น้ำเสียงกวนประสาทตามสไตล์กลับมาทันทีที่แผ่นหลังของไข่มุกลับสายตาไป สิงห์ขยับก้าวเข้ามาใกล้ใบชาที่ยังคงยืนนิ่งตกอยู่ในภวังค์ความคิด
แววตาของเขาที่ซ่อนอยู่ภายใต้คราบเขม่ามอมแมมจ้องมองใบหน้าหวานที่ตอนนี้ดูหม่นหมองลงอย่างเห็นได้ชัด
“อย่ามาล้อเล่นนะพี่สิงห์ ตอนนี้ชาไม่มีอารมณ์จะเล่น คนยิ่งคิดไม่ตกอยู่ด้วย”
ใบชาตัดบทเสียงแผ่วโดยไม่แม้แต่จะเงยหน้าขึ้นมองเขา เธอหมุนตัวแล้วเดินเลี่ยงออกไปทางสวนชาด้วยท่าทางเหม่อลอย
แผ่นหลังบางที่ดูบอบบางอยู่แล้วกลับดูอ้างว้างและแบกรับเรื่องราวไว้จนไหล่ลู่ลง สิงห์มองตามร่างเล็กนั้นไปจนสุดสายตา ก่อนจะหันไปทางส้มป่อยที่ยืนมองตามคุณหนูของตัวเองด้วยสายตาเศร้าสร้อยไม่แพ้กัน
“คุณหนูของส้มป่อยเขาไปทำอะไรให้แม่เลี้ยงกับลูกสาวแม่เลี้ยงไว้นักหนาเหรอ ทำไมสองคนนั้นถึงดูเกลียดใบชาขนาดนั้น”
“เฮ้อ! มันไม่ใช่เรื่องที่ใครทำอะไรให้ใครหรอกค่ะนายช่าง” ส้มป่อยถอนหายใจยาวพลางเช็ดมือกับผ้ากันเปื้อน
“มันเป็นเรื่องของความอิจฉาล้วนๆ ค่ะ ตั้งแต่พ่อคุณหนูจากไป คุณอรกับคุณไข่มุกก็พยายามจะกดคุณหนูให้ต่ำลงทุกอย่าง ทั้งที่ไร่นี้เป็นมรดกที่พ่อแม่คุณหนูร่วมกันสร้างมากับมือ”
ส้มป่อยเริ่มพรั่งพรูเรื่องราวที่อัดอั้นมานานให้ชายหนุ่มตรงหน้าฟังอย่างหมดเปลือก
“คุณพ่อใบชาไม่ได้ทำพินัยกรรมไว้เหรอ ท่านน่าจะรอบคอบพอที่จะปกป้องลูกสาวเพียงคนเดียวของตัวเองนะ” สิงห์ถามหยั่งเชิง น้ำเสียงของเขาเริ่มเปลี่ยนเป็นจริงจังอย่างเห็นได้ชัด
“ก็เพราะเรื่องพินัยกรรมนี่แหละคะ ที่ทำให้คุณหนูต้องตกอยู่ในสภาพมืดแปดด้านแบบนี้” ส้มป่อยลดเสียงลงพลางชะโงกหน้าเข้ามาใกล้
“ในพินัยกรรมระบุว่าคุณหนูจะได้ครอบครองไร่สิงขรและได้เงินไปเรียนต่อ ก็ต่อเมื่อ ‘แต่งงาน’ เท่านั้น และในระหว่างที่ยังไม่แต่งงาน อำนาจการตัดสินใจและผลประโยชน์ทั้งหมดจะตกอยู่ในมือคุณอรในฐานะผู้จัดการมรดก”
“พินัยกรรมบ้าอะไรเนี่ย แล้วคุณหนูของส้มป่อยยอมเหรอ” สิงห์ขบกรามแน่นจนเป็นสันนูน แผนการตื้นๆ ของพวกคนโลภทำให้เขารู้สึกสะอิดสะเอียนอย่างบอกไม่ถูก
“ตอนนั้นคุณหนูยังเด็กค่ะ…แต่ส้มป่อยว่ามันแปลกๆ เพราะคุณอิงอรไม่ยอมเอาพินัยกรรมฉบับจริงออกมาให้ใครเห็นเลยสักครั้ง” ส้มป่อยมองซ้ายมองขวาก่อนจะกระซิบต่อ
“ส้มป่อยว่า ที่แม่เลี้ยงใช้เรื่องนี้มาเป็นข้ออ้าง ก็เพื่อบังคับให้คุณหนูแต่งงานเพื่อผลประโยชน์ของตัวเอง แล้วคนที่แม่เลี้ยงจะประเคนคุณหนูให้ ก็คือคุณไม้ ลูกชายพ่อเลี้ยงเลิศ รายนั้นน่ะทั้งเจ้าชู้ ทั้งหน้าไหว้หลังหลอก!”
ภาพเหตุการณ์ที่ร้านเหล้าในวันที่สิงห์เจอกักไม้ย้อนกลับเข้ามาในหัวทันที เพียงแค่นึกถึงท่าทางหยาบโลนของผู้ชายคนนั้น เขาก็รู้ได้ทันทีว่าหมอนั่นไม่มีสิทธิ์แม้แต่จะแตะต้องปลายเล็บของใบชา
ชื่อของ ไม้ อิงอรและไข่มุก ถูกบันทึกไว้ในบัญชีดำของ ‘สิงห์ เตชะวรกุล’ เรียบร้อยแล้ว
“คุณหนูเธอสอบติดมหาวิทยาลัยที่กรุงเทพฯ ก็ยังไม่รู้ว่าจะได้ไปเรียนหรือเปล่า ส้มป่อยสงสารคุณหนูจับใจค่ะ เธอเหมือนตัวคนเดียวในบ้านหลังนี้ ทั้งที่มันคือบ้านของเธอแท้ๆ”
สิงห์รับฟังทุกคำบอกเล่าด้วยสีหน้าที่เรียบเฉย ทว่ามือแกร่งที่ซ่อนอยู่ในกระเป๋ากางเกงกลับกำแน่นจนเส้นเลือดปูด ความคิดที่จะจัดการบางอย่างเริ่มแล่นพล่านอยู่ในหัวอย่างรวดเร็ว
“งานเลี้ยงคืนนี้ เขาจะจับคู่ให้จริงๆ ใช่ไหม?” สิงห์ถามย้ำ แววตาคมกริบเย็นเยียบลงจนส้มป่อยรู้สึกขนลุก
“ใช่ค่ะ เห็นคนงานในไร่พ่อเลี้ยงเลิศซุบซิบกันว่า คุณไม้เตรียมแหวนหมั้นไว้ด้วยนะคะนายช่าง!”
‘หมั้นเหรอ ข้ามศพไอ้สิงห์ไปก่อนเถอะ’
สิงห์ประกาศกร้าวในใจ พลางทอดสายตามองไปยังทิศทางที่ใบชาเดินหายไปอีกครั้ง
-น้ำตกท้ายไร่สิงขร-
เสียงสายน้ำที่ตกลงกระทบโขดหินดังซ่ากระจายไปทั่วบริเวณ ทว่ามันกลับไม่สามารถกลบเสียงพึมพำในใจของคนที่นั่งเหม่อลอยอยู่โขดหินได้
ใบชานั่งกอดเข่ามองกระแสน้ำที่ไหลไปตามทาง แววตาคู่สวยสะท้อนถึงความหนักใจที่แบกรับไว้คนเดียวมาตลอดหลายปี
สิงห์เดินฝ่าแนวป่าละเมาะและดงไม้ครึ้มมาตามคำบอกเล่าของคนงาน จนกระทั่งมาถึงบริเวณน้ำตกท้ายไร่ ใบหน้าคมที่ยังมีคราบเขม่าจางๆ ติดอยู่กวาดมองไปรอบๆ ก่อนจะหยุดนิ่งเมื่อเห็นแผ่นหลังบางที่คุ้นตา
เขาสาวเท้าก้าวเข้าไปหาเธออย่างเงียบๆ ทว่ากิ่งไม้แห้งที่เหยียบจนหักดัง กร๊อบ! ก็ทำเอาคนตัวเล็กได้สติกลับคืนมา
“ส้มป่อยเหรอ บอกว่าขออยู่คนเดียวไง”
ใบชาพูดยังไม่ทันจบประโยคดีตอนที่หันมามอง แต่แล้วดวงตากลมโตก็ต้องเบิกกว้างเมื่อเห็นว่าเป็นใคร
“พี่สิงห์ รู้ได้ไงคะว่าชาอยู่ที่นี่”
“คนงานเขาบอกว่าคุณหนูหายตัวไป พี่เลยอาสามาตาม กลัวจะแอบมานั่งร้องไห้ขี้มูกโป่งคนเดียว” สิงห์แกล้งหยอกล้อตามนิสัย พลางถือวิสาสะทรุดตัวลงนั่งบนโขดหินข้างๆ เธอทันทีโดยไม่รอคำอนุญาต
“ใครร้องไห้! ชาแค่มานั่งเล่นเฉยๆ”
ใบชารีบเบือนหน้าหนีพลางใช้หลังมือเช็ดหางตาที่รื้นน้ำมันวาวอย่างรวดเร็ว เธอพยายามกล้ำกลืนความอ่อนแอลงคอไปให้หมด ก่อนจะแสร้งเปลี่ยนเรื่องเมื่อเห็นสภาพคนตรงหน้า
“แล้วนั่น ซ่อมรถอีท่าไหนถึงได้มอมแมมขนาดนี้ล่ะคะ”
“เลอะเหรอ เช็ดให้พี่หน่อย”
สิงห์ไม่พูดเปล่า เขายืนหน้าเข้าไปใกล้จนลมหายใจอุ่นๆ รินรดอยู่ที่ข้างแก้มใส คนตัวเล็กถึงกับใจสั่นระรัว เธอรีบเอนหลังหนีแต่กลับติดโขดหินใหญ่จนไร้ทางเลี่ยง
“ทำเปื้อนเอง ก็เช็ดเองสิคะ”
“นะชา เช็ดให้พี่หน่อย พี่มองไม่เห็น”
น้ำเสียงที่เคยยียวนกลับเปลี่ยนเป็นออดอ้อนอย่างที่เธอไม่เคยได้ยินมาก่อน สิงห์นิ่งค้างใบหน้าไว้ในระยะที่จมูกแทบจะชนกัน แววตาคมจับจ้องอยู่ที่ริมฝีปากอวบอิ่มอย่างจดจ่อ จนใบชาต้องเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ให้กับสายตาคู่นั้น
“อยู่นิ่งๆ สิคะ เดี๋ยวก็เลอะกว่าเดิมหรอก”
เธอถอนหายใจแผ่วเบาพลางหยิบผ้าเช็ดหน้าผืนสะอาดออกมาจากกระเป๋าเสื้อ สองมือน้อยๆ สั่นเทาขณะที่ค่อยๆ บรรจงเช็ดคราบเขม่าดำบนแก้มสากอย่างเบามือ
“พี่ก็นิ่งอยู่นี่ไง มีแต่ใจชานั่นแหละที่สั่น”
“พี่สิงห์! ปล่อยนะ ใครใจสั่น ไม่มีสักหน่อย”
ใบชาเถียงเสียงตะกุกตะกัก พยายามจะถอยห่าง ทว่ากลับถูกวงแขนแกร่งตวัดโอบเอวบางไว้หลวมๆ
สิงห์กระซิบเสียงผะแผ่วพลางคว้าข้อมือบางข้างที่กำลังเช็ดหน้าให้เขาเอาไว้แน่น เขาออกแรงดึงเพียงนิดให้เธอขยับเข้ามาจนแผ่นอกกว้างปะทะกับความนุ่มนิ่มของคนตัวเล็ก
แรงดึงดูดจากพี่สิงห์ ทำให้ใบชาเผลอหยุดลมหายใจไปชั่วขณะ ดวงตาคู่สวยสั่นระริกเมื่อต้องสบกับแววตาจริงจังของคนตรงหน้าในระยะประชิด
“ชา…ชาอยากออกไปจากไร่นี้ไหม”