที่ทำสุดฝีมือไปเสิร์ฟตรงหน้าของเขา แกงจืดเป็นเมนูที่ฉันทำบ่อยมาก เพราะอาม่าของฉันชอบกิน แต่พอได้มาลองทำให้คนอื่นกินฉันรู้สึกไม่ค่อยมั่นใจเท่าไหร่ กลัวว่าจะทำไม่ถูกปากเขา
“อืม หน้าตาก็งั้น ๆ คงพอทนกินได้มั้ง” เขาเอ่ยคำพูดด้วยน้ำเสียงที่ไม่ต่างจากการอ่านบทความ ไม่สื่อถึงความรู้สึกใด ๆ ทั้งบวกและลบ
เฟยหลงหลังจากออกกำลังกายเสร็จ เขาเดินเข้าไปทำความสะอาดร่างกายและสวมชุดนอนตัวสีเทา เส้นผมสีดำสนิทถูกปล่อยไปตามธรรมชาติ จมูกโด่งรับกับริมฝีปากหยัก ส่งให้ใบหน้าหล่อเหลาไร้ที่ติของเขาดูมีเสน่ห์เอามาก ๆ มือแกร่งใช้ช้อนตักแกงจืดขึ้นมาลิ้มลองรสชาติ คนตัวเล็กที่เอาแต่มองภาพนั้นก็ลุ้นจนตัวเกร็ง รสชาติกลมกล่อมของแกงจืดละลายบนลิ้นอย่างนุ่มนวล ให้ความรู้สึกสดชื่นและผ่อนคลายไปกับน้ำซุปร้อน ๆ
“เป็นยังบ้างคะ คุณเฟยหลงชิมแล้วทำหน้าแบบนั้นหมายความว่ายังไง” เธอพูดด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความกระตือรือร้น ดวงตากลมโตเปล่งประกายยามจับจ้องร่างสูงของเฟยหลง
“ก็ดี” เขาตอบเรียบ ๆ สายตาอันเยือกเย็นจ้องชามแกงจืดเบื้องหน้า แต่ก็ไม่สามารถหยุดตักแกงจืดเข้าปากได้เลย หมวยลินระบายยิ้มออกมาด้วยความดีใจ เมื่อนัยน์ตาสีน้ำตาลประกายทองมองการเคลื่อนไหวของผู้ชายร่างสูง เธอจึงหันกลับไปตักข้าวสวยร้อน ๆ ใส่จานพร้อมยกมาเสิร์ฟให้เขา
“ทานคู่กับข้าวสวยร้อน ๆ รับรองคุณเฟยหลงต้องติดใจค่ะ”
“เธอทำเองเหรอ?” เฟยหลงเบนทิศความสนใจมองใบหน้าหวานละมุนของเธอด้วยความคาดไม่ถึง
“ใช่ค่ะ หมวยชอบทำให้อาม่ากินประจำ”
“ก็ทำให้ฉันกินบ่อย ๆ บ้างสิ” คำพูดเหล่านั้นทำเอาพวงแก้มเนียนแดงระเรื่อ คนตัวเล็กฉีกยิ้มจนตาหยี เห็นเขาทานอาหารฝีมือของเธอได้ก็พลอยโล่งใจ
“ได้เลยค่ะ หมวยจะทำให้สลับกับซุปกระดูกหมูของโปรดของคุณเฟยหลงนะคะ”
“แล้วเธอกินข้าวหรือยัง”
“หมวยยังไม่ได้กินค่ะ งั้นหมวยขอไปจัดห้องก่อนนะคะ ถ้าคุณเฟยหลงอิ่มแล้วไม่ต้องเก็บนะคะ เดี๋ยวหมวยจะมาเก็บเองค่ะ”
“มานั่งกินด้วยกันสิ” ประโยคเมื่อครู่ทำเอาคนตัวเล็กชะงัก ริมฝีปากอวบอิ่มเม้มเข้าหากันแน่น เลือดในกายสูบฉีดด้วยความตื่นเต้น ม่านตาขยายกว้าง จ้องมองใบหน้าหล่อเหลาอย่างไม่กะพริบ
“จะดีเหรอคะ หมวยไม่กล้าหรอกค่ะ”
“มาเถอะ มัวแต่ดูแลคนอื่นจนไม่มีเวลาดูแลตัวเอง มันก็ไม่ใช่เรื่องดีหรอกนะ ถึงปกติฉันไม่ชอบนั่งกินข้าวกับใคร แต่มีเพื่อนนั่งกินด้วยมันก็ดีเหมือนกัน”
“หมวยยังไม่หิวหรอกค่ะ” โครก~ ในตอนนั้นเองเสียงท้องเจ้ากรรมก็ดังขึ้นมาเสียก่อน หมวยลินยกมือขึ้นมากุมหน้าท้องของตัวเองเก้อเขิน
“ปากบอกไม่หิวแต่เสียงท้องของเธอมันบอกทุกอย่างแล้ว”
“ก็ได้ค่ะ วันนี้หมวยขอฝากท้องกับคุณเฟยหลงนะคะ ขออนุญาตหยิบช้อนกับจานนะคะ”
“อยู่ที่นี่เธอมีที่พักฟรี กินข้าวฟรี ส่วนเรื่องงานฉันจะให้เธอไปเริ่มงานอาทิตย์หน้า ฉันจะเธอไปศึกษาก่อนแล้วกัน มีเอกสารที่ฉันเอามาจากบริษัทอยู่” เขาพูดเสียงราบเรียบ พลางตักแกงจืดเข้าปาก
มือบอบบางวุ่นอยู่กับตักข้าวสวยใส่จานของตัวเอง ขณะที่หูยังคงฟังสิ่งที่เฟยหลงพูด เขายื่นข้อเสนอให้เธอเป็นถึงเลขาส่วนตัว แม้ว่าหมวยลินจะดูไม่มั่นใจ แต่เธอต้องใช้เวลาที่เหลือทำความรู้จักกับบริษัทของเฟยหลงก่อน
“คุณเฟยหลงไม่ต้องห่วงค่ะ หมวยจะเตรียมตัวอย่างดีเพื่อที่จะได้ทำงานกับคุณเฟยหลงได้ มีอะไรจะสอนงานหมวยก็สอนได้เลยนะคะ หมวยพร้อมเสมอ”
“งานของเธอไม่หนักอะไรมากหรอก คอยช่วยงานน้ำอิงอีกที เดี๋ยวไปถึงเธอจะรู้เองแหละว่าต้องทำอะไรได้บ้าง”
“คุณเฟยหลงมีเลขาอยู่แล้วเหรอคะ”
“ใช่ ยังไงน้ำอิงก็จะสอนงานเธออยู่แล้ว” วินาทีต่อมาคนตัวเล็กทิ้งน้ำหนักตัวนั่งลงด้านข้างเขา
“ส่วนเรื่องเงินเดือนหมวยจะได้เท่าคุณน้ำอิงไหมคะ”
“เรื่องนั้นไม่ต้องห่วง ฉันจะให้เงินเดือนเธอสามหมื่น ใช้หนี้ฉันเดือนละสองหมื่นแล้วกัน”
“ถ้าคุณเฟยหลงว่าอย่างนั้น เงินอีกก้อนหมวยจะส่งไปให้อาม่านะคะ คุณเฟยหลงให้หมวยอยู่ฟรีกินฟรี นึกว่าจะใจดำเก็บเงินทุกบาททุกสตางค์ซะอีก”
“เห็นฉันเป็นคนยังไง ใจดำขนาดนั้นเลยเหรอ” ไม่ว่าเปล่าใบหน้าคมคายของเฟยหลงโน้มลงมาแนบชิด คนตัวเล็กหายใจถี่ ๆ ริมฝีปากอิ่มเอิบเผยอเล็กน้อย
“ก็ถ้าวันแรกที่เจอกัน คุณเฟยหลงใจดำมากค่ะ แค่น้ำขวดเดียวหมวยก็กินไม่ได้” น้ำเสียงสดใสเปล่งวาจาบอก ขณะเดียวกันมือเล็กใช้ช้อนเขี่ยข้าวในจานของตัวเองเล่น
“หึ แล้วคิดว่าเธอมาอยู่ที่นี่ ฉันจะไม่คิดเงินกับเธอสักบาทเลยเหรอ” เฟยหลงเค้นเสียงหัวเราะในลำคอ พลางเอื้อนเอ่ยวาจาถามเธอด้วยน้ำเสียงที่ไม่สื่อว่าสนใจหรือเบื่อหน่าย
“ก็...ไม่รู้เหมือนกันค่ะ” ริมฝีปากสีชมพูระเรื่อเม้มเบา ๆ แก้มขึ้นสีแดงก่ำอย่างกับลูกมะเขือเทศ
“ไม่มีอะไรได้มาฟรีหรอก เธออยากอยู่ที่นี่ก็ต้องเสียอะไรเหมือนกัน”
“เสียอะไรเหรอคะ คุณเฟยหลงจะทำให้หมวยเสียใจเหรอ” คนตัวเล็กเปล่งวาจาถามขึ้น แววตาคู่สวยสะท้อนความสงสัยอยู่เต็มไปหมด ถึงตอนนี้เธอจะไม่เข้าใจสิ่งที่เฟยหลงกำลังจะสื่อ เอาแต่ตักข้าวสวยใส่ปากตัวเอง แก้มเนียนเคี้ยวข้าวตุ้ย ๆ ทำเอาสายตาคมกริบคู่นั้นไม่อาจละสายตาไปทางอื่นได้เลย หมวยไม่รู้เลยว่าเขาต้องการอะไรจากเธอ และไม่รู้เลยว่าอนาคตมันจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง
“ในเมื่อเธอไม่มีเงินจ่ายหนี้ก็ต้องเอาตัวใช้หนี้ เสียตัวให้ฉันไง”
“หมวยก็ให้คุณเฟยหลงไปหมดทุกอย่างแล้วค่ะ ส่วนเรื่องเงินหมวยก็จะทำงานหามาให้”
“อย่าทำหน้าอย่างนั้นสิ เธอลืมมันได้ง่าย ๆ ขนาดนั้นเลยเหรอ” เฟยหลงเอื้อมฝ่ามือมาแตะเบา ๆ ช้อนคางของเธอขึ้นเล็กน้อย
“หมวยไม่ได้คิดจะลืมค่ะ ไหนคุณเฟยหลงบอกแค่นอนด้วยกันก็แยกย้ายไง คุณเฟยหลงไม่เบื่อหมวยบ้างเหรอ”
“เอากันแค่ครั้งเดียว จะให้ฉันเบื่อเธอแล้วเหรอ”
หัวใจดวงน้อยเต้นแรงโครมครามราวกับจะหลุดออกมาจากทรวงอกอิ่ม ทั้งที่พยายามหักห้ามใจตัวเองแล้วแท้ ๆ แต่การกระทำอะไรหลาย ๆ อย่างของเขา มันทำให้หมวยลินคิดเข้าข้างตัวเอง
“คุณเฟยหลงเห็นหมวยเป็นแค่ของเล่นใช่ไหม ถ้าเบื่อเมื่อไหร่ก็จะทิ้งไปง่าย ๆ” น้ำเสียงนุ่มนวลเอื้อนเอ่ยวาจาถามขึ้น ประโยคนั้นทำเอาบรรยากาศภายในห้องดูตึงเครียด
“ฉันจะพูดชัด ๆ เลยแล้วกัน อย่างเธอก็เป็นได้แค่ของเล่นที่ฉันยังไม่เบื่อแค่นั้นแหละ” คำพูดที่ถูกเปล่งออกมาจากกลีบปากหนา เหมือนกลายเป็นของแหลมทิ่มแทงลงกลางใจ ริมฝีปากเม้มเข้าหากันแน่นขึ้น หมวยลินวางช้อนลงบนจานข้าวทันที
มีคำเตือนบอกฉันเอาไว้แล้ว แต่ฉันก็ยังจะรู้สึกกับเขามากกว่าเจ้านายและสาวใช้ ประโยคเมื่อสักครู่ทำเอาฉันพูดอะไรไม่ออก มันจุกในอกจนไม่กล้าสบตากับเขาเลย
“หมวยรู้ตัวเองดีค่ะ หมวยจะพยายามไม่รู้สึกอะไร”
“มันก็ควรเป็นอย่างนั้นอยู่แล้ว ถ้าเธอคิดอะไรก็ควรรู้จักจัดการตัวเองนะ” ริมฝีปากของเธอสั่นระริก ใบหน้าของหมวยลินซีดเผือดด้วยความเสียใจ เธอพยายามระงับความเจ็บปวดที่แล่นเข้าสู่กลางใจ ดวงตากลมโตฉายแววความกดดันเวลาอยู่ใกล้ชิดเขา
อย่ารู้สึกอะไรมากกว่านั้น เพราะสุดท้ายคนที่เจ็บในความสัมพันธ์นี้ก็คือเธอ
"""