บทที่ 2 คนหน้าคุ้น

1473 Words
คล้ายว่าพระเจ้ายังเห็นใจไม่ให้เขาต้องเสียของรัก เพราะสุดท้าย ดนุพลก็วิ่งกระหืดกระหอบมายังโต๊ะอาหารทันภายในสิบนาที แต่อย่างที่บอกว่าน้องชายเขามันเป็นพวกเอาจริงเอาจัง และบ้านเราก็ดันมีธรรมเนียมว่าต้องกินข้าวพร้อมหน้าพร้อมตากันเสียอีก ดังนั้นการที่ไอ้ดลจะหงุดหงิดเพราะเขามาร่วมโต๊ะสาย จนต้องเข้าบริษัทช้าในวันที่มีประชุมแบบนี้จึงไม่ใช่เรื่องแปลกใจอะไร “มึงจะทำหน้าเป็นตูดอะไรขนาดนั้นวะไอ้ดล? เหลือเวลาอีกตั้งครึ่งชั่วโมงกว่าจะถึงเวลานัด ไม่เห็นต้องหงุดหงิดขนาดนั้นเลย” ดนุพลถามน้องชายที่ทำหน้าบูดมาตั้งแต่ออกจากบ้านด้วยน้ำเสียงติดเล่น เพราะหวังจะให้อีกฝ้ายผ่อนคลาย ในขณะที่เรายืนรอลิฟต์บริษัทอยู่ข้าง ๆ กัน แต่แม้ปากจะยังพูดกับน้องชายอยู่แบบนั้น ทว่าสายตาเขากลับจับจ้องไปยังสาว ๆ ที่เดินขวักไขว่กันไปมา ออฟฟิศของพวกเราตั้งอยู่บนห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ ซึ่งเป็นกิจการของครอบครัวเขานี่ละนะ และเพราะตอนนี้เป็นเวลาเปิดห้างแล้ว จึงไม่น่าแปลกใจหากจะแขกมากหน้าหลายตาเข้ามาใช้บริการอย่างที่เห็น เรียกได้ว่า เป็น ‘อาหารตาที่ดี’ สำหรับหนุ่มโสดอย่างดนุพลเลยทีเดียว ทางด้านของดลพัฒน์ที่เห็นท่าทางไม่รู้ร้อนรู้หนาวของพี่ชายซึ่งหันไปมองคนโน้นทีคนนี้ที ก็ได้แต่กลอกตามองบนอย่างเอือมระอา “ก็ใครมันจะไปเอ้อระเหยลอยชายอย่างคุณมึงละครับ ...ถามจริงเหอะ นี่ไม่คิดจะเตรียมตัวก่อนไปคุยงานกับลูกค้าเลยรึไง?” คนอายุน้อยกว่าได้แต่หันไปบ่นพี่ชายแบบปลง ๆ แต่ก็ปล่อยให้คนที่ขยับเข้ามากอดบ่าทำตามใจตัวเองโดยไม่ว่าอะไร ส่วนคนที่ถูกถามก็ทำเพียงยักไหล่ด้วยท่าทางสบาย ๆ “ก็จะให้ซีเรียสไปทำไม เดี๋ยวพอถึงเวลา เลขามึงก็มาบรีฟงานให้อยู่ดี” “ทานโทษนะ... ไอ้ที่มึงใช้งานอยู่น่ะ มันเลขากูเนอะ! แล้วถ้าชีวิตมึงมันต้องพึ่งพาผู้ช่วยขนาดนั้น ทำไมมึงไม่หาคนของตัวเองให้มันรู้แล้วรู้รอดไปเลยวะ?” “กูก็หาอยู่ ฝ่ายบุคคลบอกว่าส่งคนใหม่มาให้กูวันนี้นี่แหละ... แต่มึงก็เห็นว่าเลขาก็อยู่กันยืดซะที่ไหน” “เหอะ! เรื่องนี้มึงไปโทษคนอื่นได้เหรอ? ถ้าไม่ใช่เพราะตัวเองชอบทำตัวกะล่อนหยอดคำหวานไปทั่ว พวกนั้นจะกล้าล้ำเส้นกับมึงหรือไง?” “กูก็แค่เป็นมิตร แต่ก็ไม่ได้คิดจะเอาใครมาเป็นเมียไหมล่ะ!” ดลพัฒน์ได้แต่แค่นหัวเราะกับคำพูดนั้นอย่างนึกขัน เมื่อเห็นพี่ชายหัวร้อนฟึดฟัดกับเรื่องนี้ ก็ใช่อยู่ที่ไอ้นุชอบปากหวาน เหล่สาวไปทั่ว แต่มันก็ไม่ได้มั่วอย่างที่คนอื่นคิด แต่คงเพราะสันดานดันเป็นแบบนี้ เลยมักจะถูกเข้าใจผิดอยู่บ่อย ๆ อย่าว่าแต่คนนอกที่เข้าใจผิดเลย ขนาดพ่อแม่แท้ ๆ ยังคิดเลยว่า ที่ไอ้นุไม่ยอมแต่งงานมีเมีย เพราะอยากเป็นพ่อมาลัยลอยชายไปเรื่อย กระทั่งความแตกตอนที่มันเข้าไปต่อรองเรื่องแต่งงานนั่นแหละ ครอบครัวถึงได้รู้ว่าที่มันไม่ลงหลังปักฐานกับใคร เพราะมันมีนางในใจของมัน แต่ถามว่าเขารู้สึกผิดไหมที่ทำให้มันหงุดหงิดแต่เช้า...ก็ไม่อีกนั่นล่ะ ถือว่าเจ๊าที่ทำให้เขาต้องเสียเวลารอเมื่อเช้าก็แล้วกัน เมื่อคิดได้ดังนั้นดลพัฒน์จึงชิงเดินนำไปขึ้นลิฟต์ในทันที ส่วนคนเป็นพี่ที่ถูกทิ้งไว้ด้านหลังก็ทำได้เพียงบ่นอุบอิบ ก่อนจะเดินตามตูดน้องชายขึ้นลิฟต์ไป “รอด้วยค่ะ!” เสียงใสกังวานที่ตะโกนดังแหวกอากาศเข้ามา ทำเอาดนุพลซึ่งยืนอยู่ใกล้แผงควบคุมที่สุดเผลอขยับมือไปกดเปิดประตูลิฟต์ให้ตามสัญชาตญาณ ร่างบอบบางของหญิงสาวที่แทรกตัวเข้ามาในลิฟต์ ทำเอาชายหนุ่มถึงกับยืนตัวแข็งค้าง ก่อนจะเผลอจับจ้องไปที่คนตรงหน้าอย่างลืมตัว เหมือนมาก... เหมือนมากเลย... เพราะรู้สึกคุ้นเคยกับใบหน้านี้อย่างบอกไม่ถูก ดนุพลที่ไม่รู้ว่าควรจะทำอะไรต่อจึงยืนอึ้งอยู่แบบนั้น เธอดูคล้ายคนในฝันของเขาเมื่อเช้านี้มาก แต่มันจะเป็นไปได้ยังไงกัน? ตอนนั้นเขาตามหา ‘น้องเกล’ จนแทบจะพลิกแผ่นดิน ยังหาไม่เจอเลยด้วยซ้ำ แล้วจู่ ๆ เธอจะโผล่มายืนตรงหน้าเขาได้ยังไง? คนหน้าเหมือนเหรอ? หรือว่าญาติ? หรือเป็นเขาที่จำผิดเองวะเพราะเรื่องมันก็ผ่านมาตั้งยี่สิบปีมาแล้วนี่นา... “ขะ ขอบคุณมากเลยนะคะ” น้ำเสียงหวานใสกับใบหน้าแดงระเรื่อแสนน่ารัก ทำเอาชายวัยกลางคนถึงกับเสียอาการด้วยความประหม่า แต่เมื่อหางตาเหลือบไปเห็นน้องชายที่เลิกคิ้วมองมา จึงรีบปรับท่าทางให้เป็นปกติ “อ่า...ครับ” “คือว่า ถ้ายังไงรบกวนกดชั้น 8 ให้หน่อยได้ไหมคะ?” ทันทีที่ได้ยินประโยคนั้น มือหนาก็ขยับไปกดปุ่มชั้นที่เธอต้องการ ในทันที ก่อนที่ดนุพลจะฉวยจังหวะที่อีกฝ่ายหันหน้าไปยังประตูลิฟต์ ในการแอบลอบมองเธอจากด้านหลัง จะว่าไป...ไอ้ชั้น 8 ที่ว่าเนี่ย มันออฟฟิศบริษัทเขาเองไม่ใช่หรือไง? เพราะตึกนี้ไม่ได้มีความสูงมากมายในระดับที่ต้องใช้เวลาในลิฟต์นานนักหนา เพียงอึดใจเดียว ช่วงเวลาที่ได้อยู่ร่วมกันในลิฟต์แห่งนี้ก็จบลง ดนุพลจ้องตรงไปยังแผ่นหลังบางอย่างหมายมาด พร้อมกับตั้งปณิธานเอาไว้ในใจว่า จะต้องไปสืบหาตัวเธอจากพนักงานบริษัทกว่า สามร้อยชีวิตให้จงได้ แต่ก่อนอื่นเลย... “ไอ้ดล มึงรู้ไหมว่าคนเมื่อกี้นี้ใคร?” ถามไอ้น้องชายก่อนเนี่ยแหละ ง่ายที่สุด! “กูก็ยืนอยู่กับมึง เจอเขาครั้งแรกก็พร้อมมึง แล้วเรื่องแบบนั้นจะไปรู้ได้ยังไง? พนักงานในบริษัทเรามีเป็นร้อย ๆ ใครมันจะไปจำได้ อะไร...อย่าบอกนะว่าพอเจอสาวใหม่ที่ถูกใจ มึงก็เลยเปลี่ยนใจจากน้องเกลสุดที่รักของมึงแล้วอ่ะ?” “ไม่ใช่โว้ย! ว่าแต่มึงไม่คุ้นหน้าคนเมื่อกี้จริง ๆ เหรอวะ กูว่า...” “โทษนะไอ้พี่ชาย แต่เกิดมาจนอายุสามสิบกว่าแล้ว มึงคิดว่าชีวิตพวกเราเจอคนน้อยมากหรือไงวะ? กูคงไม่เสียเวลามานั่งจำหน้าทุกคนที่ผ่านเข้ามาในชีวิตตัวเองหรอก” ถึงจะฟังดูเหมือนถูกเหน็บแนมอยู่เล็ก ๆ แต่ดนุพลก็อดที่จะคล้อยตามคำพูดของน้อยชายไม่ได้ พูดอีกก็ถูกอีก! แต่คนมันอยากรู้ไง เพราะงั้น... “มึงให้เลขามึงไปสืบให้หน่อยดิ ว่าคนเมื่อกี้ชื่ออะไร ทำงานแผนกไหน หรือถ้าขอประวัติมาให้ด้วยได้ยิ่งดี” ดลพัฒน์ถึงกับเบ้หน้าออกมาในทันที เพราะอยู่ดี ๆ ไอ้พี่ชายตัวดีก็หางานมาให้เลขาเขาเพิ่มอีกเสียอย่างนั้น “ก็แล้วทำไมมึงถึงไม่ไปสืบเองวะ? จะมาเดือดร้อนเลขากูทำมะเขือเทศอะไร?” เพราะลิฟต์จอดที่ชั้น 10 ซึ่งเป็นชั้นบนสุดของตึกนี้พอดี คนเป็นน้องจึงรีบสับเท้าหนีไปอย่างว่องไว แต่มีหรือที่ดนุพลจะยอมปล่อยไป เพราะสุดท้ายเขาก็ตามเข้ามาถึงในห้องรองประธาน ซึ่งเป็นที่ทำงานของน้องชายจนได้ “ถ้ากูไปสืบเอง มันก็โจ่งแจ้งไปไง! เดี๋ยวน้องเขาตกใจ... ให้เลขามึงทำให้น่ะดีแล้ว” เจ้าของห้องทำงานถึงกับขมวดคิ้วมุ่น เพราะถ้ามันเอาเลขาเขาไปช่วยทำงาน อันนี้เขาพอจะอนุโลมได้ แต่อันนี้น่ะมันเรื่องส่วนตัวเห็น ๆ เลยไม่ใช่หรือไง? แล้วจะไปรบกวนคนอื่นแบบนั้นได้ยังไงกัน? “เดี๋ยววันนี้เลขาใหม่มึงก็มาแล้ว มึงก็ให้คนของมึงประเดิมงานแรกไปแล้วกัน เรื่องที่มึงชอบหลีหญิง อีกสักพักเลขามึงก็ต้องชินอยู่ดีนั่นแหละนะ เพราะงั้นแค่ให้ไปสืบประวัติผู้หญิงคนเดียว ไม่น่าสงสัยหรอกน่า”
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD