EP.13 คนนิสัยไม่ดี

1653 Words
สิงห์เดินกลับมายังห้องพักของตัวเองด้วยท่าทีผ่อนคลาย ทว่าดวงตาคมกริบกลับฉายแววเจ้าแผนการบางอย่าง เขาทิ้งตัวลงนั่งบนเตียงไม้พลางยกมือขึ้นแตะริมฝีปากตัวเองเบาๆ กลิ่นแป้งเด็กและรสจูบหวานล้ำจากคนตัวเล็กยังคงติดอยู่ที่ปลายจมูกและปลายลิ้น มันหวานละมุนจนคนอย่างเขารู้สึกโหยหาจนแทบคลั่ง และแน่นอนว่าคนอย่าง 'สิงห์' เมื่อถูกใจอะไรแล้ว เขาไม่มีวันปล่อยให้หลุดมือไปง่ายๆ ชายหนุ่มหยิบโทรศัพท์มือถือเครื่องหรูออกมาจากกระเป๋ากางเกง ก่อนจะต่อสายหาลูกน้องคนสนิทที่เป็นมากกว่าแค่คนรับใช้ เพราะเจตคือลูกของแม่นมที่เติบโตมาด้วยกันราวกับพี่น้อง “เจต ฉันมีเรื่องให้แกทำ” น้ำเสียงของเขาเปลี่ยนเป็นจริงจัง ต่างจากนายช่างขี้เล่นเมื่อครู่ราวกับคนละคน สิงห์จุดบุหรี่ขึ้นมาคาบไว้ในปาก แววตาเจ้าเล่ห์ประกายวาบขึ้นท่ามกลางความมืด “สั่งคนของเรากว้านซื้ออะไหล่มอเตอร์ไซค์รุ่นที่ฉันขับอยู่ เอาให้หมดทั้งอำเภอแม่จัน ร้านไหนมีซาก มีของใหม่ หรือมีแม้แต่สกรูตัวเดียว แกเหมามาให้เกลี้ยง อย่าให้เหลือตกถึงมือคนอื่นเด็ดขาด” “อะไรนะครับนาย! นายจะเอาไปทำอะไรเยอะแยะครับนั่น” ปลายสายถามกลับด้วยความงุนงงกับคำสั่งพิลึกพิลั่นของเจ้านาย “อย่าถามมาก สรุปสั้นๆ คือพรุ่งนี้เช้า ฉันต้องหาอะไหล่ไม่ได้ และรถของฉันต้องซ่อมไม่เสร็จเข้าใจไหม?” “อ๋อออ เข้าใจแล้วครับนาย แผนล้อมรั้วกินเหยื่อนี่เอง ได้ครับ ผมจะจัดการให้เกลี้ยงอำเภอภายในคืนนี้เลย” แต่ก่อนที่เจตจะวางสายไปทำตามคำสั่ง ก็อดไม่ได้ที่จะแซวเจ้านายที่สนิทกันมาตั้งแต่ตีนเท่าฝาหอยตามประสานิสัยส่วนตัว “ว่าแต่…นายไปติดใจสาวบ้านไหนเข้าครับ ถึงได้ลงทุนทำเรื่องไร้สาระให้เป็นเรื่องใหญ่ขนาดนี้” “ไอ้เจต!” “ครับนาย รับทราบครับ” เจตรีบวางสายไปก่อนที่จะโดนหักเงินเดือน หลังจากวางสาย สิงห์พ่นควันบุหรี่สีขาวหม่นออกมาอย่างช้าๆ ก่อนจะทอดสายตามองไปยังเรือนไม้หลังเล็กที่อยู่ห่างออกไป มุมปากหยักยกยิ้มอย่างหมายมั่นปั้นมือ “คิดว่าพี่จะออกจากไร่ไปง่ายๆ เหรอ คิดผิดแล้วสาวน้อย” เช้าวันใหม่ในไร่สิงขรเริ่มต้นด้วยแสงแดดอ่อนๆ ที่ทอแสงเหนือยอดดอย อากาศในเดือนมีนาคมช่วงเช้ามืดเช่นนี้ยังพอมีลมเย็นๆ พัดผ่านให้รู้สึกสดชื่น ไม่ได้หนาวจัดจนต้องสวมเสื้อไหมพรมหนาเตอะอย่างสองเดือนก่อน ใบชาขยับตัวตื่นเร็วกว่าปกติด้วยความรู้สึกที่บรรยายไม่ถูก เธอรีบจัดการอาบน้ำแต่งตัว สวมเสื้อยืดสีขาวทับด้วยเสื้อคลุมคาร์ดิแกนตัวบางพอให้กันลมเย็นยามเช้าได้ คนตัวเล็กมัดผมรวบตึงเป็นหางม้ายืนสำรวจความเรียบร้อยของตัวเองหน้ากระจก ทว่าตอนนี้ในหัวเธอกลับมีแต่ภาพใบหน้าเจ้าเล่ห์ของพี่สิงห์จอมกวนวนเวียนอยู่ไม่เลิก เธอเดินออกไปที่โรงอาหารของคนงาน แต่สายตาเจ้ากรรมกลับคอยแต่จะชะเง้อชะแง้ มองลอดผ่านแนวต้นไม้ไปยังโรงรถที่อยู่ถัดไป เมื่อเห็นเพียงความว่างเปล่าและไร้เงาของมอเตอร์ไซค์ที่เคยจอดเด่นอยู่ หัวใจที่เคยเต้นรัวด้วยความหวังเมื่อครู่ก็พลันร่วงหล่นลงมาอยู่ที่ตาตุ่ม ความรู้สึกหน่วงๆ แล่นพล่านขึ้นมาจุกที่ลำคอจนเธอต้องเม้มปากแน่น “ไม่คิดจะลากันสักคำ คนนิสัยไม่ดี ชิ!” เธอสะบัดหน้าหนีพลางพึมพำกับตัวเองเสียงเบาด้วยความงอน ใจหนึ่งก็อยากให้เขาไปให้พ้นๆ ตามที่ปากพูด แต่อีกใจก็เจ็บจี๊ดขึ้นมาเอาเสียดื้อๆ “มาทางไหนก็ไปทางนั้นเลยไป๊! อย่ากลับมาให้เห็นหน้าอีกนะคนใจร้าย!” ใบชาแสร้งพูดเพื่อกลบเกลื่อนความวูบโหวงในใจ พยายามบอกตัวเองว่าดีใจนักหนาที่คนวุ่นวายไปพ้นทางเสียที เธอเดินไปหยิบแก้วน้ำขิงอุ่นๆ มาถือไว้ แต่ก็ยังชะโงกหน้ามองไปทางโรงรถจนตัวโก่ง “คุณหนูคะ! ระวังคอจะเคล็ดเอาได้นะคะนั่น” เสียงของส้มป่อยดังขึ้นจากทางด้านหลังทำเอาใบชาสะดุ้งจนน้ำขิงเกือบหก เธอรีบปั้นหน้านิ่งแล้วหันกลับมามองลูกน้องคนสนิทที่ยืนกอดอกยิ้มกริ่มอยู่ “ส้มป่อย ตกอกตกใจหมด” “ก็แหม ส้มป่อยเห็นคุณหนูชะเง้อมองโรงรถตั้งนานสองนาน สรุปมองหาใครหรือเปล่าคะ? ถ้ามองหานายช่างสิงห์ล่ะก็ เห็นลุงมั่นบอกว่าเขายังไม่ได้ไปไหนหรอกค่ะ” “ใครมองหาเขา! ชาแค่...ดูว่ารถขยะมาเก็บหรือยังต่างหาก” ใบชาแก้ตัวเสียงหลงพลางรีบหลบสายตา ทว่าสีระเรื่อที่ลามจากพวงแก้มไปจนถึงใบหูกลับประจานความลับในใจเสียจนหมดเปลือก จนส้มป่อยต้องแอบอมยิ้มที่เห็นคุณหนูของเธอไปไม่เป็น “รถขยะบ้านไหนจะมาจอดในโรงรถคะคุณหนู” ส้มป่อยหัวเราะคิกคักพลางขยับเข้ามาใกล้ “แต่ก็น่าแปลกนะคะ ลุงมั่นบอกว่าให้ไอ้จ่อยออกไปหาอะไหล่ที่ร้านในตัวอำเภอตั้งแต่เช้ามืด แต่กลับมามือเปล่า บอกว่าไม่มีร้านไหนมีอะไหล่รถรุ่นนี้เหลืออยู่เลยสักร้านเดียว ส้มป่อยล่ะงงจริงๆ มอเตอร์ไซค์โหลๆ แบบนั้น อะไหล่จะขาดตลาดพร้อมกันทั้งอำเภอได้ยังไง” ใบชายกแก้วขึ้นมาจิบ พลางแอบอมยิ้มเล็กๆ ไว้ใต้แก้วน้ำขิง หัวใจดวงน้อยๆ จู่ๆ ก็พองโตขึ้น ‘ปากบอกให้ไป แต่ในใจกลับอยากให้อยู่’ บรรยากาศในโรงอาหารเริ่มคึกคักขึ้น เมื่อคนงานเริ่มทยอยมากินอาหารเช้า ทว่าเสียงฝีเท้าหนักๆ ที่กระแทกลงบนพื้นสลับกับเสียงบ่นพึมพำอย่างหัวเสียก็ดังใกล้เข้ามาพร้อมกัน “ร้อนก็ร้อน! ทำไมฉันต้องมาทำเรื่องไร้สาระแบบนี้แต่เช้าด้วยเนี่ย!” ไข่มุกเดินกระทืบเท้าเข้ามาในโรงอาหารด้วยใบหน้าที่บูดบึ้ง หญิงสาวในชุดสีสันจัดจ้านที่ดูขัดกับบรรยากาศไร่ชาในยามเช้ากอดอกแน่น ดวงตาที่แต่งแต้มมาอย่างจัดเต็มเกินอายุตวัดมองใบชาอย่างไม่สบอารมณ์ เธอหงุดหงิดที่โดนแม่ปลุกขึ้นมาแต่เช้าตรู่ “อ้าว คุณไข่มุก มีอะไรหรือเปล่าคะ ทำไมเดินมาหน้าเหมือนคนขาดน้ำเชียว” ส้มป่อยทักขึ้นตามมารยาท แต่ก็ไม่วายที่จะเหน็บไปหนึ่งที “อีส้มป่อย แกว่าฉันหน้าเหี่ยวเหรอ อีบ้า!” ไข่มุกแว้ดเสียงใส่ส้มป่อย ก่อนจะหันมาทางใบชาที่ยังถือแก้วน้ำขิงจิบอยู่ “นี่ยัยชาเน่า! แม่ให้มาบอกว่า วันนี้แต่งตัวให้มันดูดีหน่อยนะ เย็นนี้จะมีงานเลี้ยงที่บ้านพ่อเลี้ยงเลิศ” “งานเลี้ยงอะไรไข่มุก?” ใบชาขมวดคิ้วมุ่นทันที ความรู้สึกพองโตเมื่อครู่แฟบลงในพริบตา “ก็งานเลี้ยงฉลองที่พี่ไม้เขาได้เลื่อนตำแหน่งไงล่ะ พ่อเลี้ยงเลิศเขาจัดใหญ่โตเชิญคนทั้งตำบล แล้วแม่ก็กำชับหนักกำชับหนาว่าแกต้องไป” ไข่มุกจีบปากจีบคอพูดพลางมองค้อน เธอรู้ว่างานคืนนี้เรื่องไม้เลื่อนตำแหน่งเป็นเพียงแค่ข้ออ้าง ความจริงคือแม่เธอตั้งใจจับใบชาใส่พานไปประเคนให้ไม้ถึงที่ต่างหาก นั้นเป็นหนึ่งเหตุผลที่ทำไมไข่มุกถึงได้หน้าเป็นตูดตั้งแต่เช้า “ฉันไม่ไป ฉันยังไม่ได้ตกลงสักคำ” ใบชาตอบกลับทันควัน เธอไม่คิดว่าอิงอรจะรวบรัดตัดตอนกันถึงขนาดนี้ “ไม่ไปก็ไปบอกแม่เองสิ! ฉันหมดหน้าที่แล้ว เสียเวลาชะมัด!” ไข่มุกสะบัดหน้าเตรียมจะเดินกลับไปทางเรือนใหญ่ด้วยท่าทางกะฟัดกะเฟียด ทว่าเพียงแค่หมุนตัวกลับ เธอก็ต้องชะงักเมื่อปะทะเข้ากับร่างสูงใหญ่กำยำที่เดินออกมาจากมุมหนึ่งของโรงอาหารพอดี สิงห์ในสภาพที่ดูมอมแมมกว่าคืนก่อนหลายเท่า ใบหน้าหล่อของเขาถูกแต้มไปด้วยคราบเขม่าสีดำและรอยจาระบีเป็นปื้นใหญ่จนแทบมองไม่ออกว่าหน้าตาจริงๆ เป็นอย่างไร เสื้อยืดสีเข้มเปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อและคราบน้ำมันเครื่องราวกับเป็นคนงานในไร่ทั่วไป สิงห์ได้ยินทุกถ้อยคำที่ไข่มุกตะคอกใส่ใบชา และเรื่องงานเลี้ยงที่จะเกิดขึ้นคืนนี้ “อี๊! ไอ้บ้าที่ไหนเนี่ย สกปรกชะมัด เดินไม่ดูตาม้าตาเรือเลยหรือไง” ไข่มุกอุทานลั่นพลางกระโดดเหยงถอยหลังหนีด้วยความขยะแขยง เธอรีบยกมือขึ้นปิดจมูกพลางมองชายหนุ่มตรงหน้าด้วยสายตาดูถูกเหยียดหยาม “ขอโทษครับ พอดีผมรีบไปซ่อมรถ” สิงห์ก้มหัวลงเล็กน้อยทำทีเป็นขอโทษแบบคนงานผู้ต้อยต่ำ “คนงานทำไมมันดูซกมกขนาดนี้ แม่ปล่อยให้เข้ามาทำงานในไร่ได้ยังไง” ไข่มุกบ่นกระปอดกระแปดพลางสะบัดชายกระโปรงหนี “หลบไปสิ! อย่าให้คราบน้ำมันเน่าๆ มาโดนชุดฉันนะ ยิ่งอารมณ์เสียอยู่ด้วย” สิงห์เบี่ยงตัวหลบให้ทางอย่างว่าง่าย ไข่มุกจึงเดินกระทืบเท้าจากไปพร้อมกับเสียงบ่นที่ดังระงม เขาค่อยๆ เงยหน้าขึ้นพลางใช้หลังมือเช็ดคราบเขม่าบนแก้มออกลวกๆ จนมันยิ่งเลอะไปกันใหญ่ สิงห์หันมาสบตากับใบชาที่ยืนหน้านิ่วคิ้วขมวดมองเขาอย่างจับผิด “มองพี่แบบนี้ อยากจะช่วยพี่เช็ดหน้าเหรอครับคุณหนู?”
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD