คนที่กำลังคบ

1455 Words
“คุณแม่ครับ” “อ้าวกร มาแล้วเหรอลูกแม่กำลังรออยู่เลย” วิภาดาหันกลับมาหาลูกชายก่อนจะยิ้มออกมาและเผื่อแผ่รอยยิ้มใจดีนั้นไปให้นีรนาราที่เดินตามมาข้างหลังด้วยอีกคน “สวัสดีค่ะคุณวิภาดา” “หนูนีนก็มาด้วยเหรอลูก มาๆมานั่งกันก่อนค่ะ” “นี่ของขวัญที่บอสเตรียมให้คุณวิค่ะ นีนไม่ได้เตรียมของขวัญมาให้คุณเลยขอโทษด้วยนะคะ” นีรนารายื่นต้นดอกไม้เล็กๆในมือให้ก่อนจะบอกออกมาอย่างรู้สึกผิดที่ไม่ได้เตรียมอะไรมาให้เจ้าของวันเกิดเลย ปกติเธอไม่ได้มาร่วมงานเลยทำแค่เตรียมของขวัญให้วิกรเอามาเอง พอต้องมาร่วมงานกะทันหันก็เลยหาอะไรไม่ทัน “ขอโทษอะไรกันคะ แค่มาร่วมงานแม่ก็ดีใจแล้วค่ะแล้วเมื่อไหร่จะเลิกเรียกแบบนั้นซะทีบอกให้เรียกแม่ไงคะเรารู้จักกันมาตั้งกี่ปีแล้วเนี่ยทำเป็นห่างเหินไปได้นะ” วิภาดาดุออกมาอย่างไม่จริงจัง เพราะเธอนั้นเอ็นดูนีรนาราเหมือนลูกคนนึงด้วยความที่รู้จักมานาน เลยชื่นชมความเก่งและการวางตัวที่น่ารักมาตลอด “คือ นีนไม่ชินเลยค่ะขอเรียกแบบเดิมเถอะนะคะ” นีรนาราบอกอย่างเกรงใจ ต่อให้ได้รับความเอ็นดูมากขนาดไหนเธอก็ไม่คิดจะข้ามเส้นคำว่าเจ้านายกับลูกจ้างเด็ดขาด “ถ้าไม่เรียกแล้วเมื่อไหร่จะชินล่ะคะ แล้วดูสิทำงานเหนื่อยๆยังจะลากน้องมาเหนื่อยเพิ่มด้วยอีกตากรนี่ใจร้ายกับเลขาจังนะ” “ก็ผมไม่รู้ว่าจะเลือกอะไรให้คุณแม่นี่ครับ เลยต้องขอให้คุณนีนเค้าช่วย” วิกรแก้ตัวยิ้มๆ มองดูความเอ็นดูที่แม่มอบให้เลขาตัวเองที่เห็นมานานหลายปีจนชิน แต่แปลกที่วันนี้รู้สึกว่าน่ารักขึ้นมากกว่าเดิมซะอย่างงั้น “ไม่ลำบากอะไรเลยค่ะคุณวิ ยังไงพรุ่งนี้ก็วันหยุดอยู่แล้วค่ะ” “น่ารักจัง วันนี้แต่งตัวสวยมากเลยนะคะแม่เกือบจำไม่ได้แน่ะ” วิภาดายังคงชมไม่หยุดปาก ไม่ต่างจากสายตาที่มองสำรวจนีรนาราอย่างพอใจจนออกนอกหน้า พาใครๆในงานที่อยู่ใกล้ต่างถือโอกาสจ้องมองคนสวยที่เดินเข้างานมากับวิกรอย่างไม่ต้องแอบอีกต่อไป “ขอบคุณค่ะคุณวิ” นีรนาราเอ่ยขอบคุณออกมาด้วยอาการประหม่ากว่าเดิมเพราะหลายสายตาที่จับจ้องทำให้ไม่ชินสักนิด ได้แต่ข่มความเกร็งเอาไว้แล้วสนใจเพียงแค่บุคคลที่สนทนาอยู่ “คุณวิอีกแล้ว เอาล่ะๆตากรพาน้องไปหาอะไรทานก่อนไปเลิกงานมายังไม่ได้ทานข้าวเย็นเลยใชมั้ยคะ” “ค่ะ แต่ว่าไม่รบกวนบอสดีกว่าค่ะนีนจัดการตัวเองได้” “ได้ไงล่ะคะ พามาก็ต้องดูแลสิไปเร็วตากรมัวแต่นั่งเหม่ออยู่นั่นแหละ” วิภาดาบอกนีรนาราอย่างใจดีก่อนจะหันไปดุลูกชายที่มัวแต่นั่งเฉยอย่างขัดใจ โดยที่ไม่รู้สักนิดว่าอาการเหม่อที่ว่าก็เพราะมัวแต่มองเลขาคนสวยที่แม่ตัวเองชมไม่หยุดปากนั่นแหละ ตลอดเวลาที่มาด้วยกันก็แอบมองอยู่หลายครั้งแต่ก็ไม่กล้ามองตรงๆสักที พอได้โอกาสที่ไม่มีใครมาสนใจตัวเองแบบนี้วิกรก็ไม่อยากพลาด เพราะนีรนาราไม่ได้แต่งตัวแบบนี้ให้ดูทุกวันซะหน่อย “ครับๆ ไปเดี๋ยวนี้เลยครับ” วิกรลุกขึ้นมาตอบรับคนเป็นแม่ยิ้มๆ อยากจะขำออกมาที่แม่ตัวเองเอาแต่ดุแล้วไปเอาใจนีรนาราแทน เหมือนแม่จะสลับตำแหน่งให้ยังไงก็ไม่รู้ “ตาสบายนะหนูนีน เดี๋ยวแม่ไปหาเพื่อนๆก่อนค่ะ” “ค่ะคุณวิ” “คุณนีนอยากทานอะไรครับ” “เดี๋ยวนีนจัดการเองค่ะบอส ไม่ต้องพาไปก็ได้ค่ะ” นีรนาราบอกอย่างเกรงใจ ถึงจะนอกเวลางานเธอก็ไม่กล้าทำตัวตามสบายกับวิกรอยู่ดี เพราะการอยู่แบบมีขอบเขตชัดเจนทำให้ที่ผ่านมามันราบรื่นดีทุกอย่าง แต่เหมือนว่าขอบเขตนั้นวิกรเองก็อยากทำลายมันทิ้งบ้างเหมือนกัน “ได้ไงครับ เดี๋ยวคุณแม่ก็บ่นผมอีกคุณเป็นลูกตัวจริงนี่นา” “บอสโกรธเหรอคะ” “ล้อเล่นครับ อย่าทำหน้าเครียดแบบนั้นสิวันนี้คุณนีนยังไม่ยิ้มเลยนะ” วิกรรีบบอกเมื่อเห็นสีหน้ากังวลของนีรนารา อุตส่าห์จะล้อเล่นก็ดันล้อเล่นกับคนที่จริงจังตลอดเวลาซะอีก “ปกติก็ไม่ได้ยิ้มนะคะ” “แปลกจัง อยู่ดีๆก็อยากเห็นคุณนีนยิ้ม” จบประโยคนั้นรอบข้างก็เงียบกริบราวกับทั้งคู่ไม่ได้ยินเสียงอะไรในงานอีกเลย พอเห็นนีรนาราเฉยใส่วิกรก็พลอยทำตัวไม่ถูกไปด้วยอีกคน และก่อนที่จะกระอักกระอ่วนกันไปมากกว่านี้นีรนาราก็เปลี่ยนเรื่องทันที “บอสอยากทานอะไรคะ เดี๋ยวไปตักมาให้” “ไปด้วยกันดีกว่าครับ” วิกรรีบเดินนำหน้าเมื่อรู้สึกว่าวันนี้ตัวเองล้อเล่นมากไปหน่อย แถมยังไม่ได้ช่วยให้บรรยากาศผ่อนคลายลงสักนิดเดียว ระหว่างทางก็ต้องหยุดทักทายคนรู้จักเป็นระยะซึ่งส่วนใหญ่ก็เป็นเหล่าเพื่อนๆของพ่อแม่ที่สนิทกันทั้งนั้น มีคนในวงการธุรกิจที่สนิทกันบ้างแต่ก็ไม่เยอะเพราะไม่ได้จัดงานใหญ่อะไร ครอบครัวของวิกรค่อนข้างเรียบง่ายเน้นความสัมพันธ์ที่จริงใจต่อกันมากกว่าจะใช้ชีวิตหรูหราในสังคมจอมปลอม เป็นข้อดีที่ทำให้เจอแต่มิตรภาพที่แน่นแฟ้นและยาวนาน อาจไม่ได้ทำให้ธุรกิจพุ่งทะยานรวดเร็วแต่กลับค่อยๆเติบโตด้วยรากฐานที่แข็งแรงและยากจะโค่นล้ม สิ่งเดียวที่ทำให้วิกรอึดอัดใจได้ก็คงเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับตัวเองล้วนๆ อย่างเช่นตอนนี้ที่เห็นคนเป็นแม่เดินเข้ามาหาด้วยสีหน้ายิ้มแย้มเกินปกติ วิกรที่กำลังทานอาหารก็พลันอิ่มขึ้นมาจนต้องวางช้อนลง นีรนาราที่นั่งอยู่ตรงข้ามเงยมองสีหน้าเบื่อหน่ายของบอสตัวเองด้วยความแปลกใจ ก่อนจะเข้าใจได้ทันทีที่ได้ยินประโยคคุ้นๆจากวิภาดา เพราะไม่ว่าจะไปร่วมงานเลี้ยงที่ไหนด้วยกันเธอก็มักได้ยินประโยคนี้จนชินและก็จะเห็นสีหน้าแบบเดียวกันนี้ของวิกรเช่นกัน “กร ไปกับแม่หน่อยลูก” “ไปไหนครับ” วิกรแกล้งถามทั้งที่รู้อยู่เต็มอกว่าประโยคถัดไปของคนเป็นแม่คืออะไร “แม่มีคนอยากให้รู้จักหน่อยค่ะ ลูกเพื่อนแม่เอง” “ไม่ครับ ผมรู้ว่าคุณแม่จะทำอะไร” “ตากร อย่าดื้อกับแม่นะ นี่ลูกอายุเท่าไหร่แล้วยังไม่มีแฟนซักที กว่าจะได้แต่งงานมีหลานให้แม่น่ะเมื่อไหร่ห้ะ” แล้วก็เป็นเหมือนเดิมที่วิภาดาจะตัดพ้อลูกชายตัวเองออกมาด้วยสีหน้าเสียใจซะเต็มประดา แต่แทนที่วิกรจะรู้สึกผิดและสงสารกลับตอบออกมาด้วยสีหน้าเรียบเฉยด้วยประโยคที่คนเป็นแม่ฟังแล้วหัวร้อนได้ทันที “ลูกนะครับไม่ใช่แมวจะได้มีง่ายๆ” “พูดแบบนี้มากี่ปีแล้ว ถึงตอนนั้นแม่คงตายไปก่อนพอดี ไม่ต้องมาบ่ายเบี่ยงเลยมากับแม่เดี๋ยวนี้ ยังไงวันนี้ก็ต้องรู้จักกันไว้ก่อน” และไม้ตายสุดท้ายคือเอาความเป็นความตายมาขู่จนวิกรต้องจำยอมเหมือนเคย ผิดที่วันนี้วิกรย้อนกลับด้วยไพ่ที่เหนือกว่าอย่างที่ใครก็คาดไม่ถึง “ไม่ครับ เพราะผมมีแฟนอยู่แล้ว” “อะไรนะ” วิภาดาถึงกับถามย้ำทรุดตัวลงนั่งใกล้ๆลูกชายและจ้องมองราวกับวิกรเป็นสิ่งแปลกประหลาดที่ไม่เคยเห็นมาก่อน ไม่ต่างอะไรจากนีรนาราที่เงยหน้ามองบอสตัวเองตาค้าง แขกในงานที่อยู่ใกล้พอจะได้ยินการสนทนาก็พลอยหูผึ่งและหันมามองด้วยความสนใจทันที แทนที่จะกดดันวิกรกลับยิ้มออกมาด้วยท่าทีสบายๆราวกับกำลังพูดเรื่องแสนธรรมดา ก่อนจะอธิบายเพิ่มให้ทุกคนอยากรู้ยิ่งกว่าเดิม “ผมเพิ่งจะลองคบกับใครคนนึงอยู่ครับ กะว่าอีกนิดจะบอกคุณแม่งั้นบอกตอนนี้เลยก็ได้ครับ” “นี่ลูกมีแฟนเหรอ ใครคะ”
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD