ตึ้ง!
เกวลินที่มีนัดกับเพื่อนในวันหยุดสุดสัปดาห์ เหลือบมองหน้าจอ
มือถือของตัวเองด้วยความแปลกใจ คิ้วเรียวเลิกขึ้นเมื่อเห็นแจ้งเตือนว่ามีข้อความมาจากใคร ก่อนจะหยิบมันมาตอบกลับไป ท่ามกลางความงุนงงของเพื่อนคนอื่น ๆ ที่รู้ว่าหล่อนเป็นคนตอบแชทช้าเสียยิ่งกว่าอะไรดี
[ดนุพล : อย่าลืมเตรียมตัวสำหรับงานการกุศลวันจันทร์ที่จะถึงนี้นะเกล]
[ดนุพล : งานที่โรงแรมปรินซ์พัทยา 2 วัน 1 คืน]
[ดนุพล : อย่าลืมเตรียมชุดสำหรับงานเลี้ยงตอนค่ำมาด้วยนะ]
[เกวลิน : ทราบแล้วค่ะคุณนุ]
[เกวลิน : เกลจะเตรียมตัวให้พร้อม และจะไปให้ถึงบริษัทก่อนเก้าโมงค่ะ]
[ดนุพล : ผมนัดเช้าไปไหม? ไม่สิ...เกลให้ผมไปรับเกลที่หอไหม?]
[ดนุพล : จะได้ไม่ต้องลำบากหอบกระเป๋าเสื้อผ้ามาที่บริษัทด้วย]
[เกวลิน : ไม่เป็นไรเลยค่ะคุณนุ เกลไปได้]
[เกวลิน : รับรองว่าไม่สายแน่นอนค่ะ!]
[ดนุพล : เหรอ? อืม...เอางั้นก็ได้]
เกวลินอดไม่ได้จริง ๆ ที่จะอมยิ้มกับความขี้เป็นห่วงของเจ้านาย เพราะอีกฝ่ายดูกังวลเหลือเกินว่าเธอจะลืมนั่นลืมนี่มาตั้งแต่เมื่อวาน คุณนุเล่นส่งข้อความมาหาเธอตลอด ย้ำเรื่องเดรสโค้ดบ้าง ย้ำเรื่องเวลาออกเดินทางบ้าง ย้ำเรื่องเวลาประมูลบ้าง ทั้งที่ความจริงแล้วคนที่แจ้งกำหนดการพวกนั้นให้เขาทราบคือตัวเธอเองแท้ ๆ
แต่ถามรำคาญเขาไหม? ก็ไม่อีกนั่นแหละ มีเจ้านายใจดีที่คอยใส่ใจกันตลอดแบบนี้ ใครบ้างจะไม่ชอบ ถึงก่อนหน้านี้จะเคยได้ยินมาบ้างว่าเขาเป็นพวกชอบเล่นหูเล่นตากับสาว ๆ แต่จากที่ทำงานกับคุณนุมาสามเดือน
เธอก็ไม่เห็นว่าเขาทำตัวแบบนั้นตอนไหน
สำหรับเกวลินแล้ว ดนุพลเป็นเจ้านายที่ดีกว่าที่คิดเอาไว้ ถึงแม้ภายนอกเขาจะดูเหมือนคนไม่เอาถ่าน ชอบหยอกล้อกับคนนู้นคนนี้ไปเรื่อย (โดยเฉพาะคุณดลกับพี่เอก) แต่แผนงานไหนที่ผ่านมือเขามาแล้วน่ะแทบจะไม่มีคำว่าพลาด! และด้วยความที่เป็นคนสนุกสนาน ชอบคิดอะไรนอกกรอบ เวลาทุกคนเจอทางตันตอนประชุม คุณนุก็จะเป็นคนหาทางออกให้กับทุกปัญหา ไหนจะความสามารถในการเจรจา กับคอนเนคชันที่เยอะจนน่ากลัวนั่นอีก แล้วแบบนี้เธอจะไม่รู้สึกว่าเขาเป็นประธานที่น่านับถือได้ยังไง
“เล่นมือถือไปยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ไปแบบนั้น มันหมายความว่ายังไงยะ
ยัยเกล? นี่พวกเราไม่ได้เจอกันนานจนฉันตกข่าวอะไรไปรึเปล่า?” เอิงเอยที่วันนี้มีนัดกับเพื่อนสนิทซึ่งไม่ได้เจอกันนานหลายเดือนพูดแซวขึ้นมา หลังจากเห็นว่าอีกฝ่ายเอาแต่ก้มหน้าพิมพ์โทรศัพท์
เมษาที่เห็นว่าน้องเล็กของกลุ่มทำหน้าเลิกลัก จึงแกล้งพูดปั่นเข้าไปใหญ่
“นั่นน่ะสิ หรือพอไม่ได้เจอกันนานเข้า น้องน้อยของพวกเราก็หัดมีความลับซะแล้ว?” ไม่พูดเปล่า เพราะหลังจากจบประโยคนั้นเธอก็หันไปหา เพื่อนในกลุ่มอีกคนที่นั่งอยู่ใกล้ ๆ “ยัยรุ้ง ลูกสาวสุดที่รักของแกจะหนีไปมีรักใหม่ แม่ทูนหัวจะไม่ช่วยสแกนหน่อยเหรอ?”
“ให้มันน้อย ๆ หน่อยเถอะเมย์ เกลไม่ได้มีความลับอะไรสักหน่อย!”เพราะถูกเพื่อนรุมแกล้ง หลังจากกดส่งสติกเกอร์ให้เจ้านายเสร็จ เกวลินจึงรีบเก็บโทรศัพท์ลงไปอย่างว่องไว
รุ้งสายที่เปรียบเสมือนพี่ใหญ่ของกลุ่มหรี่ตามองท่าทางนั้นด้วยความคับข้องใจ ก่อนจะถามกลับไปอย่างตรงไปตรงมา “ใช่เหรอเกล?”
แม้ความจริงแล้วพวกเราสี่คนจะอายุเท่ากัน แต่ด้วยความที่เกวลินมีนิสัยขี้อ้อนแบบเด็ก ๆ เลยมักจะถูกคนรอบข้างทรีตเหมือนอายุน้อยกว่าชาวบ้าน แต่เมื่อถูกคนที่ตามใจตัวเองที่สุดอย่างรุ้งสายถามแบบนั้น หญิงสาวก็เกิดร้อนรนขึ้นมา ก่อนจะหันไปแก้ตัวและซบบ่าคนที่นั่งอยู่ข้าง ๆ ทันที
“รุ้ง เกลไม่ได้มีใครจริง ๆ ทุกวันนี้แค่ทำงานอย่างเดียว เกลก็ยุ่งจนหัวหมุนหมดแล้ว”
“งานที่ใหม่หนักมากเหรอ?”
“ถามว่าหนักไหม มันก็หนักแหละ แต่อย่างน้อยเพื่อนที่ทำงานที่นี่ ก็ใจดีกับเกลนะ”
ทางด้านเมษาที่เห็นว่าเรื่องที่ตัวเองสงสัยถูกปัดตกไปอย่างรวดเร็ว เพราะทั้งรุ้งสายและเอิงเอยต่างแพ้ลูกอ้อนของเกวลินกันหมด ก็อดไม่ได้ที่จะพูดขัด
“นี่ยัยเกล! อย่ามาเปลี่ยนเรื่องกันกลางคันอย่างนั้นจะได้ไหม? ยัยรุ้งก็อีกคน อย่าไปคล้อยตามเกลง่าย ๆ แบบนั้นสิ!”
รุ้งสายทำเพียงยักไหล่นิด ๆ เมื่อเห็นยัยคนขี้หงุดหงิดนั่งโวยวายอยู่ที่เก้าอี้ฝั่งตรงข้าม แต่กระนั้นมืออีกข้างหนึ่งของเธอกลับเอื้อมไปลูบผมคนข้าง ๆ เสียอย่างนั้น
“เกลไม่ได้ตั้งใจจะเปลี่ยนเรื่องสักหน่อย แต่มันไม่ได้มีอะไรจริง ๆ
ที่ตอบเมื่อกี้ก็แชทของคุณนุ...หมายถึงท่านประธานน่ะ ถ้าเกลดองแชทเขาแล้วโดนไล่ออกขึ้นมาจะทำยังไง?”
“หื้ม? เจ้านายเกลชื่อ ‘คุณนุ’ เหรอ? แล้วเขานิสัยเป็นยังไงบ้างล่ะ” เอิงเอยหันไปถามเจ้าของเรื่องนั้นด้วยรอยยิ้ม ก่อนจะเลื่อนมือไปหยิกต้นขาของเมษาที่ชอบโวยวายจนเสียเรื่องให้เงียบปากเอาไว้
เล่นไปถามเค้นยัยเกลแบบนั้นมันใช้ได้ที่ไหน? พวกเราคบกันมาตั้ง
กี่ปี ทำอย่างกับไม่รู้จักนิสัยเกวลินไปได้! วิธีแบบนั้นไม่เหมาะที่จะใช้กับเกล
หรอกน่า!
“นิสัยเหรอ? อืม...ก็ใจดี มีน้ำใจ มีความเป็นผู้ใหญ่ เข้ากับคนง่าย เขาไม่เคยดุเกลเลย แถมเวลาเกลสงสัยอะไรหรือไม่เข้าใจตรงไหน คุณนุก็จะคอยสอนให้แบบใจเย็นสุด ๆ”
“เหรอ...”
“อื้ม! เขาไม่ว่าเกลที่ขับรถไม่เป็น แถมยังเป็นคนขับรถให้เกลนั่งอีกต่างหาก เวลาออกไปทำธุระข้างนอก หรือพบลูกค้าเสร็จเขาก็ชอบพาเกลไปกินข้าวมันไก่ แถมยังสั่งชานมไข่มุกมาเลี้ยงบ่อยมาก เมื่อกี้คุณนุก็ทักมาเตือนเกลว่าอย่าลืมเตรียมชุดออกงาน แถมยังบอกว่าจะมารับเกลที่หอด้วย แต่เกลเกรงใจเลยปฏิเสธไป” เกวลินพูดไปก็ยิ้มไปอย่างไม่รู้ตัว เมื่อสมองดันเผลอไปนึกถึงคนที่คอยห่วงใยกันเสมอ แม้ในเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่เธอไม่ค่อยสนใจ
สามสาวที่ฟังเรื่องของเพื่อนก็เริ่มรู้สึกตงิด ๆ กับสิ่งที่ได้ยิน ก่อนจะหันไปสบตากันเองเมื่อเซนส์ของพวกเธอเริ่มทำงานขึ้นมาอย่างฉับไว เพราะแต่ไหนแต่ไรมาเกวลินก็เป็นพวกความรู้สึกช้ามาตลอด ดูเหมือนเธอจะไม่รู้ตัวเลยสักนิด ว่าสิ่งที่คุณนุอะไรนั่นทำ มันไม่ใช่สิ่งที่เจ้านายทำกับลูกน้องตามปกติ
เรื่องใจดีกับใจเย็นอันนี้พอเข้าใจ แต่เรื่องขับรถให้ แถมยังมาตามเป็นห่วงสารพัดบอกเลยว่าเกินเบอร์ไปมาก! นี่ถ้าไม่รู้มาก่อนว่าเกวลินเป็นเลขา แล้วอีตาคุณนุอะไรนั่นเป็นประธาน พวกเธอคงเผลอคิดว่าสองคนนี้สลับตำแหน่งกันไปแล้วแหง ๆ!
“แล้วคุณนุของเกลนี่ เขามีแฟนรึยัง?”
เพราะดูทรงไม่แคล้วเข้ามาจีบแน่ ๆ เครื่องสแกนอย่างรุ้งสายจึงทำงานอย่างว่องไว เธอไม่ได้หวงเพื่อนไม่อยากให้มีแฟน แต่ถ้าเฮงซวยแบบ ‘ไอ้พี่ชิน’ แฟนเก่านั่นก็ไม่ไหว ไหนจะเรื่องที่ว่าอีกฝ่ายเป็นเจ้านายอีก ถ้าเกิดอะไรขึ้นมาจริง ๆ มันอาจจะกระทบเรื่องงานของยัยเกลก็ได้
“คุณนุเขาเป็นพ่อม่ายน่ะรุ้ง ดูเหมือนภรรยาเขาจะเสียหลังจากแต่งงานกันได้ไม่นาน แต่เรื่องนี้เกลก็ไม่ค่อยรู้รายละเอียดหรอกนะ เพราะไม่เห็นมีใครพูดถึงเท่าไหร่” เกวลินเล่าเรื่องนี้ให้ฟังเท่าที่ตัวเองรู้ ก่อนจะจับสังเกตได้ว่าเพื่อน ๆ ที่สนิทจนเกือบจะเป็นครอบครัวกำลังเป็นห่วงเรื่องอะไร “ที่รุ้งถามแบบนี้เพราะคิดว่าคุณนุเขาจะจีบเกลเหรอ?”
ความเงียบของทั้งสามคนเป็นคำตอบให้เกวลินเป็นอย่างดี ในฐานะที่พวกเราเป็นเพื่อนสนิท เป็นรูมเมท เป็นคนที่อยู่ด้วยกันมาตลอดหลายปี
เกวลินจึงเข้าใจดีว่าทุกคนกังวลอะไร
เธอเคยเจอความรักแย่ ๆ มาก่อน ตอนสมัยเข้ามหาลัยใหม่ ๆ
เกวลินเคยคบกับรุ่นพี่คนหนึ่ง ซึ่งช่วงแรก ๆ ที่คุยกันเขาดูแลเทคแคร์เธออย่างดี แต่พอมาคบกันจริง ๆ เขาทั้งนอกกายนอกใจเธอสารพัด ซึ่งพอจับได้
เกวลินตัดสินใจที่จะบอกเลิกผู้ชายคนนั้นอย่างเด็ดขาด แต่ใครจะไปคิดว่าเขาจะกล้าถึงขนาดทำร้ายร่างกายกันได้ลง
ตอนนั้นเธอเป็นแพนิคอยู่พักหนึ่งเพราะตกใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นกับตน
แต่หลังจากเข้าพบนักจิตบำบัดและรักษาตัวจนหาย เกวลินก็เอาเรื่องเขาอย่างถึงที่สุดเหมือนกัน จนสุดท้ายรุ่นพี่คนนั้นก็ถูกไล่ออกจากมหาวิทยาลัยกลางคัน และหลังจากนั้นเกวลินก็ไม่คบกับใครอีกเลย
มันไม่ใช่ว่าเธอกลัวหรือเข็ดขยาดกับการมีความรัก เพราะจนทุกวันนี้เกวลินยังเชื่อว่าความรักเป็นสิ่งที่สวยงาม เธอแค่ยังไม่เจอคนที่สนใจ และตอนนี้เกวลินก็ไม่ได้รู้สึกว่าตัวเองขวนขวายอยากมีความรักอะไรนักหนา
เธอคิดว่าวันหนึ่งถ้ามันถึงเวลา เดี๋ยวโชคชะตาก็คงจะทำงานของมันเอง
กับคุณนุ... เกวลินยอมรับแบบไม่อายเลยว่า เขาค่อนข้างจตรงสเปคของเธอทุกอย่าง อันนี้ไม่ได้พูดถึงหน้าตา หรือฐานะ แต่เพราะเขาเป็นผู้ชายคนหนึ่งที่นิสัยน่ารักมาก แต่ถ้าหากถามว่าคิดว่าจะพัฒนาความสัมพันธ์กับเขาไหม ก็บอกตรงนี้เลยว่า ‘ไม่’
แน่นอนว่าเธอก็มีหวั่นไหวบ้างตามประสาคนเหงา แต่เขาเป็นเจ้านาย เธอเป็นลูกน้อง ไอ้เรื่องจะมารักกัน มันจะเป็นไปได้ยังไง? เธอยังต้องทำงานเลี้ยงปากเลี้ยงท้อง แล้วก็ไม่ได้อยากถูกไล่ออกเหมือนเลขาคนก่อน ๆ ไง เพราะงั้นความสัมพันธ์ของเราน่ะ ให้มันเป็นอย่างทุกวันนี้ไป มันก็ดีแล้ว
“ทุกคนไม่ต้องห่วงเรื่องนั้นหรอก เรื่องของคุณนุกับเกลมันเป็นไปไม่ได้อยู่แล้ว... อายุพวกเราห่างกันตั้ง 12 ปี ไหนจะฐานะทางสังคมอีก
คนอย่างคุณนุเขาไม่มาสนใจเด็กกะโปโลอย่างเกลหรอกน่า” พูดไปก็ใจแป้ว แต่เกวลินก็เข้าใจเรื่องแบบนี้ดีทุกอย่าง
ชีวิตคนเรามันไม่ได้มีแต่ความรัก มันมีเรื่องของครอบครัว สังคม หรือชื่อเสียงด้วยนี่นา แล้วเธอก็ไม่ได้โลกสวยขนาดที่จะคิดว่าความรักชนะทุกอย่างอะไรแบบนั้นด้วย
กลุ่มเพื่อนอีกสามคนที่ตอนแรกกังวลว่าคนที่เข้ามาหาเกวลินอาจจะเป็นคนไม่ดี แต่เมื่อเห็นท่าทางเซื่องซึมของคนที่ร่าเริงจนถึงเมื่อกี้นี้ ก็อดไม่ได้ที่จะลูบหลังปลอบ
ทั้งที่ปากบอกออกมาเองว่าเป็นไปไม่ได้หรอก แต่เล่นทำหน้าแบบนั้น จะให้พวกเธอเชื่อจริง ๆ เหรอกับคำว่า ‘ไม่มีอะไร’ น่ะ?
“เรื่องนั้นมันก็ไม่แน่หรอก เกลน่ารักออกขนาดนี้ คนที่อยู่ด้วยกันทุกวัน มีหรือจะไม่หวั่นไหว” แม้คำพูดนี้จะฟังดูเหมือนให้ความหวังเพื่อนอยู่นิด ๆ แต่มันก็มีความจริงอยู่ในนั้นเกินครึ่งละนะ และเพื่อไม่ให้บรรยากาศในการแฮงเอ้าท์เลวร้ายเกินไปนัก ทุกคนจึงพร้อมใจกันเปลี่ยนเรื่องไปในหัวข้อที่น่าอภิรมย์มากกว่านี้
โดยไม่รู้เลยสักนิด ว่าสิ่งที่คุยกันเมื่อครู่นี้ ทำให้ใครบางคนเริ่มสังเกตุเห็นความรู้สึกที่เริ่มงอกเงยขึ้นมาในใจ...