หมับ!
“ช้าก่อน! เสวียนอู่... หลังจากนี้เจ้าจะไปทำอะไรต่องั้นหรือ?”
ฉีเหวินร้องเรียกคนที่กำลังจะหลบไปจากห้องอาหารอย่างลืมตัว พลางเอื้อมมือไปจับแขนเสื้อของคนที่ดูเหมือนจะทำตัวจืดจางที่สุดไว้เบา ๆ ทว่าสีหน้าที่ดูราวกับหวาดกลัวกันนักหนา ชนิดที่ดูอาการหนักยิ่งกว่าลี่ฟางเมื่อเช้าคือสิ่งที่นางเห็น
ใจจริงหญิงสาวเพียงคิดอยากจะผูกมิตรกับคนน่ารักอย่างเขาบ้างเท่านั้นเอง ฉีเหวินก็ไม่เข้าใจเหมือนกัน ว่าเหตุใดเขาถึงทำหน้าเหมือนเห็นนางเป็นปีศาจเช่นนี้
“คะ คือ...”
เทพมังกรสาวทำตาเป็นประกายพลางจ้องมองคนที่พูดตะกุกตะกักกับตัวเองด้วยความสนใจ เพราะนอกจากหน้าตาจะน่ารักแล้ว น้ำเสียงเขาเองก็น่าฟังไม่แพ้กัน
คงมีเพียงเสวียนอู่แต่เพียงผู้เดียวเท่านั้นที่ไม่ได้รับรู้ถึงความชื่นชมในใจคนตรงหน้าตนเลย เขาพยายามหลุบตาจากอีกฝ่ายที่จ้องตรงมาด้วยความประหม่า แต่เพราะสตรีตรงหน้าไม่ยอมปล่อยมือจากแขนเสื้อของเขาเสียที สุดท้ายเขาจึงต้องกลั้นใจตอบกลับไปในท้ายที่สุด
“ขะ ข้าจะไปวาดรูปที่ศาลากลางน้ำน่ะขอรับ...”
“งั้นหรือ!? เช่นนั้นข้าขอตามเจ้าไปด้วยได้หรือไม่? ...ข้าอยู่ในห้อง ไม่มีอะไรทำจึงรู้สึกเบื่อยิ่งนัก หากข้าขอไปนั่งชมวิวกับเจ้าที่ศาลาสักพัก
เจ้าจะอนุญาตหรือไม่? อ๊ะ! ข้ารับรองเลยว่าจะไม่รบกวนเจ้าตอนที่กำลังใช้สมาธิวาดรูปอยู่แน่นอน”
คนขี้กลัวได้แต่อ้าปากพะงาบกับประโยคที่พูดรัวออกมาจนเขาแทบฟังไม่ทัน ดวงตาที่เต็มไปด้วยความหวาดกลัวสบเข้ากับคนตรงหน้าที่ดูตื่นเต้นเหลือเกินอย่างระมัดระวัง ก่อนจะยอมพยักหน้ารับ แม้ลึก ๆ จะไม่ได้ยินดีนักก็ตามที
ฉีเหวินที่เห็นเช่นนั้นก็แย้มยิ้มกว้างอย่างอารมณ์ดี ก่อนจะพยักพเยิดให้คนที่นางจะขอตามติดไปในวันนี้เดินนำหน้าไป
เฟยหลงมองส่งชายหญิงที่เดินเคียงคู่กันออกไปนอกห้องอาหารจนสุดสายตา พลางนึกถึงสีหน้าและแววตาของนางที่แสดงออกมาไปด้วย
ฉีเหวินในตอนนี้ดูแตกต่างกับเมื่อก่อนมากจริง ๆ พูดตามตรง เขาเองก็ไม่ได้เชื่อคำพูดที่ว่านางเกิดอุบัติเหตุจนสูญเสียความทรงจำเท่าไหร่นัก แต่กระนั้นเขาก็ไม่สามารถหาเหตุผลอื่นใดมารองรับการกระทำแปลก ๆ ของนางได้ เพราะถึงแม้นที่ผ่านมาเขาจะไม่ได้สนิทสนมกับอีกฝ่าย แต่เขาก็มั่นใจว่าสิ่งที่นางเป็นอยู่ในตอนนี้ไม่ใช่การแสดงเป็นแน่
“เรื่องของฉีเหวิน... นางในตอนนี้ความจำเสื่อมจริง ๆ งั้นหรือ?”
เป็นอีกครั้งที่ครึ่งมังกรหนุ่มรู้สึกแปลกใจ เมื่อคนที่เปิดปากถามเรื่องนี้ขึ้นมาคือ ‘ไป่หู’ ซึ่งปกติแทบจะไม่สนใจสิ่งรอบข้างเลย เขาพยักหน้ารับครั้งหนึ่งแทนการตอบคำถามเมื่อครู่ ก่อนจะถ่ายทอดสิ่งที่นางพูดกับเขาเมื่อวานออกไป
“นางกล่าวเอาไว้เช่นนั้น... แต่จะเป็นเรื่องจริงหรือเท็จ ข้าเองก็ไม่แน่ใจเหมือนกัน”
เฟยหลงเกือบจะเผลอยกมือขึ้นมาขยี้ตาตัวเอง เมื่อเห็นว่ามุมปากของพยัคฆ์ขาวผู้เฉยชากำลังยกขึ้นเป็นรอยยิ้มบางเบา ก่อนที่คนซึ่งเอ่ยถามเขาเมื่อครู่จะหัวเราะในลำคอครั้งหนึ่งและเดินจากไปโดยไม่พูดอะไร เขาตัดสินใจที่จะเก็บความสงสัยนั้นเอาไว้ในใจและออกไปจัดการธุระของตนบ้างเช่นกัน
ทิ้งไว้เพียงจูเชว่ซึ่งยังคงตามสิ่งที่คนอื่นพูดกันไม่ทัน ที่ยังยืนอยู่ในห้องอาหารอันกว้างใหญ่นั้นเพียงคนเดียว...
.
.
หญิงสาวนั่งเตะขาอย่างอารมณ์ดี ขณะที่กวาดสายตาชมวิวสระบัวรอบศาลาแห่งนี้ด้วยความผ่อนคลาย ท่ามกลางแสงแดดและสายลมแสนสบาย ฉีเหวินได้แต่จ้องมองไปยังดอกไม้มากมายซึ่งกำลังถูกรุมล้อมไปด้วยหมู่ภมร
นางใช้เวลาในการซึมซับธรรมชาติรอบ ๆ อยู่แบบนั้นพักหนึ่ง กระทั่งได้ยินเสียงของการฝนหมึกดังขึ้นจากด้านหลัง ความสนใจของ
ฉีเหวินจึงกลับมาอยู่กับผู้ร่วมศาลาอีกครั้ง ร่างบางเท้าแขนลงบนราวกั้นของศาลาตรงหน้าอย่างเกียจคร้าน ขณะที่นั่งเท้าคางมองคนที่กำลังใช้สมาธิจนลืมสิ้นสิ่งรอบข้างในตอนนี้
ใบหน้าที่แสดงออกถึงความตั้งใจอย่างเต็มเปี่ยม ทำให้ฉีเหวินอดที่จะรู้สึกเอ็นดูอีกฝ่ายไม่ได้ แม้บุคลิกของเขาจะดูนุ่มนิ่มไปบ้างสำหรับผู้ชาย แต่เมื่อเห็นความมุ่งมั่นที่แสดงออกอย่างชัดเจนในดวงตา ยามสะบัดปลายพู่กัน นางกลับมองว่าเขาเป็นบุรุษที่น่าสนใจมากผู้หนึ่งเลย
ในเรื่องของรูปลักษณ์เอง เสวียนอู่ก็ไม่ถือว่าเป็นรองจากสัตว์เทพคนอื่น ๆ เลย เส้นผมสีดำสนิทที่หนานุ่มเป็นประกายช่างตัดกับผิวกายขาวราวกับหิมะนั่นได้เป็นอย่างดี ยิ่งเขามวยผมครึ่งศีรษะเช่นนี้ ยิ่งทำให้เขาดูดีขึ้นเป็นไหน ๆ ฉีเหวินนั่งมองเขาอยู่อย่างนั้นโดยที่ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานเท่าไหร่ เพราะทุกการเคลื่อนไหวของเขามันช่างลื่นไหลอย่างไร้ที่ติ
กระทั่งดวงตาสีดำสนิทนั้นบังเอิญหน้าขึ้นมาสบเข้ากับสายตาของนาง ฉีเหวินก็รู้สึกเก้อกระดากขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก เมื่อโดนจับได้แบบคาหนังคาเขาเลยว่ากำลังลอบมองอีกฝ่าย ก่อนที่นางจะกลบเกลื่อนเขินอายด้วยการเดินเข้าไปใกล้เสวียนอู่ที่น่าจะเพิ่งวาดภาพเมื่อครู่เสร็จไป
“เจ้าวาดเสร็จแล้วหรือ? ...ข้าขอดูภาพเมื่อครู่หน่อยได้หรือไม่?” หญิงสาวเอ่ยถามอย่างไม่มั่นใจนัก เพราะไม่รู้ว่าคำขอของตนจะเป็นการเสียมารยาทเกินไปหรือเปล่า ทว่าอีกฝ่ายกลับพยักหน้าตอบรับคำขอของนางอย่างง่ายดายแทนเสียอย่างนั้น ฉีเหวินจึงไม่รอช้าที่จะเดินอ้อมไปด้านหลัง และชะโงกศีรษะดูภาพนั่นในทันที
กลับกลายเป็นเสวียนอู่เองที่รู้สึกตื่นเต้นกับระยะห่างที่หดสั้นลง นัยน์ตาสีเข้มเหลือบมองคนที่ชะโงกหน้าผ่านไหล่ของตน พลางลอบสังเกตใบหน้าของอีกฝ่ายอย่างระมัดระวัง
เพราะที่ผ่านมา เขามักจะถูกฉีเหวินตำหนิและต่อว่าเป็นประจำ ทำให้เสวียนอู่รู้สึกหวาดกลัวทุกครั้งที่ถูกจ้องมอง ยิ่งเมื่อนึกถึงเมื่อก่อนที่นางมักจะ ‘บังคับฝืนใจ’ เขาอยู่ตลอด มันช่วยไม่ได้เลยหากเขาจะรู้สึกไม่ชอบการต้องใกล้ชิดกับนางไปโดยปริยาย
อย่างไรก็ตาม ฉีเหวินในวันนี้ไม่ได้มีกิริยาเช่นนั้นแต่อย่างใด ตลอดเวลากว่าชั่วยามที่ใช้ร่วมกันในศาลาแห่งนี้ นางไม่แม้แต่จะตำหนิเขาเลย ทั้งยังมีแต่รอยยิ้มอยู่บนใบหน้าแทบจะตลอดเวลาอีกต่างหาก บางทีนั่นอาจจะเป็นสาเหตุที่เขายอมตอบตกลงตอนที่นางขอดูภาพวาด เพราะชั่วขณะหนึ่ง เขารู้สึกว่ารอยยิ้มอันงดงามนั่นเป็นสิ่งที่น่าสนใจอยู่ไม่น้อย
สำหรับเสวียนอู่ที่ชื่นชอบศิลปะและความงามเป็นชีวิตจิตใจ การได้ชมความงามของสิ่งนั้นใกล้ ๆ เป็นอะไรที่เขาหลงใหลมากที่สุด ทว่าเวลาเหล่านั้นก็คงอยู่ได้เพียงไม่นาน เพราะกว่าที่เขาจะรู้ตัวว่านางถอยห่างออกไป ก็เป็นตอนที่เด็กรับใช้ยกน้ำชาและของว่างมาให้เสียแล้ว